Checklists สุดล้ำ!เพิ่ม Conversion Rate ให้เวปไซต์พุ่งกระฉูด (1)

photodune-6171885-website-seo-and-analytics-icons-xs-1728x800_c

 

 

สิ่งสำคัญที่สุดในการเพิ่ม Conversion Rate คือวิเคราะห์ประสิทธิภาพของเวปไซต์ของคุณอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะเพิ่มยอดผู้ชมเวปไซต์ และไขความลับถึงพฤติกรรมการชมเวปไซต์ของพวกเขา วิธีการง่ายๆคือการปรับปรุงเวปไซต์ของคุณให้ดีขึ้น Checklist นี้จะช่วยให้คุณเพิ่ม Conversion Rate และ ปรับปรุง Opt-in*ให้ดีขึ้น

องค์ประกอบพื้นฐานของการพัฒนา conversion rate

สิ่งที่คุณควรทำในเบื้องต้นเพื่อพัฒนา CVR (Conversion Rate) ของเวปไซต์หรือหน้าเพจของเวปไซต์มีดังนี้

  •  ใส่ใจกับความเร็วในการโหลดหน้าเพจ – คุณมีเวลาไม่นานที่จำทำคะแนนกับลูกค้า ดังนั้นเช็คให้แน่ใจว่าหน้าเพจของคุณใช้เวลาโหลดได้เร็ว ซึ่งเวลาโหลดที่เหมาะสมอยู่ที่ 3-7 วินาที
  •  เวปไซต์ของคุณแสดงผลได้ทุก Browser และ ทุก Device หรือเปล่า?– การใช้ responsive design จะช่วยให้เวปไซต์คุณแสดงผลได้ในทุกๆ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเปิดเวปไซต์ เช่น PC มือถือ หรือแทปเล็ต นอกจากนี้ควรตรวจสอบว่าเวปไซต์ของคุณแสดงผลได้ดีในทุก Browser หรือเปล่า
  •  ลิ้งก์ในเวปไซต์เสียหรือเปล่า – ตรวจสอบลิ้งก์ในเวปไซต์ของคุณอยู่เสมอๆ และแก้ไขลิ้งก์เสียในเวปไซต์ให้เหลือน้อยที่สุด โดยคุณสามารถใช้บริการจาก online broken link checker,หรือ plugin like this one if you use WordPress.ได้
  •  หน้าเพจ Custom 404– นี่เป็นวิธีการอัพเดทที่ง่ายมากที่จะเพิ่ม Conversion Rate กับเพจที่ไม่ใช่แล้วหรือเพจที่ถูกหลงลืม และยังเป็นวิธีการ Back Up ที่ดีหากคุณมีลิ้งก์เสียที่ยังหาไม่เจอ ใช้  “ LeadPages” ช่วยสร้างหน้าเพจ Custom 404นั้นเป็นวิธีการที่ง่ายและเร็วมาก
  •  Pop-ups ฺ๊& Pop-unders-คิดให้ดีก่อนที่จะใช้วิธีการเหล่านี้ และต้องแน่ใจว่าพวกมันจะไม่ไปสร้างความรำคาญ และอย่าให้พวกมันโผล่ขึ้นทุกครั้งที่มีคนเข้าเวปไซต์ของคุณ วิธีการเหล่านี้จะช่วยเพิ่ม CVR หากใช้มันอย่างเหมาะสม
  •  แผนผังเวปไซต์ที่เข้าใจง่าย-แผนผังเวปไซต์ของคณควรทำให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลที่พวกเขาต้องการมากที่สุดและพาผู้อ่านไปยังหน้าเพจหรือเนื้อหาที่ถูกต้อง ขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้ชมเวปไซต์ของคุณ คุณสามารถสร้างแผนผังตามเนื้อหาของเวปไซต์ ( Content based )  , ตามลักษณะการใช้งาน  ( Task based ) และการสร้างแผนผังเพื่อให้เกิดการซื้อ โดยลักษณะแผนผังจะแบ่งประเภทไปตามสินค้าหรือบริการที่เฉพาะเจาะจง
  •  ความปลอดภัยในเวปไซต์ – เป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คุณจะต้องทำเวปไซต์ให้ทันสมัย และปลอดภัยจาก worms , virus และประเด็นเรื่องความปลอดภัยต่าๆง หากคุณใช้ WordPress คุณสามารถใช้ pluginAll In One WP Security & Firewall. อย่าง  ช่วยได้
  •  การออกแบบเวปไซต์-ตรวจสอบให้แน่ใจว่าการออกแบบของเวปไซต์ของคุณทันสมัย และเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยม เพื่อผู้ชมเวปไซต์จะไม่สับสนว่าต้องทำอะไร สีและกราฟฟิคควรออกแบบตามสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายต้องการและคาดหวัง
  • ปุ่ม Call to Action** – ข้อความบนปุ่มcall to action ควรชัดเจน เข้าใจง่าย และโดดเด่น หากคุณไม่ใส่ปุ่ม Call to Action คุณก็ไม่สามารถเปลี่ยนผู้ชมเวปไซต์เป็นลูกค้าได้ และนี่ก็คือหลักการง่ายๆ

