3 เทรนด์การตลาดผ่าน Social Media ที่คุณจะได้เห็นภายในปีนี้แน่นอน

จากกระแสการเปลียนแปลงของพฤติกรมของบรรดาชาวเน็ต และ แพลทฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่มีการปรับเปลี่ยนกันบ่อยแทบจะทุกวันทีเดียว แต่เราก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่าฟีเจอร์ไหนของโซเชียลมีเดียที่จะได้รับความนิยมกันแน่

แต่อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงที่เป็นกระแสหลักจากโซเชียลมีเดียหลายๆแพลทฟอร์มที่มีการเปลี่ยนแปลงไปใน 2-3 เดือนทีผ่านมา ทำให้เราแน่ใจว่าจะมีทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายคลึงกันหลักๆอยู่ 3 ข้อ

หากคุณถือบัญชีโซเชียลมีเดียของคุณอยูในตอนนี้ ขอให้แบ่งงบประมาณทางการตลาดมาลงที่ฟีเจอร์เหล่านี้สักหน่อย ลองไปชมกันเลยว่ามีเทรนด์อะไรกันบ้าง

  1. กระแส Live อันยอดฮิต

เป้าหมายหลักของโซเชียลมีเดีย ในแต่ละแพลทฟอร์มคือการสร้างความผูกพันธ์กับกลุ่มผู้ฟัง หากเราลองสังเกตดูในแต่ละแพลทฟอร์มไม่ว่าจะเป็น Facebook, YouTube, Twitter และ Instragram ก็ล้วนอยู่ในสงครามการแข่งขัน เพื่อสร้างความผูกพันธ์กับกลุ่มผู้ใช้ หากไม่สร้างความผูกพันธ์ดังกล่าวแล้ว แพลทฟอร์มนั้นๆอาจตกอยู่ในความเสี่ยงว่าจะไม่มีคนใช้แพลทฟอร์มนั้น

ในวันนี้อาวุธชิ้นสำคัญของวงการโซเชียลมีเดียที่ดึงดูดกลุ่มผู้ใช้ได้มากที่สุดก็คือ Live แม้ว่า Snapchat จะมีฟังก์ชันนี้มาตั้งแต่ปี 2013 และมีการสร้างฟังก์ชันนี้ในแอปพลิเคชันชั่วคราว แต่แพลท์ฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook ได้ปล่อยฟังก์ชันนี้ออกมาในปี 2016 ทำให้แบรนด์ และ กลุ่มผู้ฟังสามารถถ่ายทอดสดได้ด้วยตัวเอง หลังจากนั้นต่อมาอีก 4 เดือน แพลทฟอร์มในเครือเดียวกันอย่าง Instagram ที่มีกลุ่มผู้ใช้ราว 600 ล้านคนก็มีฟังก์ชั่น Liveเป็นของตัวเอง และในที่สุดเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2017 แพลท์ฟอร์มด้านวีดีโอรายใหญ่อย่าง Youtube ก็ได้ประกาศฟังก์ชั่น Live ของแพลทฟอร์มตัวเอง

จากวีดีโอไวรัล สู่แพลทฟอร์มการทำ live-streaming ของแต่ละแพลทฟอร์มที่เริ่มต้นจากปี 2016 ได้เติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2017

ถ้าการLive วีดีโอคือหัวใจสำคัญของแต่ละแพลทฟอร์ม การ Liveก็ควรเป็นหัวใจของนักการตลาดเช่นเดียวกัน

หากจะพูดถึงปรากฏการณ์ Live ในบ้านเราก็คงหนีไม่พ้นรายการหน้ากากนักร้อง หรือ The Mask Singer ที่สร้างยอดคนดูรายการไปอย่างมหาศาล ในด้านคุณวู้ดดี้ จาก Woody Talk ก็ได้ประกาศตัวว่าจะเดินหน้าทำรายการ Live ของตัวเองใน Facebook และอำลาวงการทีวี เพราะเห็นประตูโอกาสจากช่องทาง Live ใน Facebook

สาเหตุที่ผู้ชมชอบคอนเทนต์ในแบบ Live ไม่ใช่เพียงแค่การเชื่อมกลุ่มผู้ฟังเข้ากับเหตุการณ์ในวีดีโอเท่านั้น แต่ “ความสดใหม่” และความ “จริง” ซึ่งย้อนแย้งกับความเคยชินกับความเป๊ะ ความถูกต้องบนเนื้อหาในโลกโซเชียลมีเดีย

  1. ความสามารถของ Social Media ที่พัฒนามากขึ้น

เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา Social Media ต่างๆมีวัตถุประสงค์ที่แน่ชัดในแต่ละแพลทฟอร์มของตัวเอง  เช่น Facebook ทำให้เราเชื่อมต่อกับเพื่อนได้มากขึ้น Instagram ใช้สำหรับการแบ่งปันช่วงเวลาของชีวิตผ่านรูปภาพ Twitterคือการเขียนบลอกจากบันทึกข้อความสั้นๆ (Microblogging)

ในแต่ละแพลทฟอร์มก็จะมีจุดยืนของตัวเองที่แตกต่างกันไป แต่ในปี 2016 ที่ผ่านมา เส้นแบ่งของแพลทฟอร์มต่างๆ เริ่มค่อยๆจางลง แพลทฟอร์มต่างๆเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองไปใกล้เคียงกับแพลตฟอร์มอื่น เช่น Facebook เริ่มมีแถบ Story เหมือนใน Instagram และ Snapchat ที่ปรับหน้าแพลทฟอร์มให้มีช่องค้นหา  จากตัวอย่างที่กล่าวมาถือเป็นสัญญาณให้เห็นถึงการขยายความสามารถของโซเชียลมีเดียเพื่อนำเสนอบริการที่ถูกใจกลุ่มผู้ฟัง และจัดการประสบการณ์ภาพรวมของกลุ่มผู้ใช้

แล้วปรากฏการณ์นี้มันสำคัญกับแบรนด์อย่างไร คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องแบ่งงบประมาณทางการตลาดและทรัพยากรต่างๆที่เท่ากันในแต่ละ แพลทฟอร์ม  การที่โซเชียลมีเดียพัฒนาขึ้นและมีประโยชน์ที่หลากหลายมากขึ้น บรรดาแบรนด์ก็มีโอกาสที่จะนำข้อมูลจำนวนผู้ติดตามในแต่ละแพลทฟอร์มมาวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจแบ่งงบประมาณการตลาดให้เหมาะสมกับประสิทธิภาพการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน

ยกตัวอย่างเช่น บางแบรนด์อาจไม่ใช้ Snapchat ในการเข้าถึงลูกค้า แต่หันไปให้ความสำคัญกับฟีเจอร์ Live บน Facebook และ Instagram ภาพแบบ 360องศา และ วีดีโอในการวางกลยุทธ์ด้านเนื้อหาแทน คุณอาจจะต้องปรับตัว และทำความเข้าใจกับลูกเล่นใหม่ๆ ของแต่ละแพลทฟอร์มเพื่อส่งมอบประสบการณ์ร่วมกับกลุ่มผู้ฟังอย่างเป็นธรรมชาติ

