การตลาดของ Harry Potter

บังเอิญมาเจอ Slide ที่พูดถึงการตลาดของหนังดังอย่าง Harry Potter เลยอยากนำมาแชร์ กันว่าเค้ามีแนวทางอย่างไร เพื่อใครทำการตลาดให้กับหนังสือ หรือมีเดีย อาจจะนำไปประยุกต์ใช้ได้ มีหลายวิธีการและมุมมองทีน่าสนใจ  ส่วนตัวชอบวิธีนึง (ฟังมาจากสัมมนา Spark Conference ของ Thumbsup มา) คือการที่เค้าทำการโปรโมตจากการบอกคน (Blogger) ไปแค่ 7 คน แต่หลังจากนั้น สามารถเข้าถึงคนมากกว่า 350 ล้านคน น่าสนใจมากๆ เลยวิธีนี้ครับ

Viral marketing พลังแห่งการบอกต่อ

และแล้วปรากฏการณ์ของคุณป้าชาวอังกฤษ วัย 47 Susan Boyle ก็ช่วยตอกย้ำถึงอำนาจของการบอกต่อผ่านออนไลน์ว่ามันยิ่งใหญ่อย่างที่ใครๆ หลายคนคาดไม่ถึง? ป้า Susan กลายเป็นคนดังระดับโลกในชั่วสัปดาห์เดียว เพราะวิดีโอการประกวดร้องเพลงที่เธอเข้าร่วม ในรายการ Britain?s Got Talent ฤดูกาลที่ 3 ในเพลง I dreamed a dream ถูกนำขึ้นให้ได้ฟังกัน ผ่าน www.youtube.com ทำเอาผู้ที่ได้ฟังได้ชมต่างพากันอึ้งทึ่งเสียว เหมือนกับคณะกรรมการตัดสินในห้องส่งที่เคยปรามาสเธอว่า ช่างไม่ส่องกระจกดูตนเองเลย แต่พอได้ยินพลังเสียงเท่านั้นถึงกับตกตะลึงพึงเพริดไปตามๆ กัน จนกระทั่งเธอผ่านการประกวดรอบแรกไปแบบฉลุย

เมื่อผู้ชมเหล่านั้นได้ดูวิดีโอของคุณป้า ต่างพากันชื่นชอบและแนะนำให้เพื่อนๆ ฟังต่อๆ กันไป จนกระทั่งเพียง แค่ 2 สัปดาห์หลังจากนำขึ้นออนไลน์มียอดผู้ชมมากกว่า 100 ล้านครั้ง ถือเป็นสถิติใหม่ของโลก และถือเป็นตัวอย่างที่แสดงถึงพลังที่ซ่อนเร้นของโลกออนไลน์ที่ไม่สามารถมองข้ามได้

แต่กรณีของ Susan Boyle ไม่ใช่กรณีแรก ก่อนหน้านั้น Wei Wei และ Huang Yixin 2 นักศึกษาชาวจีนจาก สถาบันศิลปะแห่งกวางโจว ได้เคยทำปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อน โดยพวกเขาเรียก กลุ่มของตนเองว่า Back Dorm Boys ได้ทำการร้องลิปซิงค์อัดเป็นวิดีโอโดยความตั้งใจในตอนแรกต้องการเพียงความสนุก สนาน วิดีโอแรกของพวกเขาถูกนำเสนอผ่านเครือข่ายภายในสถาบันของพวกเขาในเดือนมีนาคม 2005 ในเพลง ?As Long As You Love Me? ของ Backstreet Boys นักศึกษาคนอื่นๆ พากันชอบใจมากจึงช่วยๆ กันเผยแพร่วิดีโอออกไป รวมทั้งการนำขึ้น www.youtube.com ปรากฏว่า ผู้ชมชื่นชอบขนาดที่ว่ามีคนดูคลิปวิดีโอของพวกเขามากกว่าเพลงต้นฉบับของ Backstreet Boys ถึง 5 เท่า และมีผู้ชมมากกว่า 60 ล้านคนจากประเทศจีนและทั่วเอเชีย จากนั้นพวกเขาทั้งสองรวมถึงเพื่อนอีกคน Xiao Jing ที่เอาแต่นั่งหันหลังให้ผู้ชมเพราะตั้งหน้าตั้งตาเล่นเกม ?Counter-Strike? โด่งดังไปทั่วโลก จนกระทั่งทาง Motolora ได้เชิญทั้งสองมาเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาและเป็นเจ้าภาพของการจัดประกวดลิปซิงค์ทั่วประเทศและยังเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับเว็บไซต์อันดับหนึ่งของประเทศจีนอย่าง www.sina.com อีกด้วย ปัจจุบันทั้งคู่ยังทำวิดีโอ ลิปซิงค์กับทาง Taihe Rye รวมไปถึงเริ่มเรียนรู้ที่จะร้องเพลงและเต้นอีกด้วย

