มาดูผลการสำรวจการเติบโตของ E-Commerce ประเทศไทยปี 2556

มาดูข้อมูลสรุปของ E-Commerce ประเทศไทยในปี 2556 (2013) จัดเก็บข้อมูลโดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ ในการออกไปเก็บสำรวจข้อมูล และด้านล่างจะเป็นการสรุปการเติบโตของ E-Commerce ของไทยตั้งแต่ปี 2005 จนถึง 2012 (ปีล่าสุด)

c7f658b724d3735735c88cc7073b8355

7f573094ad0ab08ae21571ba8beed9c85e5e3fc7e10128bdf284bc3fb971256eaa56d5a5ead12aad93ad9a4c3a4ac5828ec40a921420e4f929e023b721caf291f253dd3917f5b81b99263a9a09599f38f4d546ba05b6a91646ef74093ca0a0fd

 

74984b9dac978d9defae390e3f5e7f22
จากมูลค่าอีคอมเมิร์ซปี 2554 เท่ากับ 783,998 ล้านบาท ลดลงมาเหลือ 744,419 ล้านบาทในปี 2555 สาเหตุหลักมาจากการลดลงของมูลค่า B2G โดยเฉพาะในส่วนของ e-Auction ดูผลการวิเคราะห์อัตราการเปลี่ยนแปลงในตารางนี้

ปีของข้อมูล 2554 2555  % change
Total     783,998    744,419 –         5.05
B2B     291,209    282,946 –         2.84
B2C      99,706    121,392         21.75
B2G     393,083    340,081 –       13.48
ไม่ผ่าน e-Auction        5,034        4,627 –         8.09
ผ่าน e-Auction     388,049    335,454 –       13.55

 

จากตารางดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าตัวที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซรวม ปี 2555 ก้อคือมูลค่า B2G ที่ขายผ่าน e-Auction ซึ่งลดลงจากปี 2554 มากถึง 13.6% ในขณะที่มูลค่า B2B ของปี 2555 ลดลงจากปี 2554 เพียง 2.8% แต่เป็นที่น่ายินดีว่ามูลค่าตลาด B2C ในปี 2555 เติบโตสูงขึ้นจากปี 2554 ถึงร้อยละ 21.8%

ข้อมูลเพิ่มเติมผมรวมไว้ที่นี่ครับ

 

การเริ่มต้นธุรกิจการค้าออนไลน์

การเข้าสู่ธุรกิจบนโลกออนไลน์ (E-Commerce) นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความหวังใหม่ของผู้ประกอบการ ในการเพิ่มฐานรายได้และศักยภาพในการเติบโตให้กับธุรกิจได้อย่างดี โดยในปัจจุบัน การทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ เริ่มได้รับความสนใจจากบรรดาผู้ประกอบการมากขึ้น เนื่องจากใช้เงินลงทุนไม่สูงนัก อีกทั้งจากอัตราการเติบโตของการใช้อินเทอร์เน็ตและการเพิ่มขึ้นของเว็บไซต์ทางธุรกิจที่มีอย่างต่อเนื่อง ทำให้การประกอบธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางการตลาดขนาดใหญ่ ไร้พรมแดน สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายได้โดยตรงอย่างรวดเร็ว ไร้ขีดจำกัดของเรื่องเวลาและสถานที่ ทำให้ธุรกิจออนไลน์ยังคงมีแนวโน้มเติบโตที่ดีต่อไป
อ่านเพิ่มเติม

อนาคตของการซื้อของออนไลน์

วันนี้ผมได้มีโอกาสมางาน iCommerce ของ ม.รังสิต เห็น @jarean นำ VDO ตัวนึงมาให้ดูเกี่ยวกับ การซื้อของออนไลน์รูปแบบใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงไปมาก ลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

