เคล็ดวิชาใช้ Video เพิ่มประสิทธิภาพให้กับ SEO ของคุณติด Top ในหน้า Google

ที่มา : Using Videos to Improve Your SEO by Ben Theis

เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กมีหน้าที่ที่สำคัญมากในการเผชิญหน้ากับโลกธุรกิจ และสถานการณ์เศรษฐกิจ และค้นพบกับความท้ายทายที่หลากหลาย และโอกาสที่ธุรกิจใหญ่ไม่ได้ทันสังเกต ในขณะที่องค์กรใหญ่ใช้เงินหมดไปเป็นหลักล้านเพื่อหว่านโฆษณา แต่ธุรกิจเล็กๆใช้ประโยชน์จากการบอกแบบปากต่อปาก และ การวางแผนการตลาดที่รัดกุม พุ่งไปที่เป้าหมาย และควบคุมทิศทางธุรกิจได้อย่างชัดเจน

 hifi-video-seo

วิชามาร- ธุรกิจขนาดเล็ก กับการทำ SEO

ในโลกของการทำ SEO กำลังจะเปลี่ยนไป และเจ้าของธุรกิจ SMEs ทั้งหลายอาจคิดไม่ถึงว่าพวกเขามีทรัพยากรหรือองค์ความรู้ที่ช่วยเพื่มประสิทธิภาพให้แก่การทำ SEO ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อแผนการตลาดของพวกเขา อย่างไรก็ตาม มันเป็นสิ่งที่ง่ายมากอย่างไม่น่าเชื่อ ว่าคุณเพิ่มประสิทธิภาพการทำ SEO ของคุณได้ด้วยการเพิ่ม Video ลงใน Youtube   การทำ SEO ด้วย Video เป็นเครื่องมือที่คาดไม่ถึงแต่ทรงประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มอันดับในการทำ SEO ได้อย่างรวดเร็ว และได้ผล

จากการศึกษาพบว่ากลุ่มผู้ใช้สินค้า หรือบริการ และกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ มักตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นที่มองเห็นได้ เช่น วีดีโอสั้นๆ หรือ รูปภาพ มากกว่าบทความยาวๆ หรือ การโพสเนื้อหาว่าทำไมธุรกิจของคุณถึงเหมาะสมกับพวกเขา เพื่อสนองความต้องการของพวกเขาด้วยวีดีโอที่กระชับ ตรงประเด็น เพื่อเพิ่ม Engagemnt ของวีดีโอ และป้อนลูกค้าเข้าสู่ธุรกิจ SMEs ของคุณ

กลยุทธ์การตลาดที่รอบด้าน:

วีดีโอสำหรับธุรกิจขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณที่สูง หรือ Production ที่อลังการ แต่การสื่อสารข้อความที่คุณต้องการส่งไปยังกลุ่มลูกค้า ด้วยความจริงใจผสมกับมุขตลก เป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจทั้งหลายควรพยายามทำให้ได้มากที่สุด  วีดีโอ ประเภท How-to ก็เป็นทางเลือกที่ดีที่จะโน้มน้าวให้ลูกค้าของคุณเห็นความสำคัญ หรือประโยชน์ ของสินค้า บริการ ที่คุณกำลังนำเสนอ การแชร์วีดีโอเหล่านี้ไปยังหลายช่องทาง เช่น Twitter  Youtube Facebook fanpage และช่องทางอื่นๆ สามารถเพิ่มจำนวนลูกค้าเป้าหมายที่ดูวีดีโอได้ดีพอกับการ Like Share และ Re-tweet

SMEs บางเจ้าอาจพบว่าการบริหาร YouTube channel อาจมากเกินกำลัง ,แต่การมีวีดีโอบน Youtube ที่อธิบายว่าธุรกิจของคุณคืออะไร และ บริษัทคุณมีความสามารถในด้านไหน จะช้วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำแผนการตลาดด้าน SEO ได้อย่างน่าทึ่ง!!

สิ่งสำคัญที่สุด:

แต่สุดท้ายแล้วการทำ SEO ที่ดี ไม่ใช่แค่การทำเนื้อหาบน Youtube หรือ วีดีโอที่ดีเท่านั้น แต่ส่วนผสมระหว่างการตลาดด้านออนไลน์ และ ออฟไลน์ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะมันแสดงถึงการเข้าถึงของแบรนด์คุณบนโลกโฆษณาทั้งหมด (ออนไลน์ และออฟไลน์) ปัจจัยสำคัญคือการปรับปรุงคุณภาพของ การทำการตลาดผ่าน Video ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในเชิง SEO  (ทำให้อันดับในการ Search ดีขึ้น) การเพิ่มเนื้อหาที่น่าสนใจผ่าน Social Media อื่นๆ และเพิ่มปริมาณลูกค้าใหม่ และรักษาฐานลูกค้าเดิมให้ผูกพันกับบริษัท และสนใจกับสิ่งที่บริษัทของคุณทอยู่  ในที่สุด การกระจายของเนื้อหาและข้อมูลที่มีคุณภาพเพื่อติดปีกธุรกิจของคุณ อย่าลืมเอาไปใช้ เคล็ดลับเป็นยังไงมาบอกกันบ้างนะครับ 😀

6 เทรนด์ มาแน่!! การตลาดผ่าน Social Media ปี 2015

มาดูกันว่าในปี 2015 เทรนด์อะไรที่มาแรงในการทำการตลาดผ่าน Social Media
เหล่า Online Retailer ควรจับตาดูเทรนด์ทั้ง  6 ข้อ นี้ให้ดี

1. Social Network เฉพาะกลุ่มมาแน่

Social Network กระแสหลัก เช่น  Facebook, Twitter และ LinkedIn กำลังถูกท้าทายจาก Social Network นอกกระแสที่กำลังมาแรงในปี 2015 ยกตัวอย่างเช่น  Ello  Social Network ไร้โฆษณา จากที่กำลังทดสอบตลาดในช่วง Beta ซึ่งได้รับความสนใจจากนักพัฒนา Social Media เป็นจำนวนมาก
ไม่ว่า Ello สร้างระบบ ecosystem ของตัวเองหรือไม่ก็ตาม มันก็สร้างจุดสนใจที่สำคัญแก่ผู้เล่นรายหลักในตลาดว่า  niche social network เช่น Snapchat และ Path เป็นสิ่งที่น่าจับตามอง
และจากหลักฐานเพิ่มเติมว่า Social Network ตามความสนใจ เช่น Foodie Social Media สำหรับคนที่รักอาหาร  และ  Fitocracy เว็บไซต์สำหรับผู้ที่สนใจในฟิตเนส  ส่วนPolyvore และ Kaboodle ซึ่งเป็น Social Network สำหรับการซื้อของผ่าน social
Foodie is a social network for food lovers.รูปภาพ : Foodie — Social Network สำหรับคนรักอาหาร

2. Google+ กำลังจะตาย

ขณะที่มีผู้เล่นในตลาดเป็นจำนวนมาก , Google+ ไม่ค่อยเป็นปัจจัยสำคัญในการทำการตลาดผ่าน Social Network  เห็นได้จากจำนวนผู้ใช้ของ Google+ ที่ลดลง

การจากไปของ Vic Gundotra หัวหอกคนสำคัญของ Google+ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ,เนื่องจากความล้มเหลวของ Google Authorship, ที่ชี้วัดว่าsocial network ได้สูญเสียความมั่นคง และ สับสนกับบทบาทที่เป็นเครื่องมือค้นหา (Search Engine) เจ้าตลาด ที่พยายามเข้ามาบุกตลาด Social Media

3. ความพยายามโฆษณาผ่าน Social Network จะมีมากขึ้น

ในทางปฏิบัติ social networkทุกตัวพุ่งความพยายามไปยังการโฆษณาซึ่งเป็นความจริงที่เห็นได้ชัดจาก Facebook, Twitter, and LinkedIn. ส่วน Pinterest Instagram และ Snapchat กำลังทดลองระบบโฆษณาอยู่

Facebook ใช้การโฆษณากลับไปยังกลุ่มเป้าหมาย ผสมผสานกับความสามารถของร้านค้าที่จะ upload ฐานข้อมูลลูกค้าผ่านฟังก์ชั่นCustom and Lookalike Audiences ซึ่งเป็นความพยายามจาก Facebook ที่จะสร้างแพลทฟอร์มเพื่อการโฆษณาให้ครบถ้วนที่สุด

Twitter’s Tailored Audiencesที่ สามารถนำเสนอเนื้อหาให้แก่ผู้ใช้ที่แสดงความสนใจของพวกเขา สะท้อนถึงการให้ความสำคัญของการโฆษณาของ Twitter

4. การทดลองขายสินค้าผ่านSocial  จะได้รับความนิยมมากขึ้น

ในปีที่ผ่านมา ทั้ง Twitter และ Facebook กำลังทดลองที่จะรวมการขายสินค้าผ่าน platforms ของพวกเขา Twitter ออกบริการ Product Cards ที่สามารถออกแบบการนำเสนอสินค้าในรูปแบบของรูปภาพ คำบรรยาย และรายละเอียดหลักของสินค้า

นอกจากนี้ Twitter และ Facebook ยังทดสอบปุ่ม Call to Action “Buy” ในปีนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า tweets และ postsที่มีปุ่ม “Buy ” สามารถสร้างการซื้อจากนักช้อปออนไลน์ได้มีประสิทธิภาพกว่า

5.การใช้ Social Media ที่เน้นรูปภาพ กำลังจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ในบทความ“Add Visuals to 2015 Social Media Marketing” ได้กล่าวไว้ว่า Social network เช่น Pinterest, Instagram, Snapchat และ Vine มีการเติบโตค่อนข้างเร็ว และจะเติบโตไปอีกในปี 2015