สำหรับกรณีศึกษาของไทยเราก็มีครับ กลุ่ม Phoenix-29 ของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีบริการ ?รับจ้างส่งความรัก? ผ่านทาง phoenix-29.hi5. com ในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร นอกจาก การส่งดอกไม้แล้ว ยังอ่านจดหมายพร้อมร้องเพลงและเต้นตามที่ผู้ส่งดอกไม้ต้องการให้ทำ ปรากฏว่ามีการอัดวิดีโอและนำขึ้นให้ชมทาง www.youtube.com และก็ไม่ต่างจาก Susan Boyle และ Back Dorm Boy กลุ่ม Phoenix-29 ก็โด่งดังไปทั่วฟ้าเมืองไทย โดยมีคนเข้าไปที่ www.youtube.com เพื่อเข้าชมถึง 5 แสนครั้งในเดือนเดียว ถึงขนาดที่รายการทีวีต่างๆ พากันมาสัมภาษณ์ และเข้าไปมีส่วนร่วมในมิวสิกวิดีโอเพลงรถเมล์ของวง P2WAR SHIP อีกด้วย โดยส่วนตัวผมเห็นว่า กลุ่ม Phoenix-29 มีเป้าหมายในด้านธุรกิจที่ชัดเจนกว่า Back Dorm Boys เสียอีก เนื่องจากเข้าใจในความสำคัญของสื่อออนไลน์และใช้เป็นส่วนหนึ่งในการทำมาหากิน จนกระทั่งเป็นที่รู้จักกันทั้งประเทศ แต่ขณะที่ Back Dorm Boys เริ่มต้นเพียงเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น

สังคมแบ่งปัน?
หัวใจ Viral Marketing

อันที่จริงอิทธิพลของปากต่อปากนั้นเกิดขึ้นมาก่อนที่จะเกิดอินเทอร์เน็ตมานานแล้ว ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากลักษณะของสังคมที่มีการแบ่งปัน นั้นคือการที่คนเร

Shareability มาตรวัดค่า Viral Marketing

เมื่อพูดถึงการโฆษณาออนไลน์
ส่วนใหญ่เราจะนึกถึง Banner วิ้งๆแว้บๆ
ซึ่งถ้าอยู่บนสุด บนเว็บหน้าแรก ก็ถือว่า เป็นสปอนเซอร์ใหญ่

แต่ก่อนเมื่อตอนที่อินเตอร์เน็ตยังไม่บูมนักในเมืองไทย
การโฆษณาบนเว็บไม่ได้มีราคาค่างวดนัก
นักโฆษณาตีค่าโฆษณาบนเว็บไซต์ต่ำมาก

แต่เมื่อนักโฆษณาเริ่มเห็นค่าของเว็บไซต์
ราคาของเว็บไซต์ก็สูงขึ้น และสูงขึ้น
การโฆษณามักจะไม่พ้นเรื่องแบนเนอร์
และ Micro-site ที่รันแคมเปญโฆษณา

อย่างที่เคยเขียนไว้ในหน้านี้
การโฆษณาแบบเดิมจนถึงปัจจุบัน
ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นแบบ Marketer-driven อยู่

ซึ่งค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาเช่นนั้น สูงขึ้นทุกวัน
แต่ด้วยความเป็นอินเตอร์เน็ต
มันยังเปิดโอกาสให้ทำการตลาดแบบที่ค่าใช้จ่ายต่ำได้
ในการโฆษณาแบบหนึ่งที่เหมือนกับการโฆษณาแบบออฟไลน์
ที่มีอิทธิพลมากอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ Viral Marketing