  1. การเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีเสมือน (Virtual Reality)

Virtual Reality หรือที่เรียกกันว่า VR กำลังเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในวงการการตลาด จากการที่ Facebook เข้าซื้อกิจการของ Oculus Rift (LINK) และการเปิดตัวแอปพลิเคชัน Facebook 360  ไปจนถึงแว่นตาสำหรับถ่าย VDO ของ Snapchat (Snapchat’s Spectacles) เรื่องเหล่านี้เป็นสัญญาณของการใช้เทคโนโลยี VR จะถูกยอมรับมากขึ้นในอนาคต

 

Snapchat’s Spectacles แว่นตากันแดดอัจฉริยะที่บันทึกวีดีโอได้

 

สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดของเทคโนโลยี VR คือการเปิดโอกาสให้แบรนด์ได้บอกเล่าเรื่องราวอย่างสร้างสรรค์ และ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม ยิ่งแบรนดเริ่มทดลองใช้ VR ในการผลิตคอนเทนต์ ความคาดหวังของกลุ่มลูกค้าจะยิ่งสูงขึ้น ในอนาคตหากแบรนด์ใดที่ไม่ใช้ VR ในการทำ content จะกลายเป็นผู้ตามในตลาด และในใจของผู้บริโภค

แต่หลุมพรางที่นักการตลาดมักเข้าใจผิดว่า VR เป็นเรื่องของอนาคต ทำให้คิดว่ามีเวลาอีกนานที่จะเริ่มทดลอง VR  แต่ช่วงเวลาที่ต้องใช้ VR คือที่นี่ และตอนนี้ สำนักข่าว CNN เป็นแบรนด์หนึ่งที่เริ่มทดลองใช้ VR ในการถ่ายทอดเนื้อหาข่าวในรูปแบบใหม่ที่มีเนื้อหาที่ทำให้ผู้คนดื่มด่ำไปกับประสบการณ์ของเทคโนโลยี

ในฐานะนักการตลาด หน้าที่ของคุณคือสร้างวิสัยทัศน์ให้แก่องค์กรของคุณ ให้มองเห็นเทรนด์ในภาพรวม และใช้เทคโนโลยีก่อนที่ผู้บริโภคจะคาดหวังให้ธุรกิจนำมันมาใช้ แต่อย่างไรก็ตามกระแสเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วทำให้เราต้องคอยติดตามว่าจะมีลูกเล่นอะไรใหม่ๆ มาเพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าต่อไปในปี 2017

เทรนด์ที่น่าจับตามองในปีนี้คือการมาของ Live video  การเปลี่ยนแปลงของแพลท์ฟอร์ม โซเชียลมีเดีย ที่มีความสามารถหลากหลายมากขึ้น และเทคโนโลยีเสมือน (virtual reality) จะมาเปลี่ยนรูปแบบการตลาดบนโซเชียลมีเดียในปีนี้อย่างแน่นอน

 

สุดปัง!! กับ แบรนด์ที่ปรับโลโก้แล้วยอดขายเพิ่มขึ้น

หากพูดถึง โลโก้ แล้ว หลายคนอาจจะนึกถึงตราสัญลักษณ์ของหลากหลายแบรนด์สินค้า และ บริการ ที่ปรากฏอยู่บน หน้าร้าน บรรจุภัณฑ์ หรือบริการต่างๆ ซึ่ง โลโก้ ก็เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแบรนด์ และการทำการตลาดที่สำคัญ อย่างยิ่ง

 

images

คำว่า โลโก้ หรือ ตราสัญลักษณ์ ย่อมาจากคำว่า Logotype ซึ่งหมายถึงเครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือสื่อที่บ่งบอกรูปแบบ ประเภทของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเมื่อเห็น โลโก้ สามารถทำให้ผู้บริโภคเข้าใจความหมายของสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ทันที โดยไม่มีการอธิบาย ด้วยสาเหตุนี้เอง โลโก้ จึงถูกใช้สอดแทรกไปกับการทำการตลาด หรือสื่อโฆษณาไปพร้อมๆกับสินค้าและบริการ

ประโยชน์ของการใช้โลโก้ นอกจากจะใช้เพื่อสร้างการจดจำแบรนด์ไปยังผู้บริโภคแล้ว มันยังทำหน้าที่ในการสื่อสารว่า องค์กร หรือธุรกิจของคุณเกี่ยวกับ หรือให้บริการอะไร นอกจากนี้ โลโก้ ยังส่งผลต่อผู้ใช้บริการในเชิงจิตวิทยาอีกด้วย ทำให้ผู้บริโภค รู้สึกถึงตัวตนของแบรนด์ (Brand Personality) เช่นเมื่อลูกค้าเห็นโลโก้ จะรู้สึกถึงความน่าเชื่อถือ  มืออาชีพ รู้สึกประทับใจ รู้สึกเป็นกันเอง อยากกลับมาใช้บริการอีก เป็นต้น

เราลองมาดูตัวอย่างแบรนด์ที่เปลี่ยน โลโก้ แล้ว ปัง และยอดขายยังพุ่งอีกด้วย!!!

  1.       Starbucks

    starbucks_new_logo.top

นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก กาแฟนางเงือก หรือ Starbucks  แบรนด์กาแฟที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก  ซึ่ง Starbucks เองก็ได้เปลี่ยนโลโก้มาหลายครั้ง  จนมาครั้งล่าสุดในปี 2012 ที่ได้เปลี่ยนเอาคำว่า Starbucks Coffee ออกไป เพื่อขยาย สายผลิตภัณฑ์ที่นอกเหนือจากกาแฟ การเปลี่ยนโลโกครั้งนี้ถือว่าเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าอื่นๆ เช่น เบเกอรี่ หรือของที่ระลึกเพิ่มเติม ไม่เพียงแต่ขายกาแฟ เพียงอย่างเดียว

  1.       Lenovo

แบรนด์ Gadget จากประเทศจีน ที่มีไลน์ผลิตภัณฑ์ทั้ง Notebook ,Tablet และมือถือ ได้ผ่านการเปลี่ยน แปลง โลโก้ ส่งผลให้แบรนด์ดูทันสมัย และ Premiumขึ้น นอกจากเปลี่ยนรูปลักษณ์ของโลโก้แล้ว ทาง Lenovo ยังได้ประกาศว่า Lenovo จะมีพื้นหลังเป็นสีอะไรก็ได้ไม่จำกัด ทำให้แบรนด์มีความสดใส และไม่ยึดติดกับสีเดิมๆ อย่าง ดำ ส้ม ขาว เพียงอย่างเดียว