เนื่องจากการกรองเนื้อหาใน Facebook News Feed ซึ่งจำกัดการเข้าถึงลูกค้าของกลุ่มธุรกิจ และ แบรนด์ต่างๆ พวกเขาจึงถูกบังคับให้หาหรทางใหม่ๆที่จะนำเสนอสินค้าและบริการ ทางเลือกที่น่าสนใจคือ Instagram และ Pinterest เพราะทั้งคู่ไม่ได้ใช้ algorithm เพื่อพิจารณาเนื้อหาที่ให้ผู้ใช้เห็น

นักการตลาดใช้ Instagram เป็นเครื่องมือพื้นฐานของSocial  network. อ้างอิงจาก oneindustry report,นักการตลาดที่ใช้เวลา 40 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นใน 1 สัปดาห์ มักจะเน้นการทำการตลาดผ่าน  Instagram มากกว่าในอดีต และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะเพิ่มขึ้นกว่า 49% ในปี 2015

6. LinkedIn จะรุกเข้าไปสู่การทำการตลาดแบบ  B2B

LinkedIn ได้เป็นผู้นำของ social network ในการทำการตลาดระหว่างธุรกิจ (B2B) และกำลังจะเป็นเจ้าตลาดในปี 2015

จากบางบัญชีใน LinkedIn พบว่ากว่า 88% ของนักการตลาดแบบ  B2B ใช้LinkedIn และ Social Network ตัวนี้นำลังจะพัฒนา Platform ที่สามารถสร้างเนื้อหาในระยะยาวที่แตกต่างจาก social network อื่นๆที่ไม่มีเนื้อหาที่ดึงดูดผู้ใช้ที่เป็นธุรกิจ

 

ที่มา: http://www.practicalecommerce.com/articles/77304-6-Social-Media-Marketing-Trends-for-2015

ค้นให้เจอ !!! ปัจจัยไหนในการทำการตลาดผ่าน Social Media ที่ช่วยเพิ่มผลกำไรให้เราจริงๆ

การทำการตลาดบน Social mediaก็มีค่าใช้จ่ายเหมือนกับการตลาดในช่องทางอื่นๆ หลายๆคนที่เรียกตัวเองว่าผู้เชี่ยวชาญด้าน Social Network ชอบพูดว่ามันเป็นวิธีการที่ฟรี ! ขณะที่หลายส่วนของการทำการตลาดบน social media ไม่เก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้าแต่สิ่งที่เป็นต้นทุนคือ”เวลา”นั่นเอง และ ต้นทุนของเวลาก็คือ “เงิน” ดังนั้น มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะเก่งในเรื่องการทำการตลาดบน Social Media หรือไม่ สิ่งที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นต่างหาก.

เพื่อทดลองและตัดสินใจผลตอบแทนของการลงทุนในที่แท้จริงของธุรกิจ คุณต้องเข้าใจเป้าหมายของธุรกิจของคุณ  มันเป็นสิ่งสำคัญเมื่อคุณจะสร้างเป้าหมายในการทำการตลาด social ว่าคุณต้องการที่จะบรรลุอะไร อย่างเฉพาะเจาะจง โดยมองทั้งในภาพรวม และสามารถบรรลุเป้าหายในแต่ละแคมเปญบน Social media

มีปัจจัยที่หลากหลายในการวัดผลที่ Social Media

social

 

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป้าหมายของคุณสอดคล้องกับตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินผล

อย่าประมาทกับเป้าหมายของ มันเป็นสิ่งสำคัญกับการเชื่อมโยงระว่างเป้าหมายกับสิ่งที่คุณสามารถวัดได้ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการวัดผลอะไรก็ตามที่จะสร้างยอดขายจากแคมเปญนั้นๆ คุณจะรู้ได้ทันทีว่าคุณต้องดูตัวเลขในส่วนไหน   ปัจจับที่คุณจะพิจารณา คือ ยอดขายมาจากไหน กิจกรรมใดที่ทำแล้วเกิดยอดขายและไม่เกิดยอดขาย สิ่งนี้เองทำให้เห็ยว่าปัจจัยใดสำคัญกับธุรกิจของคุณจริงๆ

ตรวจดูลำดับความสำคัญของทุกการทำการตลาดใหม่ผ่าน Social Media

นอกจากรู้ว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ยอดขาย แล้ว เราควรลำดับความสำคัญของแต่ละปัจจัยด้วย เช่น คุณต้องการที่จะเพิ่มผู้รับข่าวสารรายใหม่ (Newsletter Subscriber ) และวางแผนไว้ว่าจะทำ ปัจจัยแรกที่ควรตรวจสอบคือ จำนวนผู้ขอรับข่าวสาร ณ ปัจจุบัน การวัดจำนวนผู้ขอรับข่าวสารมีจำนวนเท่าใดในแต่ละวัน แต่ละอาทิตย์ และแต่ละเดือน เพื่อจะบรรลุแผน 90 วันได้ แล้วการโฆษณาทาง Facebook ของคุณสามารถเพิ่มตัวเลขเหล่านี้ได้ไหม  คุณจะสามารถเพิ่มยอดผู้ติดตามข่าวสารโดยที่ไม่โฆษณาได้เท่าไร

รู้ให้แน่ ทำไมกำไรถึงขึ้น หรือลง

เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มันจะลดต้นทุนและทำให้กำไรคุณ “ดู” เพิ่มมากขึ้นเพราะกระแสเงินสดของคุณจะดูง่ายขึ้น และ ยอดเงินในบัญชีของคุณก็จะดูสูงขึ้น แต่ความจริงก็คือ กำไรไม่ได้เพิ่มขึ้นหรอก… แต่คุณลดต้นทุนต่างหาก ลองให้ความสนใจไปกับกิจกรรมที่คุณอาจไม่รู้ว่ามันเพิ่ม หรือ ลดต้นทุนรายเดือนให้ของกิจาร เมื่อทำแบบนี้แล้วคุณก็จะรู้ได้ว่า กำไรของคุณขึ้นหรือลง เพราะอะไรกันแน่ การเพิ่มกำไรจากการลดต้นทุนไม่ใช่สิ่งเลวร้ายหรอก มันเป็นเรื่องที่ดี แต่ในขณะที่คุณลดต้นทุน คุณไม่ควรลดกิจกรรมทางการตลาดบน Social  Media ตามนะ

ตรวจสอบตัวชี้วัดด้วยข้อสันนิษฐานขั้นต้น

ปัจจัยสำคัญที่คุณควรวัดผลอยู่เสมอคือ ค่า likes  shares  comments  click-through rates  และ conversions.เพราะมันคือค่าเป็นตัวชี้วัดของทีมการตลาด  หากมีตัวใดที่ดี ในขณะที่ปัจจัยอื่นไม่ดี  มันจะทำให้คุณเกิดความคิดที่จะวางแผนเลือกชนิดของโฆษณาของแคมเปญการตลาดใน social media

เข้าใจหลุมพรางของผลตอบแทนจากการลงทุน ปจจัยทั้งมหดที่มีผลในแต่ละแคมเปญการตลาดผ่าน Social media  ต้นทุนเท่าไหร่ เวลาและแรงที่ต้องทุ่มเทไป สิ่งเหล่านี้คุ้มค่าหรือไม่ การวัดผลอย่างสม่ำเสมอจะเป็นเครื่องมือนำทางคุณได้เป็นอย่างดี

 

ที่มาบทความ : https://website-designs.com/online-marketing/effectively-measuring-your-social-marketing-to-determine-real-business-roi/

แม่ค้าออนไลน์ฟังทางนี้!! วิธีเขียนอธิบายสินค้าอย่างไรให้ได้ใจคนซื้อ

การขายของออนไลน์เป็นเรื่องเกี่ยวกับการดึงดูดลูกค้า สร้างความผูกพัน และขายของ   เจ้าของธุรกิจ eCommerce เข้าใจถึงความสำคัญกับรูปภาพของสินค้า ซึ่งยังมีหลายคนอาจหลงลืมสิ่งที่สำคัญไม่แพแ้กันคือคำบรรยายสินค้า หากไม่มีคำบรรยายที่บอกรายละเอียดหรือดึงดูด อย่าหวังว่าลูกค้าจะมาเข้าร้านของคุณ อย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าการไม่มีคำบรรยาอะไรเลย!!!

หากคุณคิดจะเขียนคำบรรยายสินค้า ลองตอบคำถามต่อไปนี้:

 

ทำไมเขาต้องซื้อสินค้าบนร้านออนไลน์ของเรานะ??

การเขียนคำโปรย และบรรยาย สินค้าให้ที่ดี จะทำให้ร้านออนไลน์ของคุณ สุดเจ๋ง!! พยายามเขียนประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้จากสินค้าจริงๆ หลีกเลี่ยงคำโฆษณาที่ Over เช่น มันคือสิ่งที่เจ๋งที่สุด!…. อะไรทำนองนั้น เพราะไม่มีลูกค้าที่ไหนเขาเชื่อคุณหรอก พยายามทีี่จะเปิดใจให้กว้าง เปิดเผย และซื่อสัตย์กับลูกค้า (โฆษณาอย่างตรงไปตรงมา)

จุดเด่นหรือวามพิเศษของสินค้าคุณคืออะไร??

