Omni-Channelคืออะไร ทำไมคนทำ Ecommerce ต้องรู้??

แม้ว่าจะมีผู้ค้าปลีกจำนวนมากในมาเลเซียที่จัดตั้งธุรกิจ e-commerce,ผู้ค้าบางรายก็ยังคงกีดกันตัวเองจากธุรกิจe-commerce, ด้วยเหตุผลต่างๆดังนี้:

พวกเรากังวลว่ามันจะ “สิ้นเปลือง” ในธุรกิจค้าปลีกของเรา

พวกเราไม่มีผู้เชี่ยวชาญหรือบุคคลากรในองค์กรสำหรับเรื่องนี้

พวกเรารู้ดีกว่า (และมั่นใจกว่า) ในการเปิดร้านค้าปลีก

เปิดร้านค้าปลีกมัน”สัมผัสได้”มากกว่า

พวกเรายังไม่พร้อมที่จะลงทุน (หรือไม่มีงบประมาณสำหรับส่วนนี้)

พวกเราขอรอดูไปก่อน(สังเกต บริษัทที่ทำก่อน หรือคู่แข่ง)

การเข้าถึงของ e-commerce ในธุรกิจร้านค้าปลีกมีเพีย 1.4% จากธุรกิจค้าปลีกในปี 2016 ผู้ค้าปลีกควรทำความเข้าใจว่ามันไม่ใช่แค่ e-commerce แต่พวกเขาควรเข้าใจเกี่ยวกับการทำการขายปลีกผ่าน omni-channel retailing ที่จะสามารถสร้างกำไรให้แก่พวกเขาด้วย

omni-channel retailing คืออะไร

Image

อ้างอิงจาก Wikipedia:

Omni-Channel Retailing คือการวิวัฒนาการของการทำการค้าปลีกผ่านหลายช่องทาง ( multi-channel retailing ) แต่เข้มข้นและแนบเนียนกว่าบนวิธีการในการสร้างประสบการณ์ให้แก่ผู้บริโภคผ่านทุกช่องทางการขายที่เป็นไปได้ เช่น มือถือที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ คอมพิวเตอร์ ร้านค้าที่เป็นตึกหรือเป็นร้านจริงๆ โทรทัศน์ วิทยุ จดหมาย แคทตาลอค เป็นต้น

โดยสรุปคือลูกค้าของคุณนั้นมาจากหลากหลายช่องทางและหลายเครื่องมือในการเข้าถึง คุณต้องเตรียมพร้อมและช่วยอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าของคุณ

Darren Fifield จากบริษัท Ebay ได้แบ่งปันข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการขายออนไลน์ของทวีปเอเชียในปี 2014 eTail Asia 2014 ดังนั้นพวกเราคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์ที่จะสรุปใจความสำคัญตามเนื้อหาด้านล่าง

ลูกค้าในช่องทาง Omni-Channel เชื่อมโยงตลอดเวลา!!

84% ของประชากรไม่มีสักวันที่ปราศจากมือถือ
Source: Time, Mobility Poll

76% มีอุปกรณ์ดิจิตอลมากกว่าหนึ่งเครื่อง
Source: eBay Enterprise Centre for Connected Commerce research

เวลา8-10โมง: 66% ตื่นนอนพร้อมกับใช้โทรศัพท์มือถือ
เที่ยงถึง5โมงเย็น: ช่วงเวลาของการใช้มือถือที่สูงที่สุด
6โมงเย็น ถึง สี่ทุ่ม: ช่วงเวลาของการใช้แทปเลทที่สูงที่สุด
Source: Nielsen

Image2

75% เล่นมือถือขณะเข้าห้องน้ำ

Source: Nielsen

ลูกค้าในทาง omni-channel คาดหวังมากขึ้น

81% คาดหวังให้ร้านค้านำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการเพื่อเพิ่มประสบการณ์การซื้อสินค้าในร้าน
Source: eBay Enterprise Center for Connected Commerce research

66% ของลูกค้าคาดหวังให้ร้านค้าปลีกในปัจจุบันนำเสนอประสบการณ์ผ่านสมาร์ทโฟนที่ดี

75%ของลูกค้าคาดหวังให้ร้านค้าปลีกในปัจจุบันนำเสนอประสบการณ์ผ่านแทปเลทที่ดี
Source: comScore Device Essentials, January 2013, Europe

84% ของลูกค้าคาดหวังว่าร้านค้าปลีกจะสามารถเชื่อมโยงช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ได้
Source: eBay Enterprise Center for Connected Commerce research

ลูกค้าในomni-channel กำลังเปลี่ยนวิธีการซื้อ

Image3

 

29% of ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในสหรัฐอเมริกาจะซื้อทุกอย่างผ่านช่องทางออนไลน์เท่าที่เขาจะสามารถทำได้
Source: eBay Enterprise Center for Connected Commerce research

48% ของการซื้อในปี 2014 ได้รับอิทธิพลมาจากเวปไซต์ – ไม่ว่าจะเป็นการซื้อออนไลน์หรือการทำวิจัยออนไลน์ สำคัญกว่าการซื้อสินค้าในร้าน
Source: eBay Enterprise Center for Connected Commerce research

ลูกค้าในomni-channel คือทุกคน

ใช่แล้ว omni-channel เป็นของทุกคน, ไม่ใช่แค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง – มันคือนักช้อปทุกคน ลูกค้าที่มีศักยภาพทุกคนของคุณ

ร้านค้าของคุณคือทรัพย์สิน, จากคำกล่าวของ Darrel Rihby ในบทความ”The Future of Shopping”, Harvard Business Review:

หากร้านค้าปลีกดั้งเดิมหวังว่าจะอยู่รอด พวกเขาต้องปรับใช้ omni-channel เข้ากับธุรกิจค้าปลีก และเปลี่ยแปลงให้อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทเพื่อลดปริมาณจำนวนร้านค้าลง  เปลี่ยนจากหนี้สินให้กลายเป็นทรัพย์สิน

ร้านค้าในอนาคตอาจจะดูแตกต่างจากเดิม จากคำกล่าวของ Sir Terry Leahy, CEO คนเก่าของ Tesco:

พฤติกรรมของผู้บริโภคกำลังเปลียนไปอย่างรวดเร็ว; แต่บริษัทเปลี่ยนไปอย่างช้ากว่า ร้านค้าปลีกเคยเป็นร้านค้าขนาดใหญ่ แต่ผู้คนยุ่งมากขึ้นและไม่มีเวลาวางแผนซื้อครั้งใหญ่ของในห้างใหญ่ๆอีกต่อไป

 