  1.       Google

googles-new-logo-5078286822539264.2-hp

จะเห็นได้ว่าโลโก้ใหม่ของ Google ถึงนำไปใช้ในทุกช่องทางไม่ว่าจะเป็นหน้า Search Engine ที่หลายคนเปิดเข้ามาเป็นที่แรกเพื่อหาข้อมูล , Application Google Search  หรือ ฟังก์ชั่นต่างๆก็มีการเปลี่ยนฟังก์ชั่น และหน้าตาให้มีความเรียบง่ายเหมือน โลโก้ที่เปลี่ยนแปลงไป

 

และทาง Google เองก็ออกมาให้เหตุผลในการเปลี่ยน Logo ครั้งใหม่ดังนี้

 

Google เปลี่ยนไปมากตลอด 17 ปีที่ผ่านมา จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเราไปสู่การเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่หมดจด วันนี้เรากำลังมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง:

แล้วทำไมเราถึงมาเปลี่ยนตอนนี้ นานมาแล้ว Google เคยเป็นจุดหมายที่คุณเข้าถึงได้จากอุปกรณ์หนึ่งนั่นคือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ  มาวันนี้ผู้คนสื่อสารมีปฏิสัมพันธ์กับ Google จากหลากหลายแพลทฟอร์ม แอพพ์และอุปกรณ์—บางครั้งก็จากทั้งหมดที่กล่าวมาในวันเดียว  คุณคาดหวัง Google ให้ช่วยคุณได้ตลอดเวลาจากทุกที่ที่คุณต้องการความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นจากโทรศัพท์มือถือ ทีวี นาฬิกา แผงหน้าปัทม์ในรถยนต์ และแน่นอนจากคอมพิวเตอร์ของคุณเอง!

วันนี้เราขอแนะนำรูปแบบภาษาภาพที่สะท้อนให้เห็นความเป็นจริงนี้และแสดงให้คุณเห็นความมหัศจรรย์ของ Google กำลังช่วยคุณอยู่แม้จะอยู่ในหน้าจอที่เล็กที่สุดก็ตาม  ที่คุณจะเห็นเราเลือกเอาโลโก้และแบรนด์ของ Google ที่เราสร้างขึ้นสำหรับหน้าค้นหาบนคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปและปรับเปลี่ยนมันไปสู่โลกแห่งการประมวลผลที่ไม่เคยหยุดนิ่งจากอุปกรณ์จำนวนมหาศาลและวิธีการใช้รูปแบบต่างๆ มากมาย (เช่นการแตะ การพิมพ์ และการพูด)

คุณอาจไม่รู้สึกว่าคุณกำลังใช้ Google อยู่ แต่คุณจะเห็นได้ว่า Google กำลังช่วยคุณอย่างไร ตัวอย่างเช่นองค์ประกอบใหม่ที่มีสีสันสดใสอย่างไมโครโฟน Google ช่วยคุณระบุได้และสื่อสารกับ Google ไม่ว่าคุณจะพูด จะแตะ หรือจะพิมพ์ ในขณะเดียวกันเราจะโบกมือลาให้กับไอคอน “g” สีฟ้าและแทนที่ด้วยสัญลักษณ์ที่เข้ากับโลโก้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเปลี่ยนหน้าตาของเราและไม่น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายด้วย แต่เราคิดว่าการเปลี่ยนแปลงวันนี้เป็นการสะท้อนที่ยิ่งใหญ่ที่แสดงให้เห็นวิถีการทำงานของ Google ผ่าน Search  แผนที่  Gmail  Chrome และอื่นๆ อีกมากมาย เราคิดว่าเราได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ Google (เรียบง่าย ไม่ซับซ้อนวุ่นวาย สีสันสดใส เป็นมิตร) และปรับโฉมมันไม่ใช่เพื่อ Google ในวันนี้แต่เพื่อ Google ในอนาคตด้วย

คุณจะเห็นรูปแบบโฉมใหม่ของทุกผลิตภัณฑ์ได้เร็วๆ นี้  หวังว่าคุณคงสนุกไปกับเรา!

โพสต์โดยทามาร์ เยโฮฌัว รองประธาน  Product Management & Bobby Nath,  ผู้อำนวยการฝ่ายประสบการณ์ผู้ใช้

 

  1.       Grab

grab logo

GrabTaxi เปลี่ยนชื่อใหม่ใช้ชื่อว่า Grab พร้อมเปลี่ยนโลโก้ใหม่

การให้บริการในไทย Grab ก็จะยังคงมี 4 บริการเรียกรถที่ผู้ใช้สามารถเรียกใช้งานในแอพพลิเคชันเดียว ทั้ง GrabTaxi, GrabCar, GrabBike และ GrabExpress

สาเหตุหลักที่เปลี่ยนชื่อจาก GrabTaxi มาเป็น Grab นั้นก็เพื่อเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์เดิมที่เน้นให้บริการรถแท็กซี่แต่เพียงอย่างเดียว เนื่องจากในปัจจุบันได้เพิ่มการให้บริการการขนส่งโดยสารหลากหลายรูปแบบกว่าแต่ก่อนนั่นเอง

 

          จะเห็นได้ว่าการใส่ความคิดสร้างสรรค์ ลงไปใน Logo ก็สามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ของแบรนด์ ในสายตาของผู้บริโภคได้อย่างดีทีเดียว  ไม่ใช่แค่เพียงภาพลัดษณ์ แต่คำจำกัดของธุรกิจ หรือการสื่อความหมายของสินค้าและบริการของตัวเองก็เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน 

 

อัพเดทความรู้ กับ “ศัพท์แสง” ที่นักการตลาดออนไลน์ ห้ามพลาด!! (ตอนที่ 2 )

 มาต่อกันที่ศัพท์พื้นฐานครั้งที่ 2 กันค่ะ ไปชมกันเลย
Native Advertising & Sponsered content 
สร้างเนื้อหาที่เฉพาะกลุ่มที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของสำนักข่าวต่างๆ เช่น เนื้อหาที่มีสรุปเกี่ยวกับ SMEs แต่มีการโฆษณาเทคโนโลยีที่เหมาะกัยกลุ่มผู้อ่านไปด้วย หรือลักษณะคล้ายกับ Advertorial ในนิตยสารนั่นเอง
Remarketing
การสื่อสารการตลาดกับกลุ่มเป้าหมายที่เคยมาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ แต่ยังไม่เกิดการซื้อ ด้วยเนื้อหาที่เฉพาะของแต่ละบุคคล เช่น เราเคยไปดูกระเป๋าที่เว็บไซต์นี้ โฆษณาของกระเป๋าบนเว็บไซต์นี้ก็จะปรากฏให้คุณเห็นในเว็บไซต์ต่างๆนั่นเอง
Display Banner Ads 
เป็นลักษณะของป้ายโฆษณาบนเว็บไซต์ที่ผู้ชมสามารถคลิกเขาไปเพื่อเข้าไปสู่เว็บไซต์เป้าหมายๆต่างๆได้ หรืออาจะเป็นการสร้างการรับรู้แบรนด์บนโลกออนไลน์
Contextual Ads 
การลงโฆษณาตามบริบทของเว็บไซต์ เช่น การลงขายลิปสติในเว็บไซต์ด้านความสวยงาม หรือกระทู้รีวิวเครื่องสำอาง โดยยึดจาก เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง คำสำคัญ หรือ Keyword ที่สัมพันธ์กันกับสินค้าหรือบริการ
 A3
ศัพท์แสงควรรู้ 
Convertion Rate Optimization
ใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ รวมถึงข้อมูลคำแนะนำของผู้บริโภคในการพัฒนาเว็บไซต์ เพื่อเปลี่ยนช่องทางโฆษณาบนเว็บไซต์เป็นช่องทางการสร้างรายได้ให้กับแบรนด์ของคุณ