เขียนความพิเศษที่สำคัญจริงๆลงไป บางที่คุณอาจจะได้แรงบันดาลใจมาจากนาฬิากาเรือนเก่าของคุณพ่อที่ขีดเขียนช่วงเวลาดีๆของคุณ

จุดขายที่สำคัญหรือโดดเด่น คืออะไร

ถ้าคุณบอกไม่ได้ว่าสินค้านี้คุ้มค่าเงินกับที่ลูกค้าต้องจ่ายอย่างไร คุณต้องสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง ลูกค้าควรเข้าใจอย่างชัดเจนว่าทำไมสินค้านี้มันถึงขายได้นะ

ทำไมคุณถึงภูมิใจนำเสนอมัน??

ลองโพสสินค้าที่คุณ”ภูมิใจนำเสนอ” มันมากและบอกเขาไปด้วยนะว่าทำไม เช่น ผมไม่แน่ใจว่าจะลงน้ำหนักแปรงได้ดีเท่านี้ ผมคิดว่าผมต้องใช้เวลาฝึกระบายสีอย่างน้อย 6 เดือน จนผมลองใช้มันนั่นแหละ!!!

ประโยชน์หรือคุณค่าที่สำคัญ 3-5 ข้อสำหรับลูกค้าที่จะซื้อสินค้านี้คืออะไร?

อธิบายประโยชน์ของสินค้าจากมุมมองลูกค้า ไม่ใช่ตัวคุณ !!! (ต้องเขียนในสิ่งที่ลูกค้าอยากฟัง)

ข้อมูลที่จำเป็นที่ลูกค้าควรรู้คืออะไร?

“สินค้าเรามีขนาดๅ12′ x 16′ ขนาดพอๆกับผ้าเช็ดตัวชายหาดใช่ไหมคะ?” คุณควรบอกขนาด หรือสี หรือลักษณะอื่นๆที่อธิบายสินค้าได้ชัดเจน

มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับสินค้าที่จะทำให้ลูกค้าประหลาดใจรึเปล่า?

มันสิ่งที่ลูกค้ายังไม่รู้เกี่ยวกับสินค้า อาจเป็นที่มา หรือแรงบันดาลใจเบื้องหลังการของสินค้าชิ้นนี้  ลองบอกพวกเขาดูสิ

ทำไมสินค้านี่ถึงเหมาะกับ ______?

จงเติมคำในช่องว่าง มันอาจจะเป็นช่วงเวลาในวันหยุด เช่น วันแม่ วันพ่อ หรืออะไรก็ตาม ลองนำเสนอไอเดียให้กับลูกค้าก็เป็นวิธีการที่ดีในการเพื่มยอดขาย

ตอบคำถามง่ายๆโดยไม่ต้องคิดมาก  จากนั้นเรีนยเรียงคำตอบโดยใช้คำสำคัญ หรือ Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายมักใช้ค้นหาสินค้าที่พวกเขาสนใจในอินเทอร์เน็ต ห้ามใช้ keyword ที่ผิดเลือกใช้คำที่สามารถอธิบายสินค้าของคุณได้จริงๆ

จากนั้นเพิ่มประโยชน์ และคำอธิบายเกี่ยวกับความสูง น้ำหนัก สี และลักษณะอื่นๆ ที่สำคัญเพื่อเป็นข้อมูลแก่ลูกค้า นอกจากนี้คุณอาจใส่เรื่องราวที่ทำให้ลูกค้าประหลาดใจ อาจเป็นบริการเสริมต่างๆ เช่น จัดส่งฟรี ห่อของขวัญฟรี หรือการให้ลูกค้าแสดงความเป็นตัวตนร่วมกับสินค้าของคุณไม่ทางใดก้ทางหนึ่ง

อ้างอิงถึงสินค้าที่ลูกค้าเป้าหมายของคุณอาจจะอยากดู  ให้อยู่ในหน้าแรกของร้านค้า คุณสามารอ้างอิงสื่ออื่นๆที่คุณเคยถูกตีพิมพ์ หรือการใช้ Influencer หรือผู้มีชื่อเสียงมารับรองคุณภาพสินค้าก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ มันเพิ่มความน่าเชื่อถือได้ ถ้ามันเป็นความจริง(เพราะฉะนั้นอย่าโม้ !!)  หากคุณเคยถูกพูดถึงหรือถูกเขียนถึงลองบอกให้ลูกค้าคุณรู้ ั  มันเพิ่มความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้การใช้  testimonial  (ผู้เคยลองใช้ผลิตภัณฑ์) ยิ้่งตอกย้ำถึงคุณภาพของสินค้า ที่ทำด้วยรักและความใส่ใจ

 

 

ที่มาบทความ :https://website-designs.com : Writing Great Product Titles and Descriptions For Your eCommerce Store by FX Digital

5 เคล็ดลับ การใช้ Google Analytic ติดปีกธุรกิจของคุณ!!

5 เคล็ดลับ การใช้ Google Analytic ติดปีกธุรกิจของคุณ!!

40-Google-Analytics-Solutions3

 

 

Google Analytics อาจดูน่าเข้าใจยาก เมื่ือคุณพยายามทำความเข้าใจ ลอง 5 อ่านเคล็ดลับต่อไปนี้เพื่อเข้าใจเครื่องมือมากขึ้นกันครับ

#1. ทำความคุ้นเคยกับหน้าเพจของ Google Analytic

เมื่อคุณเข้าสู่ระบบของบัญชีr Analytics และคลิกหน้าโปรไฟล์ของเว็บไซต์ของคุณ จากนั้นไปที่ส่วนของ Reporting ที่ด้านซ้าย คุณจะเห็น 4 เมนู ลองไปดูกันว่าแต่ละคืออะไร ใช้ทำอะไร

 
Audience – ผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ
Acquisition – ช่องทางที่เขาเข้าเว็บไซต์ของคุณ
 
Behaviour – สิ่งที่ผู้ชมเข้าชมในเว็บไซต์ของคุณ

Conversions – การกระทำที่พวกเขาเหล่านั้นทำ (อธิบายในรายละเอียดด้านล่างครับ)

เราสามารถกำหนดช่วงวันที่ได้จากช่องช่วงวัยที่ด้านขวาบนหน้าเพจ ซึ่งค่าเริ่มต้นตือ 30 วันก่อนหน้าวัน ณ ปัจจุบัน เราสามารถกำหนดค่าใหม่ โดยเลือกวันเรื่มต้นที่เราต้องการดูข้อมูล และเลือกวันสุดท้ายที่อยากให้ข้อมูลแสดงผล จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Apply

เราสามารถเปรียบเทียบข้อมูลในช่วงเวลาที่แตกต่างกันได้ เช่น ช่วงเวลานี้เมื่อปีที่แล้ว โดยคลิกที่ปุ่ม Compare และเลือกที่เมนูด้านข้างว่าคุณต้องการเปรียบเทียบช้อมูลปัจจุบันกับช่วงเวลาอื่นในรูปแบบใด

#2. รู้จักผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ

คลิกไปที่ปุ่มตัวเลือก Audience Overview ที่ด้านซ้าย เราจะเห็นข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนของ sessions (visit–จำนวนครั้งในการเข้าชมเวปไซต์), users  และ pageviews

Analytics เก็บข้อมูลจากเพจว่ามีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณเท่าไหร่ และเรียกมันว่า session  ถ้าผู้เยี่ยมชม–visitor (หรือผู้ใช้ user) หยุดการเข้าชมหรือเปลี่ยนไปดูเพจอื่นเป็นเวลานาน เช่น 30 นาที  Analytics จะถือว่า session นั้นสิ้นสุด ดังนั้นหากในครั้งหน้า ผู้ชมเข้ามาที่เวปไซต์อีกก็จะถือเป็น session ใหม่ สาเหตุว่าทำไมตัวเลขของ Session ถึงได้มากกว่าตัวเลขของ Users เพราะusers เดียวกันอาจมาเยี่ยมชมเวปไซต์ของคุณมากกว่าหนึ่งครั้งภายในช่วงเวลานั้นๆ

Pageviews คือตัวเลขของเพจที่ผู้ชมดูในช่วงแต่ละsession และหน้าเพจนี้จะแสดงผลเรื่องของผู้เยี่ยมชมรายใหม่ และผู้เยี่ยมชมรายเก่าที่กลับมา ระยะเวลาที่เขาเข้ามาชมเวปไซต์ของเรา และ bounce rate (อธิบายในรายละเอียดด้านล่าง)
คลิกเมนูด้านซ้ายที่ตัวเลือก Location เพื่อดูว่าผู้ชมมาจากประเทศไหน คุณสามารถเจาะลงไปในแผนที่เพื่อดูรายละเอียดเกียวกับ Location

ตัวเลือก Technology และ Mobile แสดงถึงอุปกรณ์สื่อสาร และ Browser ใช้เพื่อเข้ถึงเวปไซต์ของคุณ

ดังนั้นประเด็นที่คุณสามารถทดสอบหรือหาจากที่นี่คือ

  • จำนวครั้งที่เข้าชมเวปไซต์ของเราโตขึ้นรึเปล่านะ ?
  • จำนวนของผูเข้าชมใหม่ มีกี่คน ?
  • Bounce rate คืออะไร ? คือจำนวนของคนที่เข้ามาดูเวปไซต์และคลิกออกไปในระยะเวลาอันสั้น นี่อาจเป็นตัวเลขสำคัญหากคุณอยากให้ผู้ชมอยู่บนเว็บไซต์ของคุณนานๆ แต่ก็เป็นสัญญาณได้ว่าผู้ชมได้ข้อมูลที่เขาต้องการเร็วเกินไป

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธุรกิจ และกลยุทธ์ของทางเว็บไซต์ของคุณ และจุดประสงค์ที่ชัดเจนว่าคุณจะวัด และวิเคราะห์ไปเพื่ออะไร แต่การวัดผลสิ่งเหล่านี้ก็เป็นการวัดประสิทธิภาพของธุรกิจ และกลยุทธ์ของเว็บไซต์ของคุณได้