การจัดจำหน่ายผ่านช่องทางOmni-channel – การนำสินค้าส่งถึงมือลูกค้า

Image4

64% ของลูกค้าจะซื้อสินค้าผ่านร้านค้าใหม่แทนที่ร้านเดิมที่พวกเขาชอบหรือใช้บริการอยู่เดิม เพราะร้านใหม่มีข้อเสนอออกค่าขนส่งฟรี
Source: eBay Enterprise Center for Connected Commerce research93% ของลูกค้าคาดหวังให้ร้านค้าเสนอทางเลือกว่าสามารถไปรับของได้เอง หรือ จะให้ทางร้านส่งมาให้
Source: eBay Enterprise Center for Connected Commerce research67% ของลูกค้าเลิกล้มการซื้อเพราะประเด็นการขนส่ง
Source: Comscore, Royal Mail Survey35% ของลูกค้าออนไลน์ในปัจจุบันใช้ click and collect
(click and collect คือการซื้อของผ่านอินเทอร์เน็ตแล้วไปรับด้วยตนเอง : ผู้แปล)18% ของลูกค้าเหล่านั้นซื้อสินค้าอื่นเพิ่มเติมเมื่อมารับสินค้าที่ร้าน

Source: Internet Retailer

โปรแกรม Omni-channel สามารถสร้างยอดขายส่วนเพิ่มในร้านได้ 2 ถึง 20 เปอร์เซนต์

Source: *eBay Enterprise internal client data

การริเริ่มเรื่อง omni-channelแบบไหนที่คุณควรนำมาปรับใช้ก่อน

Image5

สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างหนึ่งของการทำให้สินค้าคงคลังในร้านปรากฏบนออนไลน์ แต่ลองหยุดพักกันสักหน่อยไหม

คุณสามารถอ้างอิงจากแผนภาพด้านบนเพื่อเข้าใจแนวความคิดว่า which omni-channel initiativeไหนที่คุณควรจะนำไปใช้ก่อนหรือหลัง โดยพิจารณาจากเรื่องของยอดขายส่วนเพิ่มสัมพันธ์กับความง่ายในการนำไปใช้งาน

1. Ship from store -ส่งของไปให้ผู้ซื้อออนไลน์จากทางโกดังของร้านค้า
2. Associate ordering in-store (via mobile devices or web) เชื่อมโยงการสั่งสินค้าใน้ราน ผ่านมือถือและเวปไซต์
3. Buy online, ship to store ซื้อออนไลน์และไปรับของที่ร้านค้าที่กำหนด
4. Buy online, pick-up in-store ซื้อออนไลน์ และไปรับของที่ร้านค้าที่คุณสะดวก

คุณอาจจะประหลาดใจว่า, ship-from-store จะสร้างรายได้ส่วนเพิ่มได้อย่างไร?

ด้วยวิธีการส่งของจากร้านค้า(ship-from-store)คุณได้เปลี่ยนหน้าร้านไปเป็น “ศูนย์กระจายสินค้าที่มองเห็นได้” (ดีกว่าการจ่ายเงินเพื่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า), ลดจำนวนสินค้าคงคลังในภาพรวม ซึ่งทำให้เพิ่ามอัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงคลัง ยังไม่รวมถึงการนำคลังสินค้าไปใกล้ผู้บริโภค(โดยพื้นที่) ทำให้ลดค่าขนส่งสินค้าอีกด้วย

ลองจินตนาการถึงสองเหตุการณ์:

เหตุการณ์ A: คุณมีคำสั่งซื้อมาจากปีนัง, แต่ที่ร้านในปีนังของคุณไม่มีสินค้าเพียงพอ, ดังนั้นคุณให้ ร้านค้าที่KL ส่งของไปให้ที่ปีนัง. พูดในแง่ของในโอกาสของการพลาดการขาย

 

เหตุการณ์ B: คุณมีคำสั่งซื้อมาจากปีนัง, สินค้าในคลังที่ปีนังมีพร้อม แต่มีสินค้าในคลังเกินที่ KL ดังนั้นคุณเลยนำสินค้าจากคลังของ KL พูดกันในแง่ของการยอมเสียค่าขนส่งเพียงเล็กน้อยแต่หลีกเลี่ยงการลดราคาจากสินค้าคงคล้งส่วนเกิน

พอเห็นภาพหรือยัง?

เชื่อมโยงการสั่งซื้อในร้านค้ากับเครื่องมืออื่นเหมือนกับการมีพื้นที่มองเห็นได้ในร้านของคุณ และคุณสามารถจินตนาการถึงความเป็นไปได้อื่นๆของการริเริ่ม omni-channel จะสร้างรายได้ให้คุณทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์

เปลี่ยนร้านค้าปลีกของคุณจากหนี้ให้กลาบเป็นสินทรัพย์ซะวันนี้

ที่มา : http://pulse.me/s/17BEA0

(บทความ:Why retailers need to embrace omni-channel?Posted by : CK WongWednesday, 23 April 2014)

5 วิธีสร้างยอดขาย ดึงลูกค้าเก่าให้กลับมา!!!

บริษัทธุรกิจค้าปลีกยอมจ่ายเงินกว่าหลายล้านดอลลาร์ทุกๆปีเพื่อเพิ่มยอดขายจากลูกค้าเก่าที่กลับมาซื้อซ้ำ บริษัทเหล่านี้ได้ใช้โปรแกรมสร้างความภักดีกับลูกค้า (loyalty programs) แคมเปญพิเศษ และ ส่วนลดรายบุคคล ซึ่งทั้งหมดมีพิ้นฐานมากจากคุณค่าในช่วงชีวิตของการเป็นลูกค้า (customer’s lifetime value) โปรแกรมเหล่านี้ได้รับความสำเร็จอย่างสมเหตุสมผล

แต่มีวิธีอื่นที่จะเพิ่มยอดขายจากลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งมีดังต่อไปนี้

1. เข้าใจถึงของจุดประสงค์ของผู้เยี่ยมชมเวปไซต์ที่กลับมา

ผู้ที่กลับมาเยี่ยมชมเวปไซต์นั้นเชื่อมโยงกับข้อมูลจำนวนมาก –ประวัติส่วนตัว และ ความชื่นชอบ การสืบค้นข้อมูล และประวัติซื้อของออนไลน์ และกิจกรรมที่ทำปัจจุบันบนเวปไซต์ เวลาที่ใช้บนเวปไซต์ครั้งที่แล้ว และไซต์ต้นทางที่ทำให้เขาเข้ามาเยี่ยมชม อุปกรณ์ที่ใช้ในการเข้าเวปไซต์ ระยะห่างของเวลาที่เขาเยี่ยมชม ตำแหน่งที่ตั้งของเขา และ กิจกรรมบน Social Network ของเขา ข้อมูลเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงเพื่อทำความเข้าใจถึงจุดประสงค์ของการเยี่ยมชม ข้อมูลเลห่านี้เองสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของ กระบวนการนำเสนอเนื้อหาหรือบริการและสินค้า โดยพิจารณาจากลักษณะพฤติกรรมของผู้ใช้บริการ (Personalization) และเพิ่มยอดขาย

ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่เยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ หรือ ประเภทสินค้า กำลังมองหาเพื่อซื้อสินค้าที่แน่นอนในทางตรงกันข้าม ลูกค้าที่หาสินค้าที่ลดราคา ลูกค้ากลุ่มนี้กำลังมองหาโปรโมชั่นที่คุ้มค่า จาดทั้งสองตัวอย่าง ความชื่นชอบของผู้เยี่ยมชมและ ประวัติการซื้อของออนไลน์สามารถนำไปออกแบบประสบการณ์ให้กับลูกค้ารายคน และเลือกPromotion ที่อยู่ในสินค้าที่เข้าเป็นกลุ่มเป้าหมายเพื่อเพิ่มยอดขาย MarketLive, ผู้ให้บริการแพลทฟอร์ม, สามารถนำเสนอสินค้าและบริการจากข้อมูลรายบุคคลได้ ยกตัวอย่าง 3dcart, ผู้บริการให้เช่าพื้นที่เวปไซต์ขายของออนไลน์, ส่งมอบ promotion แบบreal-time ผ่านแพลทฟอร์มของทางร้านที่ชื่อว่า” 3dupsell “platformเหมือนกับตัวอย่างข้างต้น
MarketLive, ผู้ให้บริการแพลทฟอร์มซึ่งสามารถนำเอาเวปไซต์ขายสินค้าออนไลน์มาสร้างประสบการณ์ให้เข้ากับลูกค้าเป็นรายบุคคล

 

2.ใช้สินค้าเป็นเครื่องมือในการนำลูกค้ากลับมาที่เวปไซต์ของคุณ
ผู้ขายสามารถสร้างกลยุทธ์ทางผลิตภัณฑ์เพื่อดึงลูกค้าเก่ากลับมายังเวปไซต์ ยกตัวอย่างเช่น ร้านค้าที่ขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับออกผลิตภัณฑ์ในวันพิเศษของเดือนนั้นๆ สร้างเหตุการณ์ที่จะนำลูกค้าเก่ากลับมา นอกเหนือจากนี้ผู็ขายบางรายอาจมีของแถมเพิ่มให้ในตัวผลิตภัฑฑ์ที่ลูกค้าซื้อ
ของแถมเหล่านี้อาจเป็นส่วนลดให้สินค้าเดิมหรือเป็นของแถมที่ให้ฟรี เพราะเป้าหมายหลักคือการดึงลูกค้าเก่ากลับมา และดึงดูดเขาด้วยสินค้า และ โปรโมชันที่เหมาะกับตัวเขาโดยเฉพาะ หลายๆเว็บที่เสนอขายสินค้าราคาลดแบบสุดๆ เฉพาะช่วงเวลาสั้นๆ(Flash Sales Sites) อย่างYoox.com, MyHabit, และGilt ต่างก็ใช้กลยุทธ์เหล่านี้เพื่อดึงลูกค้าเก่ากลับมา

3. สร้างความผูกพันกับลูกค้าด้วยบบทสนทนา

เครื่องมือทุกตัวและการวิเคราะห์ไม่ได้มีประสิทธิภาพแค่การสร้างความผูกพันธ์กับลูกค้าผ่านบทสนทนาง่ายๆเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบทสนทนาผ่านทางเวปไซต์หรือบนกระทู้สาธารณะ เช่น social network มันไม่สำคัญหรอกที่การสนทนาจะช่วยให้เราเรียนรู้ลูกค้ามากขึ้น ความชอบและไม่ชอบเขา ผู้ค้าปลีกหลายรายทำการสำรวจทั้งบนเวปไซต์ของเขาและนอกเหนือเวปไซต์ ฟังค์ชั่นการสนทนาสดเป็นสิ่งจำเป็น — มันควรถามผู้เยี่ยมชมโดยอัตโนมัติหากเขาต้องการความช่วยเหลือ หากพวกเขาใช้เวลาในเพจมากเกินไป หรือ พวกเขากำลังสุ่มค้นหาเวปไซต์ เบอร์โทรและอีเมลของศูนย์ให้บริการลูกค้าควรเข้าถึงง่านจากทั้งช่องทางเวปไซต์และทางมือถือ บทสนทนาทั้งหมดจะนำไปสู่การสร้างบริการที่เหมาะกับผู้บริโภครายบุคคลซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มยอดขาย

4.เสนอราคาที่เหมาะสมและราคาที่สามารถต่อรองได้

หากคุณกำลังขายสินค้าประเภทอุปโภคบริโภค ผู้ซื้อจะชอบเข้าเวปไซต์ของคุณเพื่อเปรียบเทียบราคา การเยี่ยมชมเหล่านี้ยิ่งส่งเสริมให้เห็นว่าผู้ซื้อชื่นชอบในเวปไซต์ของคุณแต่มีความอ่อนไหวต่อราคา ในกรณีนี้ ควรการค้นหาราคาที่เหมาะสมไปเข้ากับฟังค์ชั่นการใช้งานเพื่อเอาชนะร้านค้าปลีกรายอื่นๆ ส่วนหนึ่งของการพัฒนา Conversion rate , การค้นหาราคาที่เหมาะสมจะช่วยตอบคำถามที่ว่า “ใครราคาถูกที่สุด” บางเวปไซต์การันตีว่าลูกค้าจะได้ราคาที่ถูกที่สุดหลังจากการซื้อถึง 30 วัน สิ่งนี้เองช่วยให้ลูกค้ามั่นใจว่าพวกเขาได้ราคาที่ดีที่สุด พวกเขาสามารกเปลี่ยนไปเป็นลูกค้าที่กลีบมาซื้อซ้ำโดยการเสนอบริการอื่นๆ เช่น ข้อมูลสินค้าในเชิงลึก และ คำแนะนำจากผู้บริโภคคนอื่นๆ (Review) ทางเลือกที่มากขึ้นและ Promotion ส่วนบุคคล และการเติมเต็มและขนส่งที่รวดเร็ว
เวปไซต์มากมายนำเสนอราคาที่สามารถต่อรองได้ ตัวอย่างเช่น Greentoe, ผู้ค้าปลีกผลิตภัณฑ์อิเล็คทรอนิคส์, เสนอให้ผู้บริโภคเสนอราคาของเขาโดยเปรีนบเทียบกับราคาตลาด โมเดลนี่สร้างการรับรู้ในการนำเสนอข้อเสนอ ที่ไม่ได้มีตลอดเวลา และ นำไปสู่การสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า ผู้ค้าบางรายเสนอราคาที่ต่อรองได้กับการซื้อในปริมาณมาก (แข่งกับการเสนอ Promotion เมื่อซื้อในปริมาณมาก)เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อในปริมาณมากกว่าเดิม