อัพเดทความรู้ กับ “ศัพท์แสง” ที่นักการตลาดออนไลน์ ห้ามพลาด!! (ตอนที่ 1 )

     หลังจากอัพเดทเทรนด์กันไปในบทความที่แล้ว วันนี้เราจะมา Back to Basic อัพเดทความรู้เรื่องพื้นฐานการตลาดออนไลน์ในแง่มุมต่างๆ ทั้งคำจำกัดความและคำศัพท์เฉพาะของเครื่องมือการตลาดออนไลน์ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักการตลาดออนไลน์ หรือออฟไลน์ก็ควรรู้ข้อมูลเหล่านี้ไว้ ไม่งั้น คุณจะคุยกับเขา…ไม่รู้เรื่อง
     กว่าสิบปีที่ผ่านมาจำนวนของประชากรอินเทอร์เน็ตโลกได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด กว่า 3 พันล้านคน เริ่มเข้าถึงช่องทางออนไลน์ และส่งอีเมลกันกว่า 500 ล้านฉบับ และยังดู VDO ใน Youtube กว่า 3 พันล้านครั้งในทุกๆวัน
     ในเมื่อโลกอินเทอร์เน็ตเติบโต และเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การตลาดออนไลน์ก็เช่นกัน ปัจจุบันมีหลายหลายแผนก หน้าที่ และวิธีการเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ และ Infographic นี้ถือเป็นคู่มือชั้นดีที่จะช่วยให้คุณเข้าใจการตลาดออนไลน์ในภาพรวมมากยิ่งขึ้น
 
ภาพรวมและการทำ Content Marketing
Digital Marketing 
การสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภคได้อย่างแนบเนียนผ่านช่องทางการตลาดดิจิทัลที่หลากหลาย เช่น มือถือ เกมส์ แอพลิเคชัน วิทยุออนไลน์ ข้อความSMS และช่องทางอื่นๆ
Inbound marketing 
ดึงดูด ให้ความรู้ และสร้างความบันเทิงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายผ่านเนื้อหาที่ดึงดูด เทคนิคการทำ SEO และเครื่องมือทางการตลาดที่ตอบสนองผุ้บริโภคได้ (Interactive tools) เพื่อเอาชนะคู่แข่งและสร้างความภักดีจากลูกค้า
Content Curation 
เจาะลึกเข้าไปในท่ามกลางข่าว เนื้อหาที่น่าสนใจ และเลือกเนื้อหาที่มีคุณภาพที่จะแชร์ไปยังสื่อของคุณ สร้างหน้าฟีดข่าวแบบครบวงจรให้กับกลุ่มเป้าหมายของคุณ
Content Marketing 
สร้างเนื้อหาที่มีประโยชน์ น่าสนใจ และสร้างความบันเทิง ในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น โพสท์ Facebook บทความในบลอก VDO หรือ Infographic เพื่อสร้างแรงดึงดูด และเพิ่มการจดจำของแบรนด์ รวมไปจนถึงการชนะใจลูกค้าอีกด้วย
ศัพท์แสงควรรู้ 
ประเภทของสื่อ ในการตลาดออนไลน์เราสามารถแยกประเภทของสื่อตามลักษณะการเป็นเจ้าของได้ดังนี้
Paid Media 
สื่อโฆษณาที่เราต้องจ่ายเงินซื้อ เช่น บทความโฆษณา (Advertorial) การโปรโมทโพสท์ Facebook รวมถึงการลงโฆษณาใน Search Engine ด้วย
Owned Media 
สื่อที่เป็นของแบรนด์ หรือของบริษัทเรา เช่น การโพสท์ Facebook แบบไม่โฆษณา หน้าเว็บไซต์ บลอก หรือ Social Media อื่นๆ
Earned Media 
สื่อที่เราได้เพิ่มเติมจากการแชร์ของกลุ่มลูกค้าบนช่องทางต่างๆ เช่นลูกค้าแชร์เนื้อหาที่เราโพสท์บน Facebook ส่วนตัวของเขา หรือการแชร์ Vdo โฆษณาจากยูทูปของแบรนด์เรา ลงไปใน Facebook เป็นต้น
ครั้งหน้ามาพบกับคำศัพท์และการทำการตลาดออนไลน์บนเว็บไซต์กันต่อในซีรีส์ Online Marketing 101 นะคะ อย่าลืมกดแชร์และให้กำลังใจทีมงานด้วยค่ะ
ที่มาบทความ :https://www.wrike.com