กดดูวีดีโอ

พบคนไทยซื้อของออนไลน์มากขึ้นหุ้น-ตั๋วเครื่องบินนำโด่ง

ผลสำรวจจากวีซ่าพบการซื้อสินค้าออนไลน์ของคนไทย ซื้อขายหุ้นเป็นที่นิยมอันดับ1 โดยใช้จ่ายกว่า 1,763 เหรียญสหรัฐฯ รองลงมาซื้อตั๋วเครื่องบิน และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์…

ผู้บริโภคชาวไทยทำการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นจำนวนมาก โดยข้อมูลจากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในระบบอี-คอมเมิร์ชปี 2553 โดยวีซ่า (2010 Visa eCommerce Consumer Monitor)   พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 8 คน ใน 10 คน (ร้อยละ 84) ซื้อสินค้าออนไลน์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา การสำรวจทำโดยการสอบถามผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเป็นประจำจำนวน 3,156 คน ในตลาด อี-คอมเมิร์ช ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว 6 แห่ง ได้แก่ จีน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ไต้หวัน, และประเทศไทย เกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์และแรงจูงใจในการกระทำดังกล่าว อ่านเพิ่มเติม

เจาะ 5 แนวโน้มการค้าออนไลน์ของไทยปี 2011

ปีนี้เอง (2011) เป็นปีที่การค้าขายออนไลน์ของเมืองไทย กำลังจะเริ่มต้นทะยานขึั้นอย่างมาก โดยจะเห็นได้ว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่เข้ามาทำให้ วงการอีคอมเมิร์ซของเมืองไทยเติบโตอย่างก้้าวกระโดดภายในปีนี้ พฤติกรรมของคนออนไลน์เปลี่ยนไป กล้าซื้อและช๊อปปิ้งออนไลน์เพิ่มมากขึ้น รวมถึงสินค้าและบริการต่างๆ ของธุรกิจมากมาย เริ่มเดินหน้าเข้าสู่ตลาดการค้าออนไลน์กันมากขึ้น ระบบชำระเงินออนไลน์ของไทยที่พัฒนาความสามารถมากขึ้น โดยคนสามารถซื้อของและจ่ายเงินออนไลน์ได้ง่ายๆ เพียงแต่กดไม่กี่ทีก็จ่ายเงินได้แล้ว ดังนั้นเรามาดูกันว่าแนวโน้มของปี 2011 จะมีอะไรที่น่าสนใจของการค้าออนไลน์ของไทย ที่คุณสามารถเติบโตไปกับช่องทางนี้ได้ อ่านเพิ่มเติม

พบคนไทยซื้อของออนไลน์มากขึ้นหุ้น-ตั๋วเครื่องบินนำโด่ง

ผลสำรวจจากวีซ่าพบการซื้อสินค้าออนไลน์ของคนไทย ซื้อขายหุ้นเป็นที่นิยมอันดับ1 โดยใช้จ่ายกว่า 1,763 เหรียญสหรัฐฯ รองลงมาซื้อตั๋วเครื่องบิน และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์…

ผู้บริโภคชาวไทยทำการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นจำนวนมาก โดยข้อมูลจากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในระบบอี-คอมเมิร์ชปี 2553 โดยวีซ่า (2010 Visa eCommerce Consumer Monitor) พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 8 คน ใน 10 คน (ร้อยละ 84) ซื้อสินค้าออนไลน์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา การสำรวจทำโดยการสอบถามผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเป็นประจำจำนวน 3,156 คน ในตลาด อี-คอมเมิร์ช ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว 6 แห่ง ได้แก่ จีน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ไต้หวัน, และประเทศไทย เกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์และแรงจูงใจในการกระทำดังกล่าว