เรามักมีแนวคิดว่า ผู้ใช้เกลียดโฆษณา
แต่จริงๆแล้วไม่ใช่
ผู้ใช้ไม่ได้รังเกียจโฆษณาทุกอัน
แต่รังเกียจโฆษณาที่ไม่เกี่ยวข้องกับเขา และเขาไม่อยากจะรับรู้
Viral Marketing หรือการตลาดแบบปากต่อปาก (word of mouth)
เป็นวิธีการตลาดที่ใช้กันมานาน ทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์
ข้อดีของการตลาดแบบนี้คือ ลงทุนต่ำ หรือแทบไม่ต้องลงทุนเลย
แต่ต้องทำให้ผู้นำทางด้านการตลาด
ซึ่งในที่นี้คือ ส่วนหัวกะทิของลูกค้าของเรา
ซึ่งเป็นกลุ่มที่จะมีอิทธิพลทำให้คนอื่นในกลุ่มปฏิบัติตาม
ยอมรับและเห็นดีเห็นงามในผลิตภัณฑ์หรือบริการของเรา
มากพอที่จะบอกคนอื่น หรือแสดงให้คนอื่นเห็นว่า
มันดีนะ มันควรใช้นะ
เมื่อผู้ตามคนอื่นเห็นท่านผู้นำทำ ก็จะทำตาม
และเมื่อเห็นดีเห็นงาม เขาก็จะเริ่มบอกคนอื่นปากต่อปากไปเรื่อยๆ

Viral Marketing ไม่ใช่อะไรที่ไกลตัว หรือเป็นของใหม่บนเว็บเลย
ฟังก์ชั่น Email to Friend, Trackback, Embed URL
ก็เป็นการตลาดแบบ Viral Marketing เช่นกัน
หรือเว็บอย่าง Del.icio.us, Digg, Zickr, Fwddr
ก็เป็นโอกาสของการตลาดแบบปากต่อปากทั้งนั้น

ข้อดีของ Viral Marketing ก็คือ
เป็นการตลาดแบบ Customer-driven
ลูกค้าเต็มใจที่จะรับข่าวสารนั้น
และข่าวสารที่ลูกค้าเต็มใจรับเอง เพราะเพื่อนบอกมา
ลูกค้าก็มักจะให้การต้อนรับมันดีกว่าข่าวสารที่ถูกยัดให้เห็นให้ฟัง

และยิ่งถึงยุคที่ผู้ใช้คัดเลือกข้อมูลที่จะรับรู้เอง
Viral Marketing ก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น
บริษัทสื่อผู้บริโภคด้านสุขภาพ MedTrackAlert ได้ร่วมกับ CNET
ในการพัฒนาเครื่องมือวัดคุณภาพแนวโน้มที่ข้อความโฆษณานั้นๆจะถูกบอกต่อ
ไม่ว่าจะเป็นทางออนไลน์หรือออฟไลน์

เครื่องมือนี้ ใช้ Shareability scale หรือมาตรวัดของความสามารถในการแชร์
ซึ่งแจกให้ลูกค้าในกลุ่มผู้ทดสอบ
ซึ่งมาตรวัดนี้ได้สร้างขึ้นเทียบกับผู้ใช้สองประเภท คือ
ผู้ใช้ประเภท B2B ในธุรกิจไฮเทค
และผู้ใช้ที่เป็นกลุ่มสนใจด้านสุขภาพ

ผลในการใช้งานเครื่องมื่อนี้จะเป็นตัวบอกว่า โฆษณาตัวนั้น หรือแคมเปญชุดนั้น
จะมีการบอกปากต่อปากขนาดไหน

Shareability scale รวมไปถึง

1. การพิจารณาข้อความในโฆษณา หรือแคมเปญ
ว่ามีแนวโน้มจะส่งต่อให้เพื่อนหรือคนรู้จักมากน้อยอย่างไร

2. การพิจารณาความเป็นเอกลักษณ์ของข้อมูลข่าวสารในโฆษณา
ว่ามีแนวโน้มจะส่งต่อให้เพื่อนหรือคนรู้จักมากน้อยอย่างไร

3. การพิจารณาความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าหรือบริการในโฆษณา
ว่ามีแนวโน้มจะส่งต่อให้เพื่อนหรือคนรู้จักมากน้อยอย่างไร

การค้นคว้าวิจัยเรื่อง Shareability นั้น ยังเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น
เพ