#3. เข้าใจที่มาของผู้ชม

ลิ้งก์ Acquisition Overviewจะแสดงผลสถิติภาพรวมว่าที่มาหลักของคนที่มาเยี่ยมชมเว็บไซต์คุณ ซึ่งมี 6 ช่องทาง ดังนี้

  1. Social คนที่เข้ามาจากsocial media
  2. Direct, คนที่เข้ามาจากการพิมพ์ชื่อ Url เว็บไซต์ของคุณลงใน Browser โดยตรง
  3. Organic Search, ผู้ชมที่เข้ามาจากการค้นหาผ่านเว็บไซต์ประเภท Search Engine
  4. Referral, คนที่มาจากการคลิกลิ้งก์ที่เว็บไซต์อื่นๆที่อ้างอิงเว็บไซต์ของคุณ
  5. Email, มาจากการส่งอีเมลล์ของคุณ
  6. Other, หากคุณใช้บริษัทตัวกลางในการส่งเนื้อหา เช่น  dlvr.it
ลองคลิกเข้าไปที่ All Traffic เพื่อดูแหล่งข้อมูล 10 อันดับที่นำผู้ชมเข้าสู่เว็บไซต์ของคุณได้มากที่สุด คุณอาจจะเจอแหล่งข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น จำนวนผู้ชมหน้าใหม่ที่มาจากเวปไซต์เหล่านี่ ระยะเวลาที่เขาเข้าชมเวปไซต์เรานานแค่ไหน (เวลาเฉลี่ยต่อ Session ) จำนวนเพจที่พวกเขาเข้าชม

คุณควรค้นหาว่าพวกเขาเหล่านั้นค้นหาคุณจากอะไรโดยการคลิก Campaigns, Keywords, Organic.

ข้อมูลของ keywords ที่ผู้ชมใช้ในการค้นหาผ่าน Google หรือ search engine อื่นๆ และเชื่อมมายังเว็บไซต์ของคุณ
คำถามคือ Keyword เหล่านี้สำคัญอย่างไร มันเป็นคำใบ้ว่าคุณจะทำการตลาดบนโลกดิจิตอลอย่างไร หากคุณกลับไปที่เว็บไซต์ที่ลิ้งก์หาคุณ ดู Keyword มันกำลังบอกถึงประสิทธิภาพการทำSEO บนเวปไซต์ของคุณ

#4. หาให้เจอ!! ข้อมูอะไรพวกเขากำลังดูอยู่

คลิกที่ลิ้งก์ Site Content All Pages เพื่อค้นหาว่าเนื้อหาอะไรที่ผู้ชมกำลังชมอยู่  รายงานนี้อ้างอิงจากเพจ URLs ดังนั้นบางครั้งการคลิกหัวข้อของเพจควบคุมง่ายกว่า หากคุณไม่คุ้นเคยกับ URL แต่คุ้นเคยกับเพจ และหัวข้อทีโพสมากกว่า

เราจะะได้เห็นจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเราในแต่ละเพจ และเวลาที่พวกเขาใช้ในการดูแต่ละเพจ และรวมถึงจำนวนคนที่ออกจากเว็บไซต์เราจากหน้าเพจนั้นๆด้วย

เราสามารถกรองข้อมูลตัวรายงานนี้ได้ โดยการพิมพ์ Keyword ตั้งแต่ 1  Keyword ขึ้นไปในช่อง Search ที่ใต้กราฟในด้านขวา และคลิกปุ่มไอคอน search

สาเหตุที่สิ่งเหล่านี้สำคัญ เพราะคุณจะ…

  • สร้าง  landing pageสำหรับแคมเปญการตลาดใหม่ๆ และคุณต้องการวัดประสิทธิภาพของแคมเปฐนี้
  • ต้องการตรวจสอบว่ามีใครที่คลิก newsletter เพื่อสมัครสมาชิกกับเพจของคุณ
  • มียอดเข้าชมเพจที่อธิบายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ของคุณเท่าไหร่

ด้วยข้อมูลเหล่านี้คุณสามารถนำข้อูลไปวางแผนกลยุทธ์ หรือวาง content ในเว็บไซต์ของคุณ และรู้ได้ว่าเนื้อหาแบบไหนมีผู้ชมมากที่สุด และได้รับความนิยม

เคล็ดลับฉบับง่าย : ด้านบนของURL หรือ Page Title คุณจะเห็นกล่องข้อความในส่วนที่สอง คลิกมันและเพิ่มปัจจัยอื่นๆที่คุณต้องการรู้เข้าไปในรายงาน ยกตัวอย่าง เช่น คุณอาจเขียนบลอก และเผยแพร่ทางอีเมลล์ และทาง Social Media  แต่คุณต้องการแน่ใจว่า ผู้ชมมาจากช่องทางไหน เท่าไหร่

การกรองรายงานของคุณจากการโพสท์ในบลอก ต่อมานั้นคลิกไปที่ Secondary Dimension  คลิก Acquisition จากนั้นคลิก Sourceคุณจะเห็นคอลัมน์ใหม่ที่ด้านขวามือของเพจคุณที่แสดงที่มาของผู้อ่านของบลอกของคุณ

สรุปคือ การจะ Filter หรือกรองข้อมูลในรายงานของคุณ เลือกเพจหนึ่งเพจที่คุณต้องการ หลังจากนั้น คลิกไปที่Secondary Dimension ตามด้วยคลิก Acquisition และสุดท้ายคลิก Source ข้อมูลคอลัมน์ใหม่ก็จะแสดงผลถึงที่มาของคนที่เข้าชมเวปไซต์เรา

ลองทดสอบดูเพื่อทำความเข้าใจถึงลักษณะเนื้อหาที่ผู้ชมชื่นชอบ แหล่งที่มาของคนที่เข้าเยี่ยมชมเวปไซต์ของคุณ 

#5. ตั้งเป้าหมาย

คุณสามารถตั้งเป้าหมายบน Google Analytics ที่จะช่วยเก็บข้อมูล conversions บนเว็บไซต์ของคุณ  บางที่คุณอาจจะสนใจว่าใครสมัครรับข่าวสารจากคุณหรือว่าใครซื้อสินค้า บริการจากคุณ และนี่คือวิธีการตั้งเป้าหมาย

1)ค้นหาลิ้งก์บนเวปไซต์ของคุณสำหรับfor the end of the action you want to track. So for example the Thank you for Signing up page or Thanks for purchasing page on your website. Copy that link and paste it into a notepad or wordpad.

2) ไปที่ Admin on the top menu on Google Analytics and at your Account page on the 3rd column you will see Goals, click on that option.

3) คลิกที่ปุ่ม New Goal สีแดง จะมีตัวเลือกบางอันขึ้นมาเช่น  people creating an account, downloading หรือ ตัวเลือกอื่นๆ ในตัวอย่างนี้ คลิกไปที่ Custom และเลือกถัดไป

4)พิมพ์เป้าหมายของคุณลงไป เช่น ซื้อสินค้า หรือ สมัครสมาชิก คุณสามารถตั้งเป้าหมายที่แตกต่างกันไปได้ แต่ในกรณีนี้เราจะตั้งเป้าหมายในเรื่อง Destination คลิกไปที่ next step.
5) วาง  URL ลงไปในตอนท้ายเพจที่คุณบันทึกไไว้  คุณสามารถคลิก Verify เป้าหมายนี้เพื่อดูว่าเป้าหมายของคุณจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรใน 7 วันสุดท้าย
6) คลิกปุ่ม Create Goal

เมื้อคุณสร้างเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว คุณกลับไปที่ รายงาน และคุณจะเห็นว่าคนซื้อของผ่านเว็บไซต์ของคุณ หรือสมัครสมาชิกเว็บไซต์คุณอย่างไร พวกเขามีแหล่งที่เข้าถึงเวปไซต์ที่แตกต่างกัน หรือลักษณะการค้นหาเนื้อหาที่แตกต่างกัน หรือแม้กระทั่ง ประเทศที่อยู่หรือ ภูมิลำเนาของคนเหล่านั้น

นี่คือตัวอย่างอีกหนึ่งอันว่าแหล่งเวปไซต์ที่อา้งถึงเว็บเราที่จะช่วยให้เราพัฒนาเป้าหมายได้ คลิกไปที่รายงานเรื่อง Acquisition All Referrals

ด้านบนของกราฟคุณจะเห็นตัวเลือก Goal Set คลิกแล้วคุณจะได้เห็นอัตราเป้าหมายของคุณในแต่ละโเวปไซต์ที่อ้างอิงถึงคุณ ( referrer ) และนี่คือตัวอย่างการแสดงผลของ Twitter และ Facebook ด้วย เป้าหมายที่เป็นอัตรา conversion rates ในคอลัมน์ที่ 3

ทำไมมันถึงสะดวก และง่ายต่อผู้ใช่้ บางที่คุณอยากจะเทียบว่า แหล่งที่มาที่แตกต่างกันจะสร้างผลลัพธ์เป็นอย่างไรในเรื่องเดียวกัน ช่องทางบางช่องทางดีกว่าช่องทางอื่นๆ ในแง่ของการสมัครสมาชิกหรือซื้อสินค้าหรือเปล่า  This can help you tweak your marketing. ยกตัวอย่างเช่น แม้ว่า Twitter จะสร้าง Visit ได้น้อยให้แก่ Mykidstime (เว็บไซต์ของผู้เขียน) แต่ยอดการสมัครสมาชิกเพื่อติดตามข่าวสารกลับสูงกว่า Facebook