9 เทรนด์การตลาดออนไลน์ที่น่าจับตามองในปี 2016

สำหรับปี 2016 ที่มาแล้ว หลายๆคนอาจนึกถึงงานเฉลิมฉลอง , เป้าหมายปีใหม่  หรือ การไปช้อปปิ้งสินค้าลดราคาต่างๆ เหมือนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในช่วงเทศกาลปีใหม่ และเช่นเดียวกันกับนักการตลาดหลายๆคนที่พยายามทำนายกระแส หรือเทรนด์การตลาดที่จะเกิดขึ้นในโลกของดิจิทัล
ดังนั้นเก็บต้นคริสมาสต์และไฟประดับประดาปีใหม่ลง และโยนเศษค้กกี้ที่กินเหลือๆทิ้งไปและลองดูเทรนด์การตลาดออนไลน์ต่อไปนี้ที่กำลังมาแรงแบบฉุดไม่อยู่ในปี 2016. ทางที่ดีที่สุดในการเอาชนะคู่แข่งคือเป็นผู้นำ และตามให้ทัน กับการตลาดดิจิทัล ลองดูเทรนด์ต่อไปนี้เพื่อไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจของคุณกันเลย
#1: การโฆษณาผ่านช่องทาง Social Media 
การโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในปีนี้ และการคาดการณ์ในปี 2017 เม็ดเงินในการลงสื่อโฆษราช่องทางออนไลน์จะแซงหน้าสื่อหลักอย่างโทรทัศน์
อ้างอิงจาก Interpublic Group’s Magna Global, ในปี 2015 ค่าโฆษณาในโลกดิจิทัลเติบโตขึ้นกว่า  17.2% (ประมาณ 160 พันล้านดอลลาร์) และจะเติบโตขึ้น 13.5% ในปี 2016, และคาดว่าจะแซงหน้าสื่อหลักรุ่นเก๋าอย่างช่องทางโทรทัศน์ ในปี 2017
ด้วยเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ก้อนยักใหญ่นี้ได้ถูกจัดสรรไปยังสือสังคม (Social Media) นักการตลาดทั้งหลายไม่อาจมองข้ามเทรนด์นี้ได้เลยในปี 2016  จากข้อมูลของ eMarketer predicts ค่าโฆษณาผ่านช่องทาง social network จะทะลุ 3.598 หมื่นล้านดอลลาร์ (คิดเป็นเงินไทยกว่า 1.2 ล้านล้านบาท! )  ในปี 2017 คิดเป็น 16% ของเงินโฆษณาในวงการดิจิทัลทั้งหมด
แล้วนักการตลาดควรทำอะไร อย่างไร เพื่อให้แซงหน้าคู่แข่ง
  • เริ่มต้นจากการตัดสินใจว่า Social Media ตัวไหน ที่คุ้มค่าต่อการลงทุน ถ้าคุณขายสินค้าประเภท กระเป๋า Handmade สวยๆ ช่องทาง Instagram และ Pinterest น่าจะเป็นช่องทางที่เหมาะสม หรือถ้าคุณทำธุรกิจที่มีฐานลูกค้าเป็นกลุ่มธุรกิจ หรือ B to B การเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมใน Facebook อาจเป็นช่องทางที่เหมาะสมในในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของคุณ
  • ทดสอบการโพสท์ของคุณทั้งแบบการโพสท์ปกติแบบไม่ลงเงินโฆษณา (organic) และการลงโฆษณา หรือ promote ไม่ใช่แต่การกระจายเม็ดเงินโฆษณาแบบสุ่มๆ มั่วๆ แต่ควรเลือกเนื้อหาเด็ด หรือเนื้อหาน่าสนใจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้คนเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น
  • อย่าปล่อยให้เม็ดเงินโฆษณาสูญเปล่าด้วยการใส่ใจกับ Call-to-Action หรือการทำโฆษณากระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมาย “ทำ” กิจกรรมที่คุณต้องการ เช่น การโฆษณาใน Facebook ที่กระตุ้นให้คนเข้าสู่เว็บไซต์ พร้อมปุ่ม call-to-action  โฆษณาลักษณะนี้ย่อมคุ้มค่ากว่าการโปรโมทธุรกิจเพื่อสร้างการรับรู้เพียงอย่างเดียว