Call-to-Action-Above-The-Fold

ตัวอย่างปุุ่ม Call to Action ของ MailChimp  —-ขอบคุณรูปภาพจากhttp://thumbsup.in.th/

  •  เนื้อหาในเวปไซต์ – ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเนื้อหาที่คุณเผยแพร่ตรงกลุ่มเป้าหมาย มีความหมายต่อผู้อ่าน เฉพาะเจาะจง และสม่ำเสมอ นอกจากนี้ตรวจสอบเรื่องการสะกดและข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์อีกครั้งเพื่อความรอบคอบ
  •  Testimonials -การมีความเห็นจากผู้ที่เคยใช้งาน(Testimonial) เช่นการ รีวิว หรือมีช่องแสดงความเห็นของผู้ใช่ จะช่วยเพิ่ม CVR ตรวจสอบให้
  •  ตรวจสอบการสะกดคำ-อย่ามองข้ามสิ่งเล็กน้อย เพราะมันแสดงถึงความใส่ใจ และภาพลักษณ์ของเวปไซต์คุณ
  •  ทดสอบ ทดสอบ และ ทดสอบ -อย่าพอใจกับผลทีได้ พัฒนามันอย่างต่อเนื่อง

 

ที่มา:  Let’s Improve Your Website Conversion Rate With A Checklist จาก https://website-designs.com
_____________________
* Opt-in หมายถึง การสื่อสารไปยังผู้บริโภคหรือผู้รับ โดยที่ผู้บริโภคอนุญาตให้ติดต่อ เช่น การส่งด้วยสื่อโฆษณาอีเมลที่ผู้รับลงทะเบียนเอง (Source: http://www.bangkokbiznews.com)
**Call-to-Action หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า CTA นะครับ คำว่า CTA นั้นหมายถึงปุ่ม หรือป้ายแบนเนอร์ หรือกราฟิกชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือจะเป็นตัวอักษรก็ได้ที่อยู่บนเว็บไซต์ที่พร้อมจะให้ผู้ใช้คลิก แล้วมันจะพาผู้ใช้ไปสู่หน้าเว็บไซต์อีกหน้าที่นักการตลาดมุ่งหวังไว้ในใจว่าอยากจะให้ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์เข้าไปดู เพื่อที่จะวัดผลว่ามีจำนวนคนคลิกไปทั้งหมดกี่ครั้ง

7 วิธีสร้าง Content สุดเจ๋ง เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายให้กลายเป็นลูกค้าผู้น่ารัก!!!