5. สร้าง Applivstionให้แก่ตลาดสินค้า(Marketplace)ของคุณ

อีกทางเลือกหนึ่งซึ่งกำลังได้รับความนิยมคือสร้าง Application ของหน้าร้านที่เชื่อมโยงกับสินค้าของร้านค้าปลีก และ แพลทฟอร์ม (Platform) วิธีการนี้จะช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจให่แก่ผลิตภัณฑ์ของคุณผ่าน Application Programming Interfaces(API)[API คือเป็นตัวกลางที่ทำให้โปรแกรมประยุกต์เชื่อมต่อกับโปรแกรมประยุกต์อื่น หรือเชื่ิอมการทำงานเข้ากับระบบปฏิบัติการ: ผู้แปล] ที่เชื่อมโยงไปยังบริษัทตัวกลางที่จะสร้าง Application ใหม่และนำเสนอมันเพื่อเพิ่มยอดขาย ในฐานนะเจ้าของ API ของผลิตภัณฑ์ ผู้ค้าปลีกจะได้รับส่วนแบ่งจากทุกๆการขายผ่าน App แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น มันเป็นสิ่งผลักดันให้ลูกค้าเก่ายังคงกลับเข้ามาที่เวปไซต์ เพื่อดูApps ใหม่ และเพิ่มทางเลือกให้กับการซื้อเดิมๆของพวกเขา iPhone และ Android สามารถทำได้อย่างประสบความสำเร็จ Google Glass ก็เช่นเดียวกัน ผู้ผลิตเกมส์ออนไลน์บางรายก็สนใจทางเลือกนี้ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ควรสนใจคือเวลาและทรัพยากรที่จะสร้าง API ที่ง่ายต่อการใช้งาน และจัดหาระบบสนับสนุนตามคำเรียกร้องของผู้ใช้ เพื่อสร้างระบบนิเวศน์ที่เจริญก้าวหน้าให้บริษัทตัวกลางผู้พัฒนา Application

ที่มา http://www.practicalecommerce.com/articles/66127-5-Ways-to-Increase-Sales-from-Returning-Customers

กลยุทธ์สับหลีกการฝากร้านขายของใน Social Media

ตอนนี้ดาราหลายๆ คนคงเอือมระอากับการชอบลงฝากร้าน หรือแอบเขียน Comment ตาม Social Media ของดาราดังๆ ทำให้ข้อความที่พูดคุยกัน Social Media ของดาราเปรอะไปด้วยข้อความโฆษณา ทำให้ดาราหลายๆ คนเริ่มมีมาตรการณ์ในการป้องกัน เรื่องนี้ ลองมาดูกันครับ

ลงมาดดูบอย ปกรณ์ ให้ลงโฆษณาได้สลับภาพต่อภาพ

image

 

ส่วนทาง “โฟกัส จีระกุล”ถึงขนาดเปิด IG ใหม่ เพื่อหนีบรรดาแม่ค้าที่มาฝากร้านเลยทีเดียว จากบทสัมภาษณ์ของ ไทยรัฐออนไลน์

“ที่โฟกัสต้องเปิดอินสตาแกรมใหม่เพื่อให้ฝากร้านนั้น มันเกิดจากว่า มีคนมาฝากร้านเยอะมากค่ะ เราโอเค กัสเองก็มีรับงานมาลงในไอจีบ้าง แต่เหมือนกับว่าตอนนี้ฝากร้านเยอะเกินไปจริงๆค่ะ บางคนเน้นฝากร้านแต่ไม่ได้คิดจะเมนต์จริงจังอะไร เราก็เสียความรู้สึกนะ มันเหมือนพื้นที่ส่วนตัวเรา เค้าน่าจะให้เกียรติเรานิดนึง” เราก็ได้แก้ปัญหาโดยการเปิดไอจีใหม่เพื่อที่จะให้คนฝากร้านโดยเฉพาะ? “ใช่ค่ะ แต่นานๆครั้งกัสจะเข้าไปดูนะ เพราะว่าไอจีส่วนตัวกัสก็มีไง นานๆครั้งก็เข้าไปดูบ้าง และอัพรูปให้บ้าง” แล้วผลเป็นยังไง คนตามไปฝากร้านที่ไอจีโน้นมากกว่าหรือที่ไอจีส่วนตัวเรามากกว่า? “ก็เหมือนเดิม(หัวเราะ) ไม่ได้ช่วยแก้อะไรเลย สงสัยต้องปิดไอจีนั้นแล้วมั้ง บางคนก็เหมือนไม่ค่อยฟังด้วยมั้งคะ ไม่รู้เหมือนกันนะ” เรารู้สึกยังไง เพราะเหมือนบางคนก็เข้ามาคอมเม้นท์เหมือนไม่ค่อยจริงใจ? “ก็รู้สึกไม่ค่อยดีเนอะ อย่างแรกมันก็เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเรา เราก็อยากเห็นความคิดเห็นที่พูดถึงตัวเรา ไม่ใช่แบบว่าจงใจจะมาฝาก ที่จริงตอนแรกมาฝากก็ไม่อยากจะว่า แต่บางคอมเม้นท์นี้สิบกว่าบรรทัดเลย คืออะไร ไม่เข้าใจ” อยากฝากอะไรถึงคนที่ยังมาฝากร้านกับเราอยู่? “คือหลายคนโดนเยอะมาก หนูว่าที่จริงคนที่เป็นดาราอย่างเราเอง เราจะทำอะไรไม่ได้มาก มันต้องอยู่ที่ตัวของคนที่เป็นพ่อค้าแม่ค้ามากกว่า พื้นที่ส่วนตัวก็เกรงใจกันนิดนึง กัสว่ามีวิธีอื่นที่ทำให้ร้านเค้าขายได้ดีค่ะ มันมีหลายวิธีค่ะ โดยที่ไม่ต้องไปรบกวนพื้นที่ส่วนตัวของใคร แต่ตอนนี้อยากฝากก็ฝากเถอะค่ะ แต่ขอสั้นๆหน่อยได้มั้ย เพราะบางครั้งมันยาวเกินไป ก็มีหงุดหงิดอยากจะบล๊อกเหมือนกันนะ แต่ก็เกรงใจค่ะ”

หรือโก๊ะตี๋ที่ตัวเองทำธุรกิจข้าวมันไก่ก็ถึงอัดคลิปชี้แจงถึงการฝากร้านของบรรดาแม่ค้า พ่อค้าใน IG เลยทีเดียว