A1

digital-marketing-trends-social
ตัวอย่างการทำโฆษณาแบบ Call-to-Action
#2: ข้อความ Facebook (Facebook Messenger สำหรับธุรกิจ)
ในเดือนมีนาคมของปี 2015 ที่ผ่านมา  Facebook ได้เปิดตัว Messenger สำหรับธุรกิจ เพื่อขยายช่องทางในการใช้โปรแกรมแชทยอดฮิตที่ปกติเราจะใช้กันเพื่อคุยกับ เพื่อนๆ คนรัก และสมาชิกในครอบครับ และสามารถใช้ได้กับธุรกิจรูปแบบ B2C and และ B2B
จากฐานผู้ใช้ Facebook messenger’s ที่เพิ่มขึ้นกว่า 700 ล้านคนในทุกๆเดือน และการเติบโตกว่า  40% จากปี2014 ไปยัง 2015 (อ้างอิงจาก Luxury Daily) ค่อนข้างส่งสัญญาณชัดเจนว่า Messenger สำหรับธุรกิจจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญกับวงการธุรกิจ
นอกจากการเป็นช่องทางในการโต้ตอบกับลูกค้าแบบตัวต่อตัวแล้ว นักการตลาดยังใช้ช่องทางของ Facebook Messenger เหมือนกับการทำการตลาดผ่านอีเมล ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการแจ้ง Promotions ใหม่กับลูกคเป้าหมาย เพียงแค่คุณส่งข้อความไปเพื่อกระตุ้นให้เขากลับมาซื้อของ หรือแม้แต่การแจ้งสถานะการจัดส่งสินค้าแบบรายคนก็สามารถทำได้
เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา Facebookระกาศให้ธุรกิจสามารถติดตั้งกล่องข้อความของ Facebook messenger ในเว็บไซต์ของพวกเขาได้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจในวิธีการเดียวกับช่องแชทผ่านเว็บไซต์
A2
digital-marketing-trends-facebook
     ส่วนในประเทศไทย LINE Messenger ย่อมเป็นที่คุ้นเคยกับพฤติกรรมคนไทย และมีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หัวใส ใช้เป็นช่องทางในการติดต่อเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการส่ง Promotion ไปยังกลุ่มลูกค้า หรือการแชทกับลูกค้ารายบุคคลเพื่อปิดการขาย
     สิ่งสำคัญคือการเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย และพยายามเข้าถึงกลุ่มที่ลูกค้าเป้าหมายเราอยู่ เพื่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
#3: การตลาดออนไลน์แบบดั้งเดิม หรือ Banner โฆษณา
Ad blockers คือฝันร้ายของนักการตลาดออนไลน์สมัยนี้ แม้ว่า ad block ทำให้ผู้ใช้มองไม่เห็นโฆษณาต่างในเว็บไซต์ อาจจะไม่ใช่สิ่งใหม่ มันกลับกลายเป็นที่โด่งดังเมื่อ Appleระกาศ ว่าระบบปฏิบัติการใหม่ iOS9  ทั้งใน iPhone และ iPad จะไม่สนับสนุนการใช้ Ads Blockers
A310 Digital Marketing Trends to Watch Out for in 2016 | SEJ
ทำไมถึงกลายเป็นประเด็นใหญ่ขนาดนี้? คำตอบคือ เพราะการทำโฆษณาออนไลน์ถือเป็นเชื้อเพลิงหลักของเว็บไซต์ เมื่อโฆษณาโดนปิด ก็เหมือนประตูเข้าเว็บไซต์ถูกปิดลงนั่นเอง
“ ในยอดผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือ GNPของสหรัฐอเมริกา เป็นตัวเลขเม็ดเงินโฆษณากว่า 350 พันล้านดอลลาร์  และ กลุ่มลูกค้าในวงการโฆษณายอมจ่ายเงินกว่า 9 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี” อ้างอิงจาก AdvertisingAge. “บางเว็บไซต์ที่มีฐานกลุ่มผู้เข้าชมกว่าล้านคน สูญเสียรายได้ว่า 40% เพราะ ad blocking.”
ไม่ว่า ad blockers จะส่งผลกระทบต่อคุณหรือไม่ในปี 2016, ตัวเลขด้านบนก็แสดงให้ถึงการวัดผลมูลค่าของสื่อที่อาจส่งผลกระทบ และกลับมาพิจารณาว่า เป้าหมายของหารโฆษณาไม่ไม่ได้ถูกบิดเบือนไป และนี่คือการวางแผนและปรับใช้ของสื่อโฆษณาในยุคเดิม หรือ Bannner โฆษณานั่นเอง
หากรูปแบบ ข้อความ หรือ ความรู้สึกหลังจากการเห็น Banner เป็นเนื้อหาที่ไม่ใช่การขายของ เทคโนโลยีของ ad blocking ก็จะไม่เอา Banner เหล่านั้นออกจากเว็บไซต์ การลงโฆษณาด้วย Banner ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง แต่พักหลังเริ่มมีการตื่นตัวกับการบล๊อกโฆษณา หรือ ad blocking มากขึ้น ดังนั้นลองพิจารณาเทรนด์นี้ และปรับใช้กับกลยุทธ์ทางการตลาดของคุณ
#4: Personalized PPC
กว่า 1 ใน 3 ของนักการตลาดเห็นถึงความสำคัญของการทำการตลาดเฉพาะบุคคล (personalization) คือความสามารถของการตลาดที่สำคัญในอนาคตข้างหน้า จากการศึกษาของ Adobe study เรากำลังอาศัยอยู่ในโลกของที่อินเทอร์เน็ตรู้จักตัวคุณมากกว่าเพื่อนร่วมงานที่นั่งอยู่ข้าคุณเสียอีก
เมื่อในหลายปีที่ผ่านมา การทำโฆษณาใน Search Engine คือการเลือกคำค้นหา หรือคำสำคัญที่ถูกต้องเพื่อเช้าถึงกลุ่มเป้าหมายของสินค้าหรือบริการของคุณ แต่กลยุทธ์นี้ก็มีข้อบกพร่องอยู่มาก จากการสร้างจำนวนคลิก และการเยี่ยมชมเว็บไซต์จากผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อการคลิก (PPC) ค่อนจ้างแพง ถ้าคุณวางแผนกับกลุ่มคำที่ไม่เหมาะสม ถึงแม้คุณจะวางแผนเรื่องคำสำคัญได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย แต่ปริมาณของคนที่ค้นหาคำนั้นอาจมีจำนวนน้อยมาก ซึ่งอาจไม่เพียงพอในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายในธุรกิจของคุณ
ถ้า Google รู้ข้อมูลของผู้ค้นหามากขึ้น ทำไมถึงเป็นการยากที่ผู้ลงโฆษณาจะหากลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมได้ล่ะ? ข้อแรก Google ปกป้องข้อมูลของผู้ใช้แต่ในขณะเดียวกันก็รู้ถึงความต้องการของผู้ลงโฆษณา ดังนั้นจึงเกิดบริการ Customer Match ในเดือนกันยายน  2015 บริการ Customer Match สามารถให้คุณอัพโหลดรายชื่อของลูกค้าที่คุณมีอยู่ และ สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายผ่านการค้นหา ฟีเจอร์นี้ก็มีในFacebook และ Twitter ด้วยเหตุนี้เองทำให้การโฆษณาผ่าน Search และ Social Media มีลักษณะคล้ายกับการทำโฆษณาผ่านอีเมล โดยการส่งโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายด้วยความเข้าใจในระดับการซื้อของลูกค้าเป็นอย่างดี
ยกตัวอย่างเช่น การนำรายชื่แฐานลูกค้ามาจากการสัมมนาล่าสุกบนซอฟท์แวร์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ คุณสามารถทำโฆษณากับพวงเขาในช่องทาง Google , Facebook และ Twitter ในระดับการตัดสินใจซื้อที่แน่นอน ในปu 2016 ค่า โฆษณษาต่อคลิก (PPC) จะเริ่มเข้าสู่ระดับบุคคลมากขึ้น ซึ่งนักการตลาดต้องวิเคราะห์ และนำเครื่องมือไปใช้ เพื่อเชื่อมโยงกลุามลูกค้าเป้าหมายในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยใช้ข้อความที่เหมาะกับลูกค้าในแต่ละช่วงความต้องการ
#5: การทำการตลาดแบบอัตโนมัติ(Marketing Automation)
     การทำการตลาดแบบอัตโนมัติไม่ใช่เรื่องใหม่ ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 5.5 พันล้านของการใช้จ่ายเพื่อระบบการตลาดอัตโนมัติ นักการตลาดพยายามทำความเข้าใจถึงความสำคัญในการปรับใช้ การตลาดแบบอัตโนมัตินี้ประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจ
     ที่บริษัท WordStream, เราต้องเพิ่มจำนวนคนในทีมเป็น 2 เท่า ถ้าเราไม่มีระบบอัตโนมัติ
     การลงตารางการส่งอีเมล แยกประเภทรายชื่อของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การวางแผนโพสท์ Social Media ล่วงหน้า การจัดการเนื้อหาบนเว็บไซต์  ด้วยระบบอัตโนมัตินี้เองทำให้เราสามารถเข้าถึง และทำเป้าหมายให้ประสบความสำเร็จ
     แล้วทำไมการทำการตลาดแบบนี้ถึงกลายมาเป็นเทรนด์ของปี 2016 หลายๆบริษัทนำระบบอัตโนมัติไปใช้แล้วพบว่าผลไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้
     ปี 2016 จะกลายเป็นปีที่นักการตลาดต้องศึกษาให้ลึกลงไป และ ระบุช่องว่างของยอดขายกับกลไกทางการตลาด  และวางกลยุทธ์ด้วยระบบอัตโนมัติ เพื่อทำให้งานง่ายขึ้น และมีสามารถบรรลุเป้าหมายได้มากขึ้น
#6: การทำการตลาดผ่านVideo
เมื่อหลายคืนที่ผ่านมา ฉันใช้เวลามากกว่า 2 ชั่วโมง ในการดู คลิป VDO ความยาว 30 วินาทีเกี่ยวกับสูตรการทำอาหารฉบับรวบรัดบน Instragram และตอนนี้ไม่ว่าชั้นจะเลื่อนหน้าจอใน  social media feed ไหนๆ ฉันก็ถูก VDO 1 , 2 ,3 หรือมากกว่านั้นกระโดดเข้าใส่หน้า ทั้งแบบมีเสียง และไม่มีเสียง และเริ่มเข้าใจว่าธุรกิจทุกขนาดใช้ VDO ไม่ว่าจะเป็นร้านขายของชำเล็กๆใน South Dakota ไปยังบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ การตลาดผ่าน VDO นั้นมาแรงมากก มากกก และมากกกจริงๆ!!
10 Digital Marketing Trends to Watch Out for in 2016 | SEJ
จำนวนงบประมาณส่วนใหญ่ของการทำโฆษณาถูกจัดสรรไปที่ video  ที่บริษัท Yahoo ก็ได้ปรับใช้กับการโฆษณาผ่าน Video ทุกรูปแบบ เช่น การโฆษณาแบบเต็มหน้าจอที่เล่นแบบอัตโนมัติ  ( full-screen sized auto-play video ad) ที่ดึงดูดผู้ชมในหน้า search engines ได้
Videos ช่วยดึงดูดกลุ่มลูกค้าผ่านการมองเห็น สี เสียง และดนตรี หน้าที่สำคัญของ videos คือช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจที่ไร้ตัวตนได้เข้าถึงผู้บริโภคผ่านการสื่อสารที่เป็นมนุษย์มายิ่งขึ้น และยังสร้างความจงรักภักดี และความเชื่อใจได้อีกด้วย อะไรที่จะน่าจดใจไปกว่าเนื้อหาของ Video ที่น่าทึ่ง และไม่อาจจะลืมได้ จากการศึกษาของ Web Video Marketing Council, 96% ของนักการตลาด B2B ใช้  Video เป็นเครื่องมือในการทำการตลาก 
“นักการตลาดได้เรียนรู้ว่า Video นั้นมีความสามารถมากกว่าการดึงดูดความสนใจ,”จาก  Tyler Lessard, CMO ของ Vidyard. “มันสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในทุกช่วงของการตัดสินใจและได้ผลดีกว่าคำโฆษณาที่ชวนซื้อเสียอีก”
ในปี2016 นักการตลาดควรจับตาดูในกระแสของ video marketing และการวิเคราะห์ หากนักการตลาดที่ยังไม่ได้ทำการตลาดและวัดผลด้วย video มันถึงเวลาแล้วนะ!!
#7:ยุคของ Mobile (อีกแล้ว)
เป็นปีของ mobile หรือมือถือจริงๆ! แต่เดี๋ยวก่อน ไม่ใช่แค่ปีนี้ที่เป็นปีของ mobile แต่ปี 2014, 2013, and 2012 ก็เช่นเดียวกัน  แต่สิ่งที่เป็นสัญญาณชัดเจนคือการประกาศของ Google การใช้อินเทอร์เน็ตด้วยมือถือได้แซงหน้าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือ PC ไปแล้ว ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “Mobilegeddon” โครงสร้าง  algorithm เปลี่ยนไปทำให้การทำการตลาดแบบ SEOs ต้องปรับตัวต้อนรับเทรนด์นี้ โดยการปรับแต่งเว็บไซต์ให้มีขนาดเหมาะสมกับขนาดหน้าจอมือถือด้วย
มือถือของพวกเรากลายเป็นเหมือนอวัยวะสำคัญของเราไปแล้ว ครั้งหนึ่งเราลืมมือถือไว้บนเครื่องบินแค่ 10 นาทีเท่านั้น แต่ความรู้สึกเหมือนกับการสูญเสียเพื่อนสนิทไปทีเดียว สิ่งสำคัญที่นักการตลาดต้องปรับตัวคือ การให้ความสำคัญกับมือถือที่เปรียบเสมือนด่านหน้า และแค่รักษาระดับของการทำการตลาดบน PC หรือ คอมพิวเตอร์ไว้ และปรับเปลี่ยนแผนการตลาดให้เหมาะสมกับหน้าจอมือถือมากขึ้น
#8: อุปกรณ์ IT แบบสวมใส่ (Wearable Devices)
เมื่อเทคโนโลยีสามารถพันรอบข้อมือของคุณได้ หรือแม้แต่อยู่ในรองเท้าของคุณ มันเป็นสิ่งจำเป็นจริงๆไหมกับเทคโนโลยแบบนี้ แน่นอนมันจำเป็น ตั้งแต่อุปกรณ์ IT ต่างๆได้เข้ามามีบทบาทกับชีวิตของเรา มีการคาดการณ์ว่าอุปกรณ์ IT แบบสวมใส่ได้ก็สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้ากว่า 28% ในปี 2016 ,ข้อมูลาก HubSpot.
แล้วมันมีความหมายอย่างไรในมุมของนักการตลาดล่ะ ข้อมูลที่มากขึ้นมาจากการกระทำของกลุ่มเป้าหมายของคุณ เช่น จำนวนก้าวที่เดิน หรือชั่วโมงการนอนหลับ ส่งสัญญาณถึงเทรนด์ “internet of things” ที่จะมีอิทธิพลต่อนักการตลาดในปีหน้าอย่างแน่นอน
#9: ปุ่ม “ซื้อ” (Buy  Button)
นักการตลาดของธุรกิจ E-commerce และธุรกิจค้าปลีกต่างๆ จงฟัง!!!  ปุ่ม”ซื้อ” เริ่มปรากฏในแพลท์ฟอร์มออนไลน์ต่างใน บนร social media เช่น Pinterest และ Twitter เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา  Google ได้ยืนยันที่จะทดลองปุ่มซื้อของตัวเองเช่นกัน การเพิ่มขีดความสามารถในการซื้อจาก Social Media ต่างๆ และ Searc Engine จะเกิดขึ้นปี 2016 และนักการตลาดของ e-commerce marketers ต้องทำความเข้าใจอย่างมาก บางคนอ่าจไม่ชอบไอเดียนี้เพราะทำให้สูญเสียภาพลักษณ์ของแบรนด์ และกลัวว่า Google และ social media กำลังพยายามทำตัวเป็นผู้ขายสินค้าด้วยตัวเอง ปุ่มซื้อนี้ขึ้นอยู่กับเราว่าจะใช้ในการสื่อความหมายอ่นๆ เพื่อเพิ่มการเปลี่ยนผู้ชมเป็นผู้ซื้อ (Conversions) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากช่องทางมือถือ
“เมื่อการซื้อขายผ่านช่องทางมือถือเติบโตมากกว่าคอมพิวเตอร์ 3 เท่า ภายใน 3 เดือนแรก  สัดส่วนของคนที่ซื้อสินค้าหลังจากที่คลิกโฆษณาในมือถือมีต่ำกว่าคอมพิวเตอร์หรือเดสก์ทอป อ้างอิงจาก Re/code’s Joshua Del Ray “แต่ถ้าคุณใช้วิธีการเพิ่มปุ่มซื้อไปในโฆษณาบน Twitter, Facebook, Pinterest หรือ Google อัตราของ conversion rate ก็จะพัฒนาดีขึ้น และเมื่อ conversion rate ดีขึ้น, ผู้ซื้อโฆษณาก็จะจ่ายค่าโฆษณามากขึ้น ”
ไม่ว่าคุณจะชอบปุ่ม Buy นี้หรือไม่ แต่ปุ่มเล็กๆปุ่มนี้จะได้รับความนิยมอย่างแน่นอนในปี 2016 นักการตลาดควรประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะกลุ่ม E-commerce
เทรนด์ 9 เทรนด์ต้อนรับ ปี 2016 เหมือนเป็นน้ำจิ้มในแต่ละเทรนด์เท่านั้น แต่สิ่งสำคัญที่ “มาแน่” คือ โลกดิจิทัลนั้นได้สร้างการเรียนรู้ ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น และ สร้างความประหลาดใจให้กับนักการตลาดอย่างแน่นอน 