ที่มา : Top 7 Ways to Convert Prospects to Clients with Great Content by Sydni Craig-Hart

 

marketing-trends-money-300x300

 

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Content Marketing จำเป็นอย่างมากสำหรับการทำการตลาดในยุคนี้ แต่ทำ content อย่างไรให้โดนใจ และมีประสิทธิภาพถึงขั้นที่จะเปลี่ยนแปลง “ผู้ฟัง”ให้มาเป็นลูกค้าของเราได้ ซึ่งในปัจจุบัน การสร้างและกระจาย Content มีรูปแบบที่หลากหลายทั้งรูปแบบของการเขียน ภาพ และเสียง ซึ่งเราสามารถจำแนกประเภทของ Content คร่าวๆได้ดังนี้

* บทความ
* Whitepapers*
* หนังสืออิเล็คทรอนิคส์ ( eBooks)
* บลอก
* Video content
* พอดแคสติง (Podcasting)**
* รวบรวมบทความในบลอกจัดทำเป็น eBooks
* และอีกมากมาย!!

และนี่คือเทคนิค 7 วิทยายุทธ์ที่จะพิชิตใจลูกค้าของคุณได้ด้วย Content Marketing
1. เรื่องคุณภาพ ห้ามพลาด

Content Marketing เป็นเรื่องของงานคุณภาพล้วนๆ แทนที่คุณจะเสียเวลาใน 1 อาทิตย์ มานั่งเขียนบลอกที่แสนจะธรรมดาถึง 7 บลอก สู้คุณเขียนบทความเจ๋งๆ สัก 1-2 บทความที่มีคุณค่ากับผู้อ่านจริงๆ

และเมื่อคุณสร้างแต่ผลงานระดับหัวกะทีแล้วนั้น แบรนด์หรือบริษัทของคุณก็จะมีชื่อเสียง มีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆในสายตาของผู้บริโภค ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เสพ Content เชื่อใจในแบรนด์ และกลายมาเป็นลูกค้าในที่สุด

2. เขียนให้ผู้อ่านเฉพาะกลุ่ม หรือกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

หลังจากเข้าใจเรื่องคุณภาพของ Content แล้ว คุณควรเข้าใจว่า จะสร้าง content เหล่านนี้ไปเพื่อใคร หรือใครคือ “ผู้รับสาร” นั่นเอง
Content แต่ละอย่างที่คุณสร้างขึ้นในหลายรูปแบบควรจะเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณ

จำไว้ว่า ถ้าคุณเรียกร้องความสนใจจากทุกคน สุดท้าย คุณจะไม่มีคนสนใจ!!!

3.สร้าง Content ที่มีความหมายให้ผู้อ่าน
ณ จุดนี้ คุณเข้าใจถึงความสำคัญของคุณภาพของ content ที่จะส่งไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงแล้ว

แล้วอะไรล่ะคือสิ่งที่จะทำให้เขากลับมาอ่าน หรือชม content ของคุณอีกครั้ง

ตรวจสอบให้แน่ใจว่า เนื้อหาที่คุณนำเสนอมีความหมาย หรือมีคุณค่าต่อกลุ่มผู้ฟัง พูดง่ายๆก็คือ content ของคุณแก้ปัญหาที่เฉพาะเจาะจง หรือแก้จุดเจ็บปวด (pain point) ให้กลุ่มเป้าหมายของคุณได้
4.เกาะกระแส พูดเรื่องที่ทันเหตุการณ์ นำเทรนด์ตลอดเวลา (โดยเฉพาะข้อมูลในอุตสาหกรรมนั้นๆ)
เวลาคุณค้นหาใน Google คุณเลือกผลลัพธ์ที่ปี 2012 หรือ 2014??
ไม่ใช่แต่โพสที่ล่าสุด แต่ตัวเนื้อหาต้องเป็นเทรนด์ที่นำสมัย และข่าวในอุตสาหกรรมของคุณ

ข่าวที่สดใหม่ หรือ เทรนด์ที่กำลังเป็นกระแสช่วยทำให้เวปไซต์ของคุณมีความหมายหรือคุณค่ามากต่อผู้อ่านของคุณ
5. กระจายสู่ Social