“เรื่องฝากร้านที่หนูชี้แจงในไอจีนั้นไม่ได้โกรธ ไม่ได้บ่นนะครับ แต่คือการชี้แจง คือเราทำคลิปลงไป ไม่ต้องเป็นดาราหรอกนะ แบบคนปกติพอเริ่มจะมีชื่อเสียงก็จะเริ่มมีคนเข้ามาฝากร้าน บางคนก็รำคาญ เค้าก็จะโพสต์บ้างไรบ้าง แต่นี้ทำเป็นคลิปกับพี่สรยุทธ แล้วก็มีคนเข้ามาคอมเม้นท์ว่า คุณไม่อยากสนับสนุนคนที่ทำอาชีพสุจริตเหรอ คุณออกงานทีก็ได้เป็นหมื่นเป็นแสน และเค้าก็พูดประมาณว่าทำไมคุณไม่เห็นใจ มันเป็นพื้นที่สาธารณะ ถ้าคุณไม่อยากให้ใครเข้ามาดูก็ตั้งไพรเวทสิ เราก็เลยได้ชี้แจงไป ว่าเราไม่ได้ว่าอะไรเลยคนทำอาชีพสุจริต เรายินดีด้วยแต่ควรจะรู้กาลเทศะนะ ไม่ใช่เอะอะอะไรก็แท็กร้านตัวเอง อย่างพี่อั้ม-พัชราภา เค้าลงรูปน้องหมาเสียชีวิต ก็มีคนมาคอมเม้นท์ว่า เสียใจด้วยนะคะ แล้วติดแท็กร้านเค้าตามหลังไป ตามจริงนะไม่ต้องติดแท็กหรอก เพราะชื่ออินสตาแกรมเค้าบอกอยู่แล้ว มีคนอยู่คนนึงเค้าฝากร้านขายรองเท้า แต่เค้าไม่เคยคอมเม้นท์เลย หนูก็ลบและรีพอทสแปมตลอด” เมื่อก่อนบางคนก็ฝากได้ แต่ตอนนี้มันเยอะมาก? “มันเยอะมากจริงๆ คือจริงๆแล้วพื้นที่นี้เราเข้าใจนะ ว่าทำมาหากินสุจริต เราอยากช่วย แต่ก็ควรให้เกียรติกัน เพราะฉะนั้นเวลาขายของขายอย่างมีกาลเทศะ ขายอย่างมืออาชีพ คนเราน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า ไม่มีเค้าเราก็อยู่ไม่ได้ เค้าไม่มีเรา เค้าก็อาจขายของไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเวลาคุณมาแท็กหรือมาโพสต์ข้อความอะไร มันเห็นอยู่แล้ว หนูเคยเจอบางคนมา 32 บรรทัดเลยนะ โอ้โห นี่เราจะอ่านคนที่เค้ามาคอมเม้นท์เรานะ ไม่ได้อ่านเลย มีของเค้าคนเดียวเลยทั้งหน้า ก็เลยอัญเชิญ” แต่บางคนก็มองว่าเราเป็นบุคคลสาธารณะ? “มองอย่างนี้ก็ถูก แต่เค้ามองอย่างนี้รึเปล่า สิ่งที่คุณทำมันเห็นแก่ตัวนะ บุคคลสาธาณะคือบุคคลที่หลายๆคนต้องการติดตามว่าเค้าทำอะไรที่ไหน อย่างไร แต่สิ่งที่คุณทำ คุณไม่ได้ทำเพื่อสาธารณะนะ คุณเอาเงินที่ขายของให้คนอื่นมั้ย คุณก็ทำเพื่อส่วนตัว เพราะฉะนั้นเหรียญมีสองด้าน อย่ามองของเราด้านเดียว ไม่งั้นจะมีเหรอบางรูปที่เราบอกว่า “เชิญฝากร้านได้เต็มที่ ตามสบายเลยครับ” ก็ยืนยันคำเดิมว่าการให้เกียรติซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม” หลังจากที่เราชี้แจงไป ยังมีคนมาฝากร้านอยู่อีกไหม? “มี แต่ว่าเค้าก็ปรับปรุงขึ้นนะ บางคนอาจจะมาคอมเม้นท์ก่อนแล้วค่อยฝากร้าน เรายินดีเลย”

และเซเลปตัวแม่อย่าง “พลอย-เฌอมาลย์” ก็บอกถึงจุดประสงค์ที่เปิด IG ว่าเพื่อเป็นช่องทางพูดคุยกับแฟนคลับ แต่คนกลับมาฝากร้านเยอะมาก อยากให้ทุกคนเข้าใจ

“ที่ทำไป เพราะต้องการสร้างพื้นที่ไว้ให้เพื่อน หรือแฟนคลับที่ต้องการพูดคุยกับตน เพราะทุกวันนี้ยอมรับว่า คนเข้ามาฝากร้านค่อนข้างเยอะมาก บางครั้งพลอยอยากตอบแฟนคลับแต่ก็ไม่เห็น เป็นเพราะพ่อค้าแม่ค้าที่คอยเข้ามาฝากร้าน จึงอยากให้ทุกคนเข้าใจ”.

 

 

ขอบคุณรูปภาพและบทสัมภาษณ์จาก ไทยรัฐออนไลน์ครับ

แต่ก็ไม่ได้มีแค่กระแสแอนตี้เพียงอย่างเดียว  เพราะดาราที่ทำธุรกิจก็เข้าใจคนเป็นพ่อค้า แม่ค้า  พื้นที่IG ของเหล่าดารา เซเลป เปรียบเสมือน “ทำเลทอง” ในการขายของ ที่วันๆหนึ่งสามารถเข้าถึงคนได้เป็นจำนวนมาก   แต่พ่อค้าแม่ค้า ควรดูถึงกาลเทศะในการโพสด้วย เพราะบางภาพ เนื้อหาไม่เหมาะแก่การฝากร้าน เช่นภาพที่เศร้า เสียใจ การฝากร้านเปรียบเสมือนการรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของเหล่าดารา

มาดูกันในมุมมองของเหล่าบรรดาแฟนคลับ และผู้ติดตามอย่างเราๆกันบ้าง ว่ามีความเห็นกันอย่างไร เกี่ยวกับการฝากร้านบน IG

“เราว่าเค้าต้องมีรำคาญบ้างอ่ะ ขนาดเราแค่ติดตาม อ่านเจอยังรำคาญเลย

ไม่ใช่ว่าดาราไม่อ่านคอมเม้นท์นะ ว่างๆ เค้าก็คงอ่านบ้างแหละ ที่เราคิดว่าเค้าอ่านเพราะ เราเคยไปเม้นท์ว่า อยากเห็นรูปดาราคนนั้นกับสามีเค้าบ่อยๆ น่ารักดี ไม่นานเค้าก็โพสรูปเค้ากับสามีแล้วบอกว่า เห็นมีคนบอกว่าอยากเห็นกันเยอะ เลยโพสซะเลย อิอิ ดีใจมาก

อีกอย่างคิดดูว่า เวลาที่เค้าอัพรูปแล้วมีคนกดไลค์เยอะๆ แต่พอเข้าไปดู มีร้านเกือบทั้งหมด เค้าคงคิด แบบ สรุปชอบจริงๆหรือแค่อยากให้ชื่อร้านมันขึ้น

บางทีเค้าโฟสรูปที่เค้าไปเที่ยวมีความสุข แต่คอมเม้นท์มีแต่ขายของ เราว่ามันเสียความรู้สึกนะ แต่เราก็เห็นใจว่า คนขายของก็ไม่รู้จะโฆษณายังไง ก็คงอยากทำมาหากิน แต่ถ้าถามว่าดาราหรือแฟนคลับรำคาญไหม เราเชื่อว่ามี”

ขอบคุณความเห็นของOrange Tabby Cat   จากกระทู้พันทิป “IG ดารา อยากรู้จัง ว่าดารา รำคาญ บ้างมั๊ยที่มีคนไปขายของฝากร้าน

บรรดาแฟนคลับก็มีมุมมองที่คล้ายๆ ดารา คือ บางคน รำคาญ   บางคนเข้าใจ และอยากให้คำนึงถึงกาลเทศะในการฝากร้านกันสักนิด

พ่อค้าแม่ค้าใน IG ก็ดูกันดีๆนะครับว่าโพสไหนควรฝากร้าน หรือไม่ควรฝาก  โพสให้ถูกที่ ถูกเวลาดีที่สุดครับ 🙂