บางทีเราอาจตัดสินใจออกแคมเปญแจกของขวัญกับผู้ใช้ Twitter ในการสมัครสมาชิกติดตามข่าวสารทางอีเมลล์เพื่อเป็นรางวัลแก่พวกเขา หรือเราจะออกแคมเปญแจกของขวัญให้คนใน Facebook ที่สมัครสมาชิกเพื่อกระตุ้นให้ช่องทางนี้มีอัตรการสมัครสมาชิกเพิ่ม

 

ข้อมูลในลักษณะนี้จะช่วยให้คุณวางกลยุทธ์การตลาดและการทำ CRM ในขณะเดียวกันก็วัดผล Call to Action (ซื้อสินค้า หรือ สมัครสมาชิก)บนเว็บไซต์ของคุณได้ด้วย

 

ที่มา : 5 Quick Tips for Using Google Analytics for Your Business  โดย  Director at Mykidstime Ltd

Checklists สุดล้ำ!เพิ่ม Conversion Rate ให้เวปไซต์พุ่งกระฉูด (1)

photodune-6171885-website-seo-and-analytics-icons-xs-1728x800_c

 

 

สิ่งสำคัญที่สุดในการเพิ่ม Conversion Rate คือวิเคราะห์ประสิทธิภาพของเวปไซต์ของคุณอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะเพิ่มยอดผู้ชมเวปไซต์ และไขความลับถึงพฤติกรรมการชมเวปไซต์ของพวกเขา วิธีการง่ายๆคือการปรับปรุงเวปไซต์ของคุณให้ดีขึ้น Checklist นี้จะช่วยให้คุณเพิ่ม Conversion Rate และ ปรับปรุง Opt-in*ให้ดีขึ้น

องค์ประกอบพื้นฐานของการพัฒนา conversion rate

สิ่งที่คุณควรทำในเบื้องต้นเพื่อพัฒนา CVR (Conversion Rate) ของเวปไซต์หรือหน้าเพจของเวปไซต์มีดังนี้

  •  ใส่ใจกับความเร็วในการโหลดหน้าเพจ – คุณมีเวลาไม่นานที่จำทำคะแนนกับลูกค้า ดังนั้นเช็คให้แน่ใจว่าหน้าเพจของคุณใช้เวลาโหลดได้เร็ว ซึ่งเวลาโหลดที่เหมาะสมอยู่ที่ 3-7 วินาที
  •  เวปไซต์ของคุณแสดงผลได้ทุก Browser และ ทุก Device หรือเปล่า?– การใช้ responsive design จะช่วยให้เวปไซต์คุณแสดงผลได้ในทุกๆ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเปิดเวปไซต์ เช่น PC มือถือ หรือแทปเล็ต นอกจากนี้ควรตรวจสอบว่าเวปไซต์ของคุณแสดงผลได้ดีในทุก Browser หรือเปล่า
  •  ลิ้งก์ในเวปไซต์เสียหรือเปล่า – ตรวจสอบลิ้งก์ในเวปไซต์ของคุณอยู่เสมอๆ และแก้ไขลิ้งก์เสียในเวปไซต์ให้เหลือน้อยที่สุด โดยคุณสามารถใช้บริการจาก online broken link checker,หรือ plugin like this one if you use WordPress.ได้
  •  หน้าเพจ Custom 404– นี่เป็นวิธีการอัพเดทที่ง่ายมากที่จะเพิ่ม Conversion Rate กับเพจที่ไม่ใช่แล้วหรือเพจที่ถูกหลงลืม และยังเป็นวิธีการ Back Up ที่ดีหากคุณมีลิ้งก์เสียที่ยังหาไม่เจอ ใช้  “ LeadPages” ช่วยสร้างหน้าเพจ Custom 404นั้นเป็นวิธีการที่ง่ายและเร็วมาก
  •  Pop-ups ฺ๊& Pop-unders-คิดให้ดีก่อนที่จะใช้วิธีการเหล่านี้ และต้องแน่ใจว่าพวกมันจะไม่ไปสร้างความรำคาญ และอย่าให้พวกมันโผล่ขึ้นทุกครั้งที่มีคนเข้าเวปไซต์ของคุณ วิธีการเหล่านี้จะช่วยเพิ่ม CVR หากใช้มันอย่างเหมาะสม
  •  แผนผังเวปไซต์ที่เข้าใจง่าย-แผนผังเวปไซต์ของคณควรทำให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลที่พวกเขาต้องการมากที่สุดและพาผู้อ่านไปยังหน้าเพจหรือเนื้อหาที่ถูกต้อง ขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้ชมเวปไซต์ของคุณ คุณสามารถสร้างแผนผังตามเนื้อหาของเวปไซต์ ( Content based )  , ตามลักษณะการใช้งาน  ( Task based ) และการสร้างแผนผังเพื่อให้เกิดการซื้อ โดยลักษณะแผนผังจะแบ่งประเภทไปตามสินค้าหรือบริการที่เฉพาะเจาะจง
  •  ความปลอดภัยในเวปไซต์ – เป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คุณจะต้องทำเวปไซต์ให้ทันสมัย และปลอดภัยจาก worms , virus และประเด็นเรื่องความปลอดภัยต่าๆง หากคุณใช้ WordPress คุณสามารถใช้ pluginAll In One WP Security & Firewall. อย่าง  ช่วยได้
  •  การออกแบบเวปไซต์-ตรวจสอบให้แน่ใจว่าการออกแบบของเวปไซต์ของคุณทันสมัย และเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยม เพื่อผู้ชมเวปไซต์จะไม่สับสนว่าต้องทำอะไร สีและกราฟฟิคควรออกแบบตามสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายต้องการและคาดหวัง
  • ปุ่ม Call to Action** – ข้อความบนปุ่มcall to action ควรชัดเจน เข้าใจง่าย และโดดเด่น หากคุณไม่ใส่ปุ่ม Call to Action คุณก็ไม่สามารถเปลี่ยนผู้ชมเวปไซต์เป็นลูกค้าได้ และนี่ก็คือหลักการง่ายๆ

Call-to-Action-Above-The-Fold

ตัวอย่างปุุ่ม Call to Action ของ MailChimp  —-ขอบคุณรูปภาพจากhttp://thumbsup.in.th/

  •  เนื้อหาในเวปไซต์ – ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเนื้อหาที่คุณเผยแพร่ตรงกลุ่มเป้าหมาย มีความหมายต่อผู้อ่าน เฉพาะเจาะจง และสม่ำเสมอ นอกจากนี้ตรวจสอบเรื่องการสะกดและข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์อีกครั้งเพื่อความรอบคอบ
  •  Testimonials -การมีความเห็นจากผู้ที่เคยใช้งาน(Testimonial) เช่นการ รีวิว หรือมีช่องแสดงความเห็นของผู้ใช่ จะช่วยเพิ่ม CVR ตรวจสอบให้
  •  ตรวจสอบการสะกดคำ-อย่ามองข้ามสิ่งเล็กน้อย เพราะมันแสดงถึงความใส่ใจ และภาพลักษณ์ของเวปไซต์คุณ
  •  ทดสอบ ทดสอบ และ ทดสอบ -อย่าพอใจกับผลทีได้ พัฒนามันอย่างต่อเนื่อง

 

ที่มา:  Let’s Improve Your Website Conversion Rate With A Checklist จาก https://website-designs.com
_____________________
* Opt-in หมายถึง การสื่อสารไปยังผู้บริโภคหรือผู้รับ โดยที่ผู้บริโภคอนุญาตให้ติดต่อ เช่น การส่งด้วยสื่อโฆษณาอีเมลที่ผู้รับลงทะเบียนเอง (Source: http://www.bangkokbiznews.com)
**Call-to-Action หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า CTA นะครับ คำว่า CTA นั้นหมายถึงปุ่ม หรือป้ายแบนเนอร์ หรือกราฟิกชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือจะเป็นตัวอักษรก็ได้ที่อยู่บนเว็บไซต์ที่พร้อมจะให้ผู้ใช้คลิก แล้วมันจะพาผู้ใช้ไปสู่หน้าเว็บไซต์อีกหน้าที่นักการตลาดมุ่งหวังไว้ในใจว่าอยากจะให้ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์เข้าไปดู เพื่อที่จะวัดผลว่ามีจำนวนคนคลิกไปทั้งหมดกี่ครั้ง

7 วิธีสร้าง Content สุดเจ๋ง เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายให้กลายเป็นลูกค้าผู้น่ารัก!!!

ที่มา : Top 7 Ways to Convert Prospects to Clients with Great Content by Sydni Craig-Hart

 

marketing-trends-money-300x300

 

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Content Marketing จำเป็นอย่างมากสำหรับการทำการตลาดในยุคนี้ แต่ทำ content อย่างไรให้โดนใจ และมีประสิทธิภาพถึงขั้นที่จะเปลี่ยนแปลง “ผู้ฟัง”ให้มาเป็นลูกค้าของเราได้ ซึ่งในปัจจุบัน การสร้างและกระจาย Content มีรูปแบบที่หลากหลายทั้งรูปแบบของการเขียน ภาพ และเสียง ซึ่งเราสามารถจำแนกประเภทของ Content คร่าวๆได้ดังนี้

* บทความ
* Whitepapers*
* หนังสืออิเล็คทรอนิคส์ ( eBooks)
* บลอก
* Video content
* พอดแคสติง (Podcasting)**
* รวบรวมบทความในบลอกจัดทำเป็น eBooks
* และอีกมากมาย!!