จากการสำรวจพบว่า ผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ในประเทศไทย ใช้จ่ายโดยเฉลี่ย 1,763 เหรียญสหรัฐฯ ใน 12 เดือนที่ผ่านมา
นอกจากนี้ การสำรวจยังพบว่า กลุ่มสินค้าที่มีการใช้จ่ายออนไลน์มากที่สุดในกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทย ได้แก่ การซื้อ-ขายหุ้น (177 เหรียญสหรัฐฯ), ตั๋วโดยสารเครื่องบิน (155 เหรียญสหรัฐฯ) และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (151 เหรียญสหรัฐฯ) สำหรับเว็บไซต์ที่มีการเข้าไปดูบ่อยที่สุด ได้แก่ เครือข่ายสังคมออนไลน์ (social network) ร้อยละ 90 เว็บไซต์ดาวน์โหลดเพลงร้อยละ 89, หนังสือ ร้อยละ 86 และเว็บไซต์อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 86

นายสมบูรณ์ ครบธีรนนท์ ผู้จัดการบริษัทวีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การจองตั๋วเครื่องบินโดยสาร, การซื้อบริการด้านการเงิน หรือการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านระบบออนไลน์กำลังเติบโตเพิ่มมากขึ้น โดยจะกลายเป็นการ ใช้จ่ายปกติเช่นเดียวกับการไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าหรือซุปเปอร์มาเก็ต ในความเป็นจริง ผู้บริโภคส่วนมากที่ใช้จ่ายทางออนไลน์รู้สึกสะดวกกว่าที่จะซื้อของทางอินเทอร์เน็ตเมื่อเปรียบเทียบกับการไปที่ร้านค้า เหตุเพราะสามารถเปรียบเทียบราคาได้ง่ายและทำการซื้อได้อย่างสะดวกสบายที่บ้านของตนเอง

“ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า ผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ตระหนักว่า ความปลอดภัยในการชำระเงินเป็นปัจจัยสำคัญ เมื่อมีการทำรายการออนไลน์ โดยวีซ่าได้เพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ถือบัตร ด้วยการยืนยันตัวตนพร้อมกับต้องใส่รหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (one-time password, Verified by Visa) ดังนั้น ผู้บริโภคชาวไทยสามารถใช้บัตรวีซ่าเพื่อทำการใช้จ่ายออนไลน์ โดยแน่ใจได้ว่าข้อมูลส่วนตัวจะมีการดำเนินการอย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะใช้จ่ายผ่านเว็บในประเทศหรือต่างประเทศก็ตาม” ผู้จัดการบริษัทวีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าว

จากข้อมูลการสำรวจของวีซ่า สิ่งจูงใจหลักในการใช้จ่ายออนไลน์คือความสะดวกสบาย ตามมาด้วยการค้นหาส่วนลดต่างๆ โดยผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยกล่าวว่า พวกเขาซื้อสินค้าออนไลน์เนื่องจากสามารถซื้อได้ตลอดเวลา (ร้อยละ 84) สามารถค้นหาและเปรียบเทียบสินค้าได้ง่าย (ร้อยละ 81) และการเปรียบเทียบราคาสินค้าเพื่อประหยัดเงิน (ร้อยละ 79) โดยร้อยละ 72 กล่าวว่า พวกเขาซื้อสินค้าออนไลน์เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังร้านค้า

ทั้งนี้ เมื่อสอบถามเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้จ่ายออนไลน์ใน 12 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 77 ของผู้ตอบคำถามชาวไทยกล่าวว่า พวกเขารู้สึกพึงพอใจในกระบวนการชำระเงินที่ง่ายของการทำรายการออนไลน์ และร้อยละ 75 กล่าวว่า พวกเขารู้สึกพึงพอใจกับความรวดเร็วในการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ทั้งนี้ อัตราค่าใช้จ่ายโดยประมาณของผู้ซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ใน 12 เดือนที่ผ่านมาของคนไทยอยู่อันดับที่ 4 1,763 เหรียญสหรัฐฯ น้อยกว่ามาเลเซีย อันดับที่ 3 ที่ใช้จ่าย 2,006 เหรียญสหรัฐฯ 2 อันดับที่ 2 จีน 2,557 เหรียญสหรัฐฯ และอันดับที่ 1 ไต้หวัน 4,041 เหรียญสหรัฐฯ.

ที่มาของข่าว : ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 07 – 02 – 2554