คำแนะนำในการรับ-แชร์ข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์

สถานการณ์แบบนี้ ข่าว ทีวี ถูกลดบทบาทลงไปอย่างมาก ออนไลน์และ Social Media ได้กลายเป็นช่องทางหลักในการรีบข้อมูลข่าวสารของหลายๆ คนไปแล้ว เพราะคือช่องทางเดียวที่ยังคงรับได้ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Line เป็นต้น

ด้วยการที่ข้อมูลในโลกออนไลน์ถูกบิดเบือนได้ง่าย และมีหลายๆ ครั้งที่ข้อมูลส่งต่อๆ กันมาเป็นข้อมูลที่ผิด เราเองในฐานะผู้รับสาร และอาจจะเป็น “ผู้ส่งสาร” ต้องระมัดระวังอย่างมากเพราะข่าวสารที่คุณรับมาอาจจะ

– เป็นข้อมูลที่ไม่จริง หรือถูกบิดเบือน
– เป็นข้อมูลที่เกิดมานานแล้ว หรือไม่ทันต่อเหตุการณ์
– ข้อมูลที่มีความจริงเพียงส่วนเดียว ไม่พูดถึงทั้งหมด

เช็กให้ดีก่อนแชร์ เราควรเช็กยังไง
– เป็นข้อมูลที่มีการอ้างอิงถึงแหล่งที่มา หรือต้นสังกัดจริงๆ ลองตามกลับไปดูเว็บไซต์หรือ social media ของแหล่งข้อมูล
– เช็กข้อมุลให้ดีก่อน ว่าเป็นข่าวหรือข้อมูลเก่าหรือเปล่า หากเป็นภาพ ลองเอาภาพนั้นค้นหาใน google image ดู
– หากไม่มั่นใจ อย่าแชร์ โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นไปในทางเชิงลบ เพราะคุณอาจมีส่วนร่วมในการเผยแพร่นั่นๆ

ดังนั้นก่อนจะแชร์อะไร จงระมัดระวังให้ดีก่อนนะครับ

ภาวุธ ป้อม พงษ์วิทยภานุ

ยุคหน้า ยุคแห่ง Continuous Commerce !

เว็บไซต์ OgilvyDo ได้นำเสนอแนวคิดของการช้อปปิ้ง โดยใช้ชื่อว่า Continuous Commerce

ในอนาคต การค้าการขายแบบดิจิตัลจะไม่ใช่แค่การช้อปปิ้งบนเว็บไซต์เท่านั้น แต่จะเป็นการชอปปิ้งผ่านช่องทางหลากหลาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ผ่านองค์ประกอบ 3 ประการ

  1. Omni Channel – ช่องทางค้าขายแบบไร้รอยต่อ
  2. Relationship – สร้างความสัมพันธ์ต่อเนื่องและปรับสินค้าและบริการให้เข้ากับปัจเจกหรือแต่ละบุคคลอย่างต่อเนื่อง
  3. Experience – ส่งมอบประสบการณ์ผ่านทุกช่องทางที่ลูกค้าเห็นและเข้าถึง

ใน VDO CLIP เราจะได้เห็นภาพ องค์ประกอบทั้งสาม ทำให้การช้อปปิ้งแบบต่อเนื่อง เป็นอย่างไรลองดูครับ

” The future of digital commerce is more than just a shopping cart on a website, it means seamlessly integrating a brand’s shopping experiences across multiple environments throughout a consumer’s lifetime to continually optimize points for purchase.

We call this Continuous Commerce™. Don’t begin and end at the transaction. Commerce today is continuous. ” – Ogivydo.com

continuous commerce

continuous commerce factors - omni-channel relationship experiences

อ้างอิง : http://www.maximumboy.com/future-of-shopping-omni-channel/

Social Media Tips สั้นๆจากกูรูชื่อดังอย่าง Guy Kawasaki

วันนี้มีทิปส์ในการทำ Social Media ดีๆ มาฝากจาก Guy Kawasaki กูรูการตลาดชื่อดังระดับโลกครับ

1.เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อวาน
เมื่อคุณคิดจะสร้างธุรกิจ หรือ ออก Product ใหม่ ทางกูรูชื่อดังแนะนำว่า ควรที่จะโปรโมทสินค้านั้นๆพร้อมกับการพัฒนาสินค้านั้นๆเลย โดยไม่จำเป็นต้องทำขั้นตอนตามตำราหนังสือที่เราเรียนกันมา ซึ่งเค้ากล่าวไว้ว่า โลกทุกวันนี้เป็นเหมือนเส้นขนาน คุณควรจะคิดที่จะสร้าง Social Media platform ตั้งแต่วันแรกที่คุณตัดสินใจจะขายสินค้าเหล่านั้นเลย

2.แบ่งการใช้งาน Social Network ให้เหมาะสม
Guy Kawasaki แนะนำให้ใช้ Social Media ต่างๆเพื่อจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน โดยเขาได้แบ่งออกเป็น 5 platform คือ

– Facebook >> People
ใช้สำหรับในการสื่อสารกับผู้คนรอบข้างที่เรามี Connection อยู่แล้วเป็นหลัก
– Twitter >> Perceptions
ใช้ในการสร้างชื่อเสียง รวมถึง ทำให้คนรู้จักเรามากยิ่งขึ้น
– Google + >> Passions
ใช้ในการแชร์ passion กับคนที่มีความมุ่งมั่น ปรารถนาในสิ่งเดียวกับตัวเรา
– Pinterest >> Pinning
ใช้ในการค้นหาไอเดียในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ รวมถึง ภาพสวยๆรอบตัวเรา
– Linkedin >> Pimping
ใช้ในการเป็น influencer ให้กับคนอื่นๆ รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ในความเป็น Professional ของเรา

3.ทำโปรไฟล์ให้น่าสนใจ
หลังจากที่เราได้ศึกษาและแบ่งช่องทางในการสื่อสารของเราแล้ว เราควรพัฒนา โปรไฟล์ของเราให้ดูน่าเชื่อถือ และ น่าสนใจต่อผู้มาอ่าน รวมทั้งรูปโปรไฟล์นั้นควรที่จะเป็นรูปของเรา เพื่อสร้างความจริงใจในการสื่อสารผ่าน Social Media

4.พยายาม link สู่สิ่งที่น่าสนใจ
พยายามโพสต์สิ่งที่ทำให้ ผลิตภัณฑ์ของเรา ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เช่น ร้านอาหาร อาจจะโพสต์ recipe หรือ ประโยชน์ของสารอาหารชนิดนี้ แทนที่จะเน้น ขายของเช่น Gift Voucher หรือ โปรโมชัน ต่างๆเป็นต้น เพื่อสร้างความน่าสนใจให้คนมาดูเพจของคุณ

5.เลียนแบบ
เนื้อหาที่อยู่ใน Social Media ควรที่จะเป็นเรื่องที่อยู่ในกระแส ลองสังเกตง่ายๆว่า คนส่วนใหญ่กำลังสนใจอะไร หรือ มีการโพสต์อะไร ในช่วงเวลานั้น แล้วก็โพสต์ตาม เพราะ จะสามารถดึงความสนใจจากผู้อ่านได้ง่าย โดยหากเป็นข้อมูลที่มีแหล่งที่มา ก็ควรจะให้เครดิตนั้นด้วย