และนี่คือเทคนิค 7 วิทยายุทธ์ที่จะพิชิตใจลูกค้าของคุณได้ด้วย Content Marketing
1. เรื่องคุณภาพ ห้ามพลาด

Content Marketing เป็นเรื่องของงานคุณภาพล้วนๆ แทนที่คุณจะเสียเวลาใน 1 อาทิตย์ มานั่งเขียนบลอกที่แสนจะธรรมดาถึง 7 บลอก สู้คุณเขียนบทความเจ๋งๆ สัก 1-2 บทความที่มีคุณค่ากับผู้อ่านจริงๆ

และเมื่อคุณสร้างแต่ผลงานระดับหัวกะทีแล้วนั้น แบรนด์หรือบริษัทของคุณก็จะมีชื่อเสียง มีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆในสายตาของผู้บริโภค ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เสพ Content เชื่อใจในแบรนด์ และกลายมาเป็นลูกค้าในที่สุด

2. เขียนให้ผู้อ่านเฉพาะกลุ่ม หรือกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

หลังจากเข้าใจเรื่องคุณภาพของ Content แล้ว คุณควรเข้าใจว่า จะสร้าง content เหล่านนี้ไปเพื่อใคร หรือใครคือ “ผู้รับสาร” นั่นเอง
Content แต่ละอย่างที่คุณสร้างขึ้นในหลายรูปแบบควรจะเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณ

จำไว้ว่า ถ้าคุณเรียกร้องความสนใจจากทุกคน สุดท้าย คุณจะไม่มีคนสนใจ!!!

3.สร้าง Content ที่มีความหมายให้ผู้อ่าน
ณ จุดนี้ คุณเข้าใจถึงความสำคัญของคุณภาพของ content ที่จะส่งไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงแล้ว

แล้วอะไรล่ะคือสิ่งที่จะทำให้เขากลับมาอ่าน หรือชม content ของคุณอีกครั้ง

ตรวจสอบให้แน่ใจว่า เนื้อหาที่คุณนำเสนอมีความหมาย หรือมีคุณค่าต่อกลุ่มผู้ฟัง พูดง่ายๆก็คือ content ของคุณแก้ปัญหาที่เฉพาะเจาะจง หรือแก้จุดเจ็บปวด (pain point) ให้กลุ่มเป้าหมายของคุณได้
4.เกาะกระแส พูดเรื่องที่ทันเหตุการณ์ นำเทรนด์ตลอดเวลา (โดยเฉพาะข้อมูลในอุตสาหกรรมนั้นๆ)
เวลาคุณค้นหาใน Google คุณเลือกผลลัพธ์ที่ปี 2012 หรือ 2014??
ไม่ใช่แต่โพสที่ล่าสุด แต่ตัวเนื้อหาต้องเป็นเทรนด์ที่นำสมัย และข่าวในอุตสาหกรรมของคุณ

ข่าวที่สดใหม่ หรือ เทรนด์ที่กำลังเป็นกระแสช่วยทำให้เวปไซต์ของคุณมีความหมายหรือคุณค่ามากต่อผู้อ่านของคุณ
5. กระจายสู่ Social

เพิ่มความง่ายในการแชร์ด้วยปุ่ม Call to Action และ ไอคอนแชร์ไปยัง Social Network ต่างๆ ไปยังบทความ พอดแคส และวีดีโอ นอกจากนี้การสร้างปุ่มเชื่อมกับ Social Network บนเวปไซต์ของคุณ ยิ่งเพิ่มความง่ายให้ผู้อ่านแชร์ Content ออกไปในตัว Contentได้เลย
6. เนื้อหาต้องเข้าใจง่าย

คิดถึงประสบการ์ณของผู้อ่านในการเสพ Content พวกเขาจะได้เห็น ได้ยิน และรู้สึกอย่างไรเมื่อมาที Website ของคุณ และคุณอยากให้เขาจดจำอะไรมากที่สุดในเวลาที่เขามีให้กับแบรนด์ของคุณ
บลอกที่อ่านง่ายและ วีดีโอที่โหลดได้เร็วและสวยงามจะมียอดแชร์และสร้าง follower ที่มากกว่า
Blogs that are easy to read and videos that render quickly and beautifully are far more likely to get shared and earn more followers.
7. อย่าลืม วัดผลกันซะล่ะ(สำคัญมาก)

เทคนิค 6 ข้อข้างต้น จะไม่มีความหมายอะไรเลย ถ้าคุณไม่ “วัดผล” ตรวจสอบ Google Analytic ของคุณให้แน่ใจและดูผลอันดับของ content แต่ละอัน
หากบทความไหนหรือหัวข้ออะไรมี จำนวนคนเข้าชม (Traffic) หรือ Conversion สูงกว่าเรื่องอื่นๆ คุณควรสร้าง content ในหัวข้อนั้นๆมากขึ้น ในรูปแบบที่หลายหลายขึ้น

ความลับคือ ทุกการคลิกของผู้อ่านกำลังบอกใบ้คุณว่า จริงๆแล้วพวกเขาต้องการเสพอะไรจากเวปไซต์ของคุณ
ผลงานโบแดงชิ้นล่าสุดของคุณเป็น Content ในรูปแบบไหน งานเขียน ,รูปภาพ วีดีโอ หรือไฟล์เสียง เลือกให้เหมาะกับกลุ่มผู้ฟังของคุณ By การชนะใจกลุ่มผู้ฟัง หรือผู้อ่าน คุณควรวางตัวเองในวิธีที่กลุ่มเป้าหมายของคุณต้องการ นำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อหาวิธีที่เหมาะกับธุรกิจของคุณที่สุด และเปลี่ยนผู้ฟัง เป็นลูกค้า สร้างรายได้มหาศาลให้แก่องค์กรของคุณ
____________
* white paper คือเอกสารกึ่งวิชาการที่พูดถึงเทคโนโลยี สินค้า ในเชิง marketing หรือ technical

**พอดแคสติง (Podcasting) คือขั้นตอนของการเผยแพร่เสียง รวมไปถึงการพูดคุย เล่าเรื่อง สนทนาเรื่องต่างๆ ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต

5 เคล็ดลับเพิ่มยอด Views ในNews Feed ของ Facebook

5 เคล็ดลับเพิ่มยอด Views ในNews Feed ของ Facebook

Facebookได้มีการปรับปรุงเกี่ยวกับหน้าแรก (News feed)   เพื่อลดจำนวนโพสที่เป็นสแปม(Spam) ที่มาจากเพจต่างๆ  ซึ่งโพสเหล่านี้มักจะมีอยู่สามประเภท คือโพสเรียกไลค์ โพสที่มีการโพสเนื้อหาซ้ำๆ และ ลิ้งค์ที่มีลักษณะเป็นspam

  • โพสเรียกไลค์  โพสที่เรียกร้องอย่างโจ่งแจ้งให้ผู้อ่าน กดไลค์ คอมเมนท์ หรือ แชร์เนื้อหาเพื่อการกระจายของเนื้อหามากกว่าเดิม
fbpost1

                  Facebook ได้เปลี่ยนแปลง News Feed เพื่อลดการปรากฏของเพจที่มีเนื้อหาเป็นสแปม

  • โพสที่มีการเผยแพร่บ่อยจนเกินไป(โพสซ้ำๆ)  ลักษณะของโพสประเภทนี้จะมาในรูปแบบของรูปภาพ และ วีดีโอซึ่งมักถูกอัพโหลดไปยัง Facbook ค่อนข้างถี่   ในของทาง Social Network นั้นผู้อ่านจะพบว่ากรณีการโพสซ้ำๆดังกล่าวเป็นเนื้อหาที่ไม่มีความเกี่ยวเนื่องกัน และเพจที่โพสข้อความเหล่านั้นมักถูกลูกค้า ต่อว่าอีกด้วย
  • ลิ้งค์ที่มีลักษณะเป็นก่อกวน(Spam)
    Facebook รายงานว่าเรื่องราวบางเรื่องบน News Feed ใช้ภาษาไม่ถูกต้อง หรือ รูปแบบที่หลอกลวงผู้คนให้คิดถึงเนื้อหาเหล่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงไม่ใช่  เทคนิคเนื้อหาที่ใช้เหยื่อล่อ (bait-and-switch)  ดังกล่าวนี้ทาง Facebook กำลังพยายามค้นหา และ ลดจำนวนลง

   5 เคล็ดลับเพิ่มคุณภาพคอนเทนต์ในบน Facebook

ในช่วงเวลาไม่กี่เดือนข้างหน้า เราจะเห็นธุรกิจที่โพสข้อความหรือคอนเทนต์ในลักษณะสแปมน้อยลง อย่างไรก็ตาม เพจที่ไม่ได้นำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้เลยก็ไม่ควรได้รับผลกระทบใดๆ

เนื่องจากการเชื่อมโยงของเรื่องราวที่มีจากเพจมีผู้อ่านลดลง คุให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงในรอบสุดท้าย และ เน้นเผยแพร่เนื้อหาที่ตรงประเด็นและมีคุณภาพ