ทำ AdWords ด้วยตนเองกับจ้าง Agency ต่างกันอย่างไร?

สวัสดีชาว Marketingbyte ทุกท่านครับ วันนี้ผมเอาบทความดีๆ เกี่ยวกับ การทำ โฆษณาในช่องทางยอดฮิตที่เรียกว่า “Google Adsword” ซึ่งมีความโดดเด่นตรงที่ เป็นการโฆษณาผ่าน Keywords ที่ลูกค้าค้นหาผ่าน Search Engine ต่างๆ ทำให้เราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่สนใจในสินค้า หรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสินค้าจริงๆ

 

google-adwords-local-map-featured

ในปัจจุบันมี Agency มากมายที่รับทำโฆษณาผ่าน Google แล้ววิธีไหนที่จะมีประสิทธิภาพดีกว่า ระหว่างการจ้าง Agency ทำโฆษณาให้ดี หรือว่าจะทำ AdWordsด้วยตนเอง?

วันนี้จะมาดูกันว่าความแตกต่างระหว่างการทำ AdWords ด้วยตนเองกับจ้าง Agency ต่างกันอย่างไร? โดยคำแนะนำเหล่านี้เราได้สัมภาษณ์ กูรูด้านการทำ Search Engine Marketing จากบริษัท Redrank.co.th คุณปภาดา อมรนุรัตน์กุล ได้ให้ความรู้ทางทีมงานเกี่ยวกัยการทำการตลาดผ่านช่องทาง Search Engine โดยผ่าน Agency ว่ามาความแตกต่างกันอย่างไร

1. การดูแลจัดการ
เนื่องจากระบบของ Google AdWordsนั้น เป็นในลักษณะของ Pay per click (ppc) :การจ่ายเงินค่าโฆษณาตามจำนวนคนที่คลิกลิ้งก์ โดยเป็นระบบประมูลแข่งกันด้วย keywords ที่ต้องการกับคู่แข่งรายอื่นๆ ที่ซื้อคำเดียวกัน ดังนั้นให้ถามตัวเองก่อนเลยว่า คุณมีเวลามากพอในการที่เข้าไปดูและแข่งค่า bid กับคู่แข่งรายอื่นๆ ตลอดเวลาหรือเปล่า

2. แนะนำให้คำปรึกษา
การสร้าง account AdWords ทำได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่ยากที่สุด คือการหา keywords ที่เหมาะสมกับธุรกิจ เพื่อให้แปลงมาเป็นยอดขายให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่ใส่ keywords อะไรลงไปก็ได้ คุณสามารถหา keywords ที่ตรงใจคนค้นหาได้แล้วหรือยัง?

3. งบประมาณและการบริหารการเงิน
แน่นอนว่า เราทำโฆษณา ก็ต้องหวังจะมีรายได้เพิ่ม คุณสามารถจัดการกับ budget ที่มีของคุณใหืเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อกดให้ค่าคลิกที่เกิดขึ้น ต่ำที่สุดได้หรือยัง?

 

4. ประเมินและวัดผล
Google มีระบบวัดผลที่ทรงประสิทธิภาพ สามารถวัดผล roi ได้เลยทีเดียว แถมบอกได้ด้วยว่า การตลาดต่อไปที่เราควรเลือกทำแบบไหนจึงจะเหมาะสม!! คุณอ่านค่าเหล่านั้นและวิเคราะห์เป็นหรือไม่?!?

5. ประสบการณ์และความน่าเชื่อถือ
คุณเคยทำ AdWords มามากน้อยขนาดไหนแล้ว? ซึ่งประสบการณ์คือสิ่งที่สอนกันไม่ได้ .. การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหลายๆ อย่างต้องอาศัยผุ้เชี่ยวชาญ คุณพร้อมที่จะร้บมือกับปัญหาเหล่านี้หรือยัง? เช่น ads ไม่ผ่านการ approve?!

6. การปรับตำแหน่ง
คุณรู้ใช่ไม่ว่า ตำแหน่งการขึ้นของ ads นั่นมีผลมากกับการคลิกของลูกค้า แล้วคุณรู้ไหมว่า การปรับตำแหน่งให้อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด จะสามารถทำได้ ย่างไร?

7. ความรู้เชิงเทคนิค
AdWords มี tools มากมาย และถูกซุกซ่อนอยู่ในระบบ เพื่อเพิ่มยอดคลิก เพิ่มยอดขาย คุณสามารถเปิด module หรือฟังก์ชั่นเหล่านั้นได้ ว่าแต่คุณได้ลองเปิดใช้งานแล้วหรือยัง?

unnamed (1)2 (2)

 

กรณีตัวอย่าง เรามีงบประมาณ1000 บาท หากทำ โฆษณาเองเราอาจจะได้ราคา cost per click (CPC) ได้ คลิกละ 3 บาท แต่ถ้าเราใช้ agency แน่นอนด้วยประสบการณ์ และ know how มีการปรับปรุงประสิทธิภาพ (optimize) keyword ที่โดนใจ ส่งผลให้ CPC ต่ำลง เหลือแค่ 1 บาท หรือมากกว่านั้น นั่นแปลว่าในจำนวนเงินที่เท่ากัน ทำกับAgency คุณจะได้ถึง 1000 คลิก แต่ถ้าทำเอง คุณจะได้คลิกแค่ 333 คลิก ต่างกันถึง 3 เท่าทีเดียวนะครับ

 ถ้าอ่านครบ 7 ข้อนี้ คำตอบของคุณคือ “ไม่” จงจ้าง agency เถอะครับ หนึ่งใน Agency ด้าน search engine ที่น่าสนใจคือบริษัท redrank ที่นอกจาก google และ ยังมีบริการไปยัง platformอื่น เช่น baidu search ที่ได้รับความนิยมจากจีนอีกด้วย ใครสนใจเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ redrank.co.th นะครับ

ลองใช้ search engine agency เพิ่มประสิทธิภาพงบประมาณการตลาดของคุณดูนะครับ เพราะสิ่งที่คุณจะได้รับมันมากกว่าสิ่งคุณคิดหรือเสียเวลาทำเองอย่างแน่นอนครับ :)) !!

 

 

 

 

Pay.sn ตัวช่วยใหม่ของแม่ค้าออนไลน์ เก็บเงินง่ายๆ ด้วยปลายนิ้ว !!!

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันเป็นยุคทองของพ่อค้า แม่ค้าออนไลน์ เพราะความสะดวกของ Social Media และsmart phone ที่ขายดิบขายดี ที่ทำให้ลูกค้าและบรรดาพ่อค้าแม่ค้ามากใกล้กันมากขึ้น นอกจากเราจะใกล้ลูกค้ามากขึ้น สิ่งสำคัญคือการจ่ายเงิน หรือชำระค่าสินค้าต่างๆ ก็สะดวกมากขึ้น

อ่านเพิ่มเติม