6.Social Media ไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัว
ทางนักการตลาดไม่ควรที่จะโพสต์เกี่ยวกับเนื้อหาของตัวเอง หรือ ผลิตภัณฑ์ของตัวเองมากเกินไป ควรเน้นที่ผู้อ่านจะได้ประโยชน์อะไรจากโพสต์นี้มากกว่า ซึ่งสัดส่วนที่เหมาะสม Kawasaki แนะนำว่า อาจจะเป็น เรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนอื่น 95% และ เกี่ยวข้องกับตัวเอง 5% ไม่ใช่ 50:50

7.ทำในทางที่สร้างสรรค์ หรือ เงียบไปเลย
ควรหลีกเลี่ยง การโพสต์หรือคอมเม้นในเชิงลบ เด็ดขาด ! ถ้าไม่สามารถที่จะสื่อสารในทางบวก การเงียบต่อโพสต์จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะ ข้อมูลเหล่านั้นจะติดตัวธุรกิจและบริษัทไปตลอด

8.ตอบ !
สิ่งหนึ่งที่แบรนด์ใหญ่มักจะผิดพลาดอยู่เสมอ ก็คือ การพยายามโพสต์เนื้อหาที่น่าสนใจ แล้วจากไปในบทสนทนา

9.มีรูปภาพในโพสต์
ในทุกโพสต์บน Social Media นั้นควรจะมีภาพที่น่าสนใจรวมอยู่ในนั้นด้วย เพื่อเป็นการดึงดูดผู้อ่านผ่านทางสายตา

10.โพสต์บ่อยๆ
นักการตลาดควรลืมกฎที่ว่า ควรโพสต์วันละ … ครั้ง หรือ ไม่ควรเกินกี่โพสต์ไปได้เลย ถึงแม้ว่าการโพสต์บ่อยนั้นๆอาจทำให้สูญเสีย follower แต่ Kawasaki ได้ให้แง่คิดว่า อาจทำให้ธุรกิจของคุณได้ follower ใหม่ๆ ซึ่งหมายถึง ขอดขายใหม่ๆอีกด้วย

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยากให้บรรดานักการตลาดลองไปปรับใช้กันดูครับเผื่อจะได้ผลลัพธ์ในธุรกิจที่ดีขึ้นครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก inc.com

ความต่างของคำว่าลูกค้า Consumer Customer และ Shopper

วันนี้ได้มีโอกาสคุยกับ ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เพราะท่านเป็นหนึ่งในผู้ร่วมวิทยากรร่วมกับผม และ เฮียมั่นคงจาก มั่นคง Gadget ในงานสัมมนา “จับขาช็อปยุคใหม่ให้อยู่หมัด สยบทุกช่องทางด้วย Omni-Channel Marketing” ครั้งแรกของไทย” ท่านได้ให้ความรู้ของคำว่าลูกค้าในภาษาอังกฤษไว้น่าสนใจครับ ท่านบอกว่า สำหรับค้าปลีกแล้วลูกค้ามี อยู่ 3 ประเภทคือ Consumer ,Customer และ Shopper

MUK_0331

  1. ลูกค้าที่อยู่หน้าร้าน คือ Consumer
  2. เมื่อลูกค้าเดินเข้าในร้าน คือ Customer
  3. เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าซื้อสินค้า น้่นคือ Shopper

ความได้เปรียบของ retail ที่ถ้าคุณรู้จัก Shopper ให้มากขึ้น คุณจะพบ Shopper ที่มีอยู่ 3 Level –

  • ขาจร จ่ายน้อยชอบโปร
  • ขาประจำ แต่ก็ยังสนใจโปร
  • สุดท้ายผมขอเรียกสาวก กลุ่ม Shopper ที่ซื้อโดยไม่สนใจว่าจะมีโปร หรือไม่ แต่ฉันจะซื้อล่ะ

และกลุ่มสุดท้ายที่แหล่ะครับที่สร้างยอดขายให้ค้าปลีกสูงเกิน 50% (ผมจะตัวเลขไม่ได้ครับ)

3 คำนี้ สามารถใช้ได้กับทั้งวงการค้าปลีกปกติ และช่องทางออนไลน์หรือ e-Commerce ครับ สำหรับเถ้าแก่ออนไลน์ สิ่งที่ต้องทำมากกว่ามีสินค้าแล้วเปิดร้านออนไลน์คือ การศึกษาให้ได้ว่า ลูกค้า ที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย เราสามารถทำให้เขาเหล่านั้่นเข้ามาในร้านเรา และเปลี่ยนจาก Customer มาเป็น Shopper และเป็น Shopperแบบระยะยาวได้อย่างไร

ประยุกต์ใข้ครับ สำหรับ 3 คำนี้!

ที่มา > http://www.maximumboy.com/customer-consumer-shopper-differences/

สัมมนา Omni-Channel Marketing “จับขาช็อปยุคใหม่ให้อยู่หมัด สยบทุกช่องทางด้วย Omni-Channel Marketing”ครั้งแรกของไทย [PR]

สัมมนาฟรี! โดยวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) หัวข้อเรื่อง

“จับขาช็อปยุคใหม่ให้อยู่หมัด สยบทุกช่องทางด้วย Omni-Channel Marketing”

ในวันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม 2557 เวลา 13.00-16.30 น. ณ อาคารมิว วิทยาลัยการจัดการมหาวิทยาลัยมหิดล ถ.วิภาวดีรังสิต Student Lounge ชั้น 5 ห้อง 503

รับเพียง 100 ที่เท่านั้น ลงทะเบียน >  http://bit.do/omniregister

Omni-Channel Marketing Seminar

ปัจจุบันสื่อดิจิทัลกำลังมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคมากขึ้น จากแพลตฟอร์มที่ หลากหลาย และการมีอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็วขึ้น ทำให้ผู้บริโภคต้องการใช้ประโยชน์จากช่องทางดิจิทัลในการค้นหาข้อมูลรายละเอียดของสินค้า ดูความคิดเห็นของผู้ที่เคยใช้สินค้าหรือบริการนั้นๆมาก่อน เปรียบเทียบราคาสินค้า และเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น

แต่ในขณะเดียวกันลูกค้าก็ยังต้องการที่จะได้เห็น และจับต้องสินค้าโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่ร้านค้า ออนไลน์ ยังไม่สามารถทำได้ แม้ความชอบของลูกค้าในแต่ล่ะช่องทางการซื้อขายมีความแตกต่างกัน แต่การปรับช่องทางการขายให้ประสาน เชี่อมโยงกันทั้งของหน้าร้านและร้านค้าที่เป็น ออนไลน์ เป็นสิ่งที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมของลูกค้าในยุคนี้