เคล็ดลับ 5 ข้อต่อไปนี้ช่วยได้
  • เน้นเนื้อหาที่ตรงประเด็น    มุ่งเน้นการโพสคอนเทนต์ที่ตรงประเด็น และ ตรงความต้องการของกลุ่มผู้อ่านเป้าหมาย Facebookกล่าวว่า สำหรับการถกเถียงกันเกี่ยวกับเนื้อหาของคอนเทนต์ที่เราโพสนั้นไม่เป็นไร แต่หลีกเลี่ยงการเรียกไลค์หรือแชร์เพื่อเพิ่มการกระจายของข้อมูล  
  • สิ่งสำคัญที่จะทำให้ได้เนื้อหาที่ตรงประเด็นหรือโดนใจผู้อ่านเป้าหมายนั้น คุณต้องรู้จักพวหเขาเสียก่อน    Facebook Insights เป็นเครื่องมือที่ให้ข้อมูลที่เพียงพอสำหรับกลุ่มผู้อ่านเป้าหมาย ทั้งในเรื่องประชากรศาสตร์ ความสนใจ และโพสที่ได้รับความนิยม ในแง่ของ Like Comment Share และการเข้าถึงผู้ฟังแบบปากต่อปาก (Viral) เมื่อคุณรู้ว่าผู้อ่านเป้าหมายเป็นใคร  ชอบอ่านโพสแบบไหน คุณก็สามารถสร้างเนื้อหาที่ตรงประเด็นได้ไม่ยาก
  • ใช้คอนเทนต์ต้นฉบับ การพัฒนากลยุทธ์ในเรื่องของการเผยแพร่เนื้อหาโดยใช้ในรูปแบบคอนเทนต์ต้นฉบับ อย่าคัดลอกเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลอื่นๆบน Facebookในขณะที่การแชร์โพสจากเพจอื่นๆเป็นที่ยอมรับ มันคงที่กว่าถ้าเราหาแรงบันดาลใจจากแหล่ง้อมูลอื่นทางอินเทอร์เน็ต เช่น เว็บไซต์รวบรวมคอนเทนต์ต่างๆ อย่าง Mention or Feedly คอนเทนต์ที่เป็นกระแสสังคมจาก Pinterest หรือ Youtube หรือ คำคมสร้างแรงบันดาลใจจาก Brainy Quote และ Quotelicious  อย่างไรก็ตาม การสร้างคอนเทนต์ต้นฉบับมักถูกใช้ในรูปแบบ เช่น บล๊อคที่มีเนื้อหาที่เชื่อมโยงกัน วิดีโอ How-to  รูปที่แสดงถึงตัวผลิตภัณฑ์ของคุณ และอื่นๆอีกมากมาย
  • เชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลที่ถูกกฏหมาย  อย่าหลอกล่อให้ผู้เยี่ยมชมเข้าไปเว็บไซต์ของคุณโดยการใช้เทคนิตล่อเหยื่อ (bait-and-switch) ที่สื่อสารอย่างหนึ่ง แต่แท้จริงแล้วมีเนื้อหาอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ตรงกัน ซึ่งมักจะส่งผลในแง่ลบต่อช่องทางการสื่อสารบน News Feed และ ที่แย่กว่านั้นคือทำลายความน่าเชื่อถือของผู้อ่านอีกด้วย
  • เพิ้่มความน่าสนใจด้วยรูปภาพที่โดดเด่น และชัดเจน การใช้รูปภาพประกอบข้อความเพื่อโพสลงใน Social Media เป็นสิ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและด้วยเหตุผลดีๆที่ว่าผู้บริโภคมักสนใจโพสที่มีรูปภาพประกอบมากกว่าโพสที่ไม่มี
     Shutterstock blog มีคำแนะนำดีๆมากมายเกี่ยวกับการเลือกรูปภาพ  มีเทคนิคที่ว่าการเลือกรูปภาพที่เรียบง่าย และโดดเด่นจะมีผลต่อผู้อ่านมากกว่ารูปภาพธรรมดา นอกจากนี้รูปภาพเ้นไปยังส่วนเดียว มากกว่ารูปภาพที่ดูวุ่นวาย Shutterstockแนะนำเพิ่มเติมอีกว่าเพจควรถ่ายทอดเนื้อหาในแง่บวก สร้างความประทับใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักโฆษณาใช้มานานกว่าสิบปี
    การเล่ารื่องของโฆษณา จะเป็นการดีมากหากเราใช้รูปภาพที่ดึงดูดสายตาผ่านโฆษณาทาง Facebook โดยเฉพาะโฆษณาที่ปรากฏบน News Feed เพราะว่ารูปภาพเหล่านั้นจะสร้างความสนใจ และเพิ่มความผูกพันกับเนื้อหา
  • ใช้เครื่องมือ Custom Audiences ในFacebook Custom Audiences คือรูปแบบของการทำโฆษณาบน Facebookที่ออกแบบมาเพื่อช่วยธุรกิจเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่มีต่อลูกค้าปัจจุบัน และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้แข้มแข็งมากขึ้น และสร้างข้อเสนอในการพุ่งเป้าหมายไปกลุ่มลูกค้าที่ตรงกลุ่มมากขึ้น ทางผู้เขียนได้อธบายรายละเอียดในหัวข้อนี้ผ่านบทความ “Creating Facebook Ads Using Custom Audiences.”

เคล็ดลับ5ข้อนี้จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะมาในรูปแบบของ การเปลี่ยนแปลงผลในหน้าNews Feed และเพิ่มความมั่นใจว่าข้อความของคุณไม่เพียงจะเข้าถึงคนหมู่มาก แต่ยังเข้าถึงกลุ่มผู้ที่สนใจในผลิตภัณฑ์และบริการของคุณอีกด้วย

Source :http://www.practicalecommerce.com/articles/66890-5-Tips-to-Increase-Facebook-News-Feed-Views

(5 Tips to Increase Facebook News Feed ViewsAPRIL 17, 2014 • )

 

Netnography : เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนไป การวิจัยการตลาดต้องเปลี่ยนตาม

Netnography : เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนไป การวิจัยการตลาดต้องเปลี่ยนตาม

netno

ความท้าทายอย่างหนึ่งในอาชีพนักการตลาดคือ “ ความเปลี่ยนแปลง ” ทั้งในแง่ของสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และส่งผลให้ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย และการเปลี่ยนแปลงในระยะหลังที่เห็นได้ชัดเจนคือ พฤติกรรมของผู้บริโภคบนออนไลน์ เถียงไม่ได้เลยว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ และแทบจะประสานเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตของเราอยู่แล้ว และหนึ่งในเทคโนโลยีนั้นได้แก่ ชุมชนออนไลน์ หรือ Social Network นั่นเอง การเข้ามาของ Social Network ทำให้คนเรากล้าแสดงความรู้สึกนึกคิดกันมากขึ้น และในระดับที่รุนแรงขึ้น คำถามคือ นักการตลาดจะใช้ประโยชน์อะไร จากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

Netnography คือวิธีการวิจัยทางการตลาดรูปแบบหนึ่ง ที่พัฒนามาจากวิธี Ethnographyที่เราทำกันในโลก Offline คือ การสังเกตจากสถานที่จริง เพื่อเข้าใจถึงปัจจัยเชิงวัฒนธรรมที่มีผลต่อพฤติกรรมมนุษย์  แตกต่างกันที่ Netnography ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลในการทำวิจัยแทน  โดยจะใช้ข้อมูลจาก Web 2.0 เช่น เวบบอร์ด หรือกระทู้ต่างๆ  และ Social Network

Netnography จึงเป็นวิธีการวิจัยที่เหมาะสมในการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภค (collective consumers) บนอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้บริโภคมารวมกัน ทำกิจกรรมเพื่อตอบสนองเป้าหมายชีวิตของตัวเอง หรือของสังคมหรือกลุ่ม (Pongsakornrungsilp and Schroeder, 2009). ดังนั้น Netnography จึงเป็นวิธีการเก็บรวมรวมข้อมูลที่สามารถรวบรวมข้อมูลจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในการวิจัย รวมถึงวิธีการที่เป็นธรรมชาติในการเก็บรวมรวมข้อมูล

 

 

Online Monitoring Tool ตัวช่วยสำคัญในการทำ Netnography

ความเจ๋งของการที่เราอยู่ในยุคอินเทอร์เน็ตคือ เราสามารถค้นหาอะไร เมื่อไหร่ก็ได้ ทุกทีทีุกเวลาเพียงแค่คุณมีอินเทอร์เน็ต และผู้บริโภคทุกวันนี้นอกจากจะใช้อินเทอร์เน็ตในการหาข้อมูลสินค้าแล้ว ยังใช้ในการบอกเล่าเรื่องราว และแบ่งปันประสบการณ์ที่ตนได้ไปใช้สินค้า และบริการอีกด้วย ซึ่งตรงจุดนี้เองที่เป็น Feedback จากลูกค้า ว่ารู้สึก หรือคิดเห็นอย่างไรกับแบรนด์ของเรา

ข้อมูลบนโลกอินเทอร์เน็ตมีมากมาย แต่จะทำยังไงให้เรารู้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการวิจัย  หรือข้อมูลสินค้าของเรา  หรือกลุ่มลูกค้าเราจะมาอยู่รวมกันได้อย่างไร  วันนี้แอดมินเลยอยากจะแนะนำบริการที่เรียกว่า “Online Monitoring Tool” ที่จะเป็นตัวช่วยให้นักการตลาด หรือแบรนด์ ได้เข้าใจถึงสิ่งที่ลูกค้ากำลังพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นในแง่ ฺการใช้งาน ความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์ หรือแม้พฤติกรรมในการซื้อสินค้านั้น  โดยผ่านช่องทางทั้งจาก Social Network และ Web 2.0 เป็นต้น

zocialinc logo   eye

ตัวอย่าง Online Monitoring Tool ในบ้านเรา เช่น บริษัทZocial inc.  ที่ทำเครื่องมือที่ชื่อว่่า ZocialEye ออกมา หลักการทำงานของ เจ้าเครื่องมือประเภทนี้คือ การดึงคำจาก  Big Data มาผ่าน Keyword ที่กำหนด จากนั้นระบบจะนำมารวบรวมในแต่ละ Keyword และแสดงผล และความพิเศษของเครื่องมือจำพวกนี้คือ  เราสามารถดูได้ทั้งในเชิงปริมาณ เช่น Share of Voice ของแบรนด์ในโลกออนไลน์ เป็นเท่าไหร่ ซึ่งเป็นการมองในภาพรวม  และ ในเชิงคุณภาพ ว่าผู้บริโภคแต่ละคน แต่ละ User พูดถึงแบรนด์เราว่าอะไรบ้าง  มีคำด่า คำชมอย่างไร นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดค่าของอารมณ์ในข้อความนั้นๆ หรือที่เรียกว่า Sentiment ได้อีกด้วย