หัวใจสำคัญในการนำร้านค้าไปสู่ลูกค้าในยุคปัจจุบัน คือ ลูกค้าต้องเข้าถึงร้านค้าได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะผ่านทางโลก Online, Application, Smartphone หรือผ่านตัวร้านค้าเอง สิ่งเหล่านี้จะสามารถผลักดันให้กลุ่มธุรกิจ SMEs หรือกลุ่ม E-commerce ในเมืองไทยเติบโตสูงขึ้น โดยธุรกิจที่มีเฉพาะช่องทางหน้าร้านแบบเดิมๆ จะต้องเปลี่ยนแปลงโดยการเพิ่มช่องทาง ออนไลน์ต่างๆมาใช้ร่วมกับช่องทางเดิมที่มีอยู่เพื่อเปลี่ยนแปลงรูปแบบการซื้อขายสินค้านำไปสู่ประสบการณ์ที่แปลกใหม่ มีความน่าตื่นเต้น สามารถสร้างอารมณ์ร่วม และประสบการณ์การซื้อสินค้า รวมทั้งสร้างความผูกพันให้กับแบรนด์ ทำให้รักษาฐานลูกค้าเดิมได้ จนก่อให้เกิดความจงรักภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว

ดังนั้นเจ้าของธุรกิจในปัจจุบันจึงควรตระหนักและให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ รวมถึงต้องหาแนวทางในการรับมือและป้องกันกับปัญหาซึ่งอาจจะเกิดขึ้น โดยใช้การตลาดรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Omni-Channel Marketing สร้างให้ธุรกิจสามารถดำเนินได้อย่างราบรื่นต่อไปในอนาคต

[REVIEW] ครั้งแรกกับ THAI Sky Connect บนเครื่องบิน Airbus A380-800

สวัสดีครับ เมื่อช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ใช้บริการสายการบินไทย Airbus A380-800 จึงมีโอกาสได้ลองใช่บริการใหม่ของสายการบินแห่งชาติของเรา ก็คือบริการอินเทอร์เน็ตบนเครื่องบินนั่นเองครับ ที่เพิ่งเปิดใช้บริการตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาโดยให้บริการเฉพาะไฟล์ทบนเครื่องบินแบบA380-800 และ A330-300 เท่านั้นในระยะเริ่มต้น ดังไฟลท์ต่อไปนี้ครับ

A380 – 800 (กรุงเทพ – ปารีส/แฟรงก์เฟิร์ต/โอซาก้า/โตเกียว (นาริตะ)/ฮ่องกง – กรุงเทพ)

A330 – 300 (กรุงเทพ – เพิร์ธ/ฮ่องกง/โอซาก้า/เซี่ยงไฮ้/ไทเป)

หลังจากที่สัญญาณรัดเข็มขัดผู้โดยสารดับลง หากเราต้องการใช้งานก็สามารถต่อสัญญาณใน มือถือหรือแท็บเล็ต/โน้ตบุ๊ค ของเราได้ทันทีครับ ซึ่งค่าใช้จ่ายของแต่ละแพกเกจก็จะแตกต่างกันไป ดังราคานี้ครับ

สำหรับใช้บนสมาร์ทโฟน

3 MB – 4.5 USD

10 MB – 14.5 USD

สำหรับใช้บนแท็บเล็ต/โน้ตบุ๊ค

10 MB – 14.5 USD

20 MB – 28.5 USD

ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายส่วนเกินที่ MB ละ 0.2 USD ครับ

หลังจากผมเลือกแพกเกจใช้งานเรียบร้อยแล้วก็ได้ทำการเชื่อมต่อทันทีครับ อันดับแรกหลังจากเชื่อมต่อแล้วผมได้ทดสอบความเร็วทันทีครับ ผลที่ได้ปรากฏดังในรูปครับ

2014-04-11_08-17-52_1

ซึ่งระหว่างการใช้งานทางผู้โดยสารสามารถ Log out เป็นช่วงๆได้เช่นกันครับ เพื่อที่จะประหยัดการใช้งาน เท่าที่จำเป็น

    2014-04-11_08-53-23 2014-04-11_09-47-07 จากการใช้งานพบว่า ถึงแม่ความเร็วอาจจะไม่ได้เร็วมากสักเท่าไร แต่สามารถ ใช้สำหรับส่งอีเมลล์ เล่นแชทได้ในเวลาจำกัดครับ ซึ่งเท่าที่ผมใช่ก็พบว่า อาจจะเป็นปัญหาสำหรับผู้ใช้งานที่จะต้องใช้ data เยอะๆเช่น Youtube หรือ การเล่น LINE ซึ่งโดยเฉพาะฟังก์ชัน sticker อาจจะใช้ข้อมูลเยอะพอสมควร เทียบกับ แพกเกจทีทางการบินไทยให้มา สุดท้ายนี้ผมคิดว่าเป็นบริการนี้ จะเป็นอีกหนึง่ทางเลือกที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องติดต่อสื่อสารระหว่างอยู่บนเครื่องบิน หากในอนาคตทางการบินไทยปรับความเหมาะสมได้คุ้มค่ากับการใช้งานมากขึ้น อาจเป็นประโยชน์ต่อ Business Traveller รวมทั้งอย่างยิ่ง ผู้โดยสารที่อยู่ใน Connect generation ที่ต้องการสื่อสารออนไลน์ตลอดเวลาครับ

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก http://www.thaiairways.com

เทคนิคการดูข้อมูล Google Analytics ที่หลากหลายโดยนำมาเชื่อมกับ Google Fusion Tables

นักการตลาดหลายๆ คนใช้ Google Analytics อยู่แล้ว แต่วันนี้ผมมีเทคนิคการนำ Google Fusion Tables มาเชื่อมกับ Google Analytics เพื่อดูข้อมูลที่ลึกและปรับไปมาได้ละเอียดมากขึ้น ลองมาดูวิธีกันครับ

  • Google Fusion Tables มันคือ “เว็บแอพสำหรับจัดการข้อมูล” เพื่อนำไปสร้างเป็น visualization หรือเว็บแอพแบบอื่นๆ มันเคยเป็นบริการแยก (ดู Fusion Tables) ตอนนี้ถูกรวมเข้ามาใน Google Docs ในฐานะเอกสารชนิดใหม่ หรือเรียกง่ายๆ มันเป็นเครื่องมืดจัดการข้อมูลที่ใช้จัดเก็บ บริหาร ทำงานร่วมกัน สร้างภาพข้อมูล และเผยแพร่ตารางข้อมูลต่าง ๆ

    ตัวอย่างเช่น WikiEDData ใช้ Google Fusion Table เพื่อวาดแผนที่ระดับความยากจนในเขตโรงเรียนต่าง ๆ ของรัฐวอชิงตัน: “สีเหลืองบ่งชี้ถึงระดับความยากจนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของรัฐวอชิงตัน, สีส้มหมายถึงอยู่เหนือค่าเฉลี่ย, สีแดงหมายถึงระดับความยากจนอยู่ที่ร้อยละ 10 หรืออยู่เหนือค่าเฉลี่ยมาก ๆ เมื่อคลิกที่เขตใดเขตหนึ่ง มันจะแสดงลิงก์ไปยังเขตดังกล่าว พร้อมกับประวัติข้อมูลความยากจนตามเวลา”

เทคนิคการดูข้อมูล Google Analytics ที่หลากหลายโดยนำมาเชื่อมกับ Google Fusion Tables