ใครสนใจเครื่องมือนี้ก็ลองไปดูกันได้ที่ Website http://zocialeye.com/

 เราคงเถียงไม่ได้ว่าอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะ Social network เข้ามามีบทบาทกับพฤติกรรมคนเราอย่างมาก เราเริ่มแบ่งปันประสบการณ์ผ่านออนไลน์กันมากขึ้น  ทักษะสำคัญที่นักการตลาดพึงมีคือการปรับตัว ลองถามตัวคุณเอง ว่าคุณฟังผู้บริโภคแค่Offline ด้านเดียวหรือเปล่า

Source:http://siwarit.blogspot.com/2009/11/netnography.html

http://zocialeye.com/

เคล็ดไม่ลับ โพสท์ช่วงเวลาไหนให้ถูกจริตชาว Social Network

overview

วันนี้แอดมินไปเจอเรื่องน่าสนใจ ใน slide share เลยเอามาฝากกัน เนื้อหาเกี่ยวกับการทำ Content marketing และPeak Time ในแต่ละ Social Network

เป็นที่รู้กันดีว่า “ช่วงเวลา” เป็นสิ่งสำคัญในการทำ Content Marketing แบบสำรวจวันนี้นำเสนอเนื้อหาที่น่าสนใจมาก เกี่ยวกับการหาช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะโพสลง Social Network ในแต่ละตัว เพราะพฤติกรรมของคนในแต่ละSocial Network ก็ไม่เหมือนกัน

โพส์บน twitter ตอนไหนดี

ช่วงวันที่โพสท์สูงสุดในTwitter คือ วันพฤหัสบดี และลดลงอย่างมากในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์  สำหรับช่วงเวลาส่วนใหญ่ที่ Tweet กันคือ เวลาทำงาน 9โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น  ในวันธรรมดา  โดยมีช่วงเวลาที่ Tweet สูงสุดในช่วงเที่ยง ถึงบ่ายโมง

TW1TW2

ทำcontent marketingตอนไหนดี

วันที่แบรนด์โพสบทความมากที่สุด เรียงตามลำดับดังนี้

1. วันอังคาร และวันพุธ: 18% (อันดับหนึ่งเท่ากัน)
3.วันพฤหัสบดี:17.9%
4. วันจันทร์:17.2%
5. วันศุกร์:15.9%
6.วันอาทิตย์  6.8%
7.วันเสาร์ 6.3%

จะเห็นได้ว่า แบรนด์ส่วนใหญ่จะโพสบทความในช่วง วันธรรมดา คิดเป็น 87%  และช่วงเวลาก็เช่นเดียวกัน แบรนด์มักโพสในช่วงเวลาทำงาน ตั้งแต่ 9.00-18.00  โดยช่วงที่โพสบลอกสูงสุดคือช่วงก่อนเที่ยง  (11.00-12.00  คิดเป็น 8.63%)

แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ วันและเวลาที่เหมาะสม ในการโพสบทความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับพฤติกรรมที่แบรนด์ทำอยู่

จากการสำรวจพบว่าวันที่เหมาะสมในการโพสบทความคือ  “ช่วงวันหยุด ” สีงเกตได้จากรูป จะเห็นได้ว่า ช่วงวันหยุด แม้ว่าจะจำนวนโพสน้อย แต่จำนวนครั้งในการบอกต่อ หรือการแชร์นั้นสูงกว่าวันธรรมดาซะอีก  และช่วงเวลาก็เช่นเดียวกัน  ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือช่วงเวบาที่คนจะพักผ่อน มักเป็นช่วงเวลาหลังเลิกงานหรือในช่วงก่อนนอนที่คนกลับถึงบ้านแล้ว โดยเวลาที่มียอดแชร์บทความสูงสุดคือ ช่วง21.00-00.00  และช่วงพีครองลงมาคือ 16.00-18.00,19.00-20.00 และ 01.00-02.00 (ซึ่งเป็นคนละโลกกับการที่แบรนด์โพสเลย!!)

ct1 ct2 ct3 ct4

โพสบน Instragramตอนไหนดี

แบรนด์โพสvideo โดยกระจายแบบธรรมดา (ดูกราฟลักษณะ เหมือน Normal Curve ในสถิติ) โดยจะโพสสูงที่สุดในช่วง บ่าย (14.00-15.00)
ซึ่งเป็นในลักษณะเดียวกับการโพสรูปภาพ โดยจะอยู่ในช่วงระหว่างวัน ช่วงเวลาที่มีโพสสูงสุดกว่า 1800 รูปคือ 14.00-15.00

แต่จริงๆแล้วช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่คุณควรโพส Video คือ ช่วงเวลาหลังเลิกงาน (17.00-8.00)  ดูเหมือนว่าในช่วงเวลาทำงานคนจะนิยมดูรูปภาพมากกว่า Video ส่วนในประเภทของรูปภาพ คุณสามารถโพสเมื่อไหร่ก็ได้ จากสถิติพบว่าค่าInteraction ในแต่ละช่วงเวลาของการโพสรูปภาพค่อนข้างใกล้เคียงกัน

ในแง่ของวันที่โพส  แม้จำนวนโพสจะมากในช่วงวันพฤหัสบดี แต่พบว่าประสิทธิภาพไม่ได้ขึ้นกับวันที่โพส แต่ ประสิทธิภาพที่ค่อนข้างสูง(ค่า Interaction ค่อนข้างสูง) คือ วันจันทร์

ig1 ig2

ig3

ig4 ig5

ส่ง Email ตอนไหนดี

ทางแบรนด์เองมักส่งอีเมลกันในวันธรรมดา โดยวันพฤหัสเป็นวันที่มีการส่งอีเมลกันสูงที่สุด (กว่า18.8%)และจำนวนการส่งอีเมลจะลดลงอย่างมากในวันหยุด เสาร์อาทิตย์
สำหรับช่วงเวลาที่แบรนด์ส่งอีเมลหาลูกค้าสูงสุดคือในช่วงเวลาพัก 12.00-13.00  โดยมีการส่งอีเมลคิดเป็น 10% ของการส่งทั้งวัน และส่งเป็นจำนวนมากอีกครั้งในช่วง 16.00-17.00 คิดเป็นประมาณ 5% ของจำนวนอีเมลล์ที่ส่งทั้งวัน

คนส่วนใหญ่จะอ่านอีเมลในชวงวันธรรมดา  โดนเฉพาะวันพุธและพฤหัสที่มีค่าเปิดอ่านอีเมลสูงที่สุด และช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการส่งอีเมลล์คือช่วง 14.00-17.00 เพราะคนจะเริ่ม Check อีเมลล์กันเยอะในช่วงบ่าย

em1 em2 em3 em4

โพสท์บน Facebook ตอนไหนดี

fbb1 fbb2

แม้จำนวนโพสท์ในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์จะน้อยกว่าในช่วงเวลาทำงาน  แต่จำนวนของการโต้ตอบ ในช่วงเสาร์อาทิตย์กลับมากกว่าช่วงวันทำงานเสียอีก  และในช่วงวันอาทิตย์มีค่าInteraction  หรือค่า Engagement ต่อโพส อยู่ที่ 2.72

สำหรับช่วงเวลาโพสที่ดีที่สุดจะอยู่ในช่วงดึกๆ  ตั้งแต่หลังสามทุ่มไปถึงช่วงตีหนึ่งนั่นเอง  โดยช่วงเวลาโพสที่มีค่า Engagement สูงสุดจะอยู่ในช่วง เที่ยงคืนถึงตีหนึ่ง  ซึ่งมีค่าInteraction สูงถึง 2.76 Interactions ต่อโพสท์

สรุปในภาพรวม ตามปกติแล้วคนส่วนใหญ่จะโพสท์ข้อความในช่วงวันธรรมดา วันและช่วงเวลาที่มีการโพสท์ข้อมูลมากที่สุดจะอยู่ที่วันพฤหัสบดี ในช่วงเวลาทำงาน โดยเฉพาเวลาทำงาน ซึ่่งมีปริมาณโพสท์สูงสุดในช่วงพักกลางวัน

ดังนั้นคุณควรพยายามโพสในช่วงเย็น และในช่วงวันหยุด เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนที่กำลังมีเล่น Social Network อยู่ แต่ยกเว้นอีเมลที่คนส่วนใหญ่จะเช็คอีเมลในช่วงวันธรรมดา และดูสรุปว่าแต่ละ Social Network ไหนมีช่วงพีค ในวันและเวลาอะไรตามตารางข้างล่างได้เลย

conclu1

หวังว่าข้อมูลเหล่านี้คงจะเป็นประโยชน์กับคนทำ Content หรือนักการตลาดทุกคน  เพราะการเข้าถึงผู้อ่าน หรือผู้บริโภคได้  “ถูกที่” และ  “ถูกเวลา” ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำการตลาด

Source :www.slideshare.net/fullscreen/TrackMaven/when-to-postslidesharepdf/3