เพิ่มความง่ายในการแชร์ด้วยปุ่ม Call to Action และ ไอคอนแชร์ไปยัง Social Network ต่างๆ ไปยังบทความ พอดแคส และวีดีโอ นอกจากนี้การสร้างปุ่มเชื่อมกับ Social Network บนเวปไซต์ของคุณ ยิ่งเพิ่มความง่ายให้ผู้อ่านแชร์ Content ออกไปในตัว Contentได้เลย
6. เนื้อหาต้องเข้าใจง่าย

คิดถึงประสบการ์ณของผู้อ่านในการเสพ Content พวกเขาจะได้เห็น ได้ยิน และรู้สึกอย่างไรเมื่อมาที Website ของคุณ และคุณอยากให้เขาจดจำอะไรมากที่สุดในเวลาที่เขามีให้กับแบรนด์ของคุณ
บลอกที่อ่านง่ายและ วีดีโอที่โหลดได้เร็วและสวยงามจะมียอดแชร์และสร้าง follower ที่มากกว่า
Blogs that are easy to read and videos that render quickly and beautifully are far more likely to get shared and earn more followers.
7. อย่าลืม วัดผลกันซะล่ะ(สำคัญมาก)

เทคนิค 6 ข้อข้างต้น จะไม่มีความหมายอะไรเลย ถ้าคุณไม่ “วัดผล” ตรวจสอบ Google Analytic ของคุณให้แน่ใจและดูผลอันดับของ content แต่ละอัน
หากบทความไหนหรือหัวข้ออะไรมี จำนวนคนเข้าชม (Traffic) หรือ Conversion สูงกว่าเรื่องอื่นๆ คุณควรสร้าง content ในหัวข้อนั้นๆมากขึ้น ในรูปแบบที่หลายหลายขึ้น

ความลับคือ ทุกการคลิกของผู้อ่านกำลังบอกใบ้คุณว่า จริงๆแล้วพวกเขาต้องการเสพอะไรจากเวปไซต์ของคุณ
ผลงานโบแดงชิ้นล่าสุดของคุณเป็น Content ในรูปแบบไหน งานเขียน ,รูปภาพ วีดีโอ หรือไฟล์เสียง เลือกให้เหมาะกับกลุ่มผู้ฟังของคุณ By การชนะใจกลุ่มผู้ฟัง หรือผู้อ่าน คุณควรวางตัวเองในวิธีที่กลุ่มเป้าหมายของคุณต้องการ นำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อหาวิธีที่เหมาะกับธุรกิจของคุณที่สุด และเปลี่ยนผู้ฟัง เป็นลูกค้า สร้างรายได้มหาศาลให้แก่องค์กรของคุณ
____________
* white paper คือเอกสารกึ่งวิชาการที่พูดถึงเทคโนโลยี สินค้า ในเชิง marketing หรือ technical

**พอดแคสติง (Podcasting) คือขั้นตอนของการเผยแพร่เสียง รวมไปถึงการพูดคุย เล่าเรื่อง สนทนาเรื่องต่างๆ ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต

Omni-Channelคืออะไร ทำไมคนทำ Ecommerce ต้องรู้??

แม้ว่าจะมีผู้ค้าปลีกจำนวนมากในมาเลเซียที่จัดตั้งธุรกิจ e-commerce,ผู้ค้าบางรายก็ยังคงกีดกันตัวเองจากธุรกิจe-commerce, ด้วยเหตุผลต่างๆดังนี้:

พวกเรากังวลว่ามันจะ “สิ้นเปลือง” ในธุรกิจค้าปลีกของเรา

พวกเราไม่มีผู้เชี่ยวชาญหรือบุคคลากรในองค์กรสำหรับเรื่องนี้

พวกเรารู้ดีกว่า (และมั่นใจกว่า) ในการเปิดร้านค้าปลีก

เปิดร้านค้าปลีกมัน”สัมผัสได้”มากกว่า

พวกเรายังไม่พร้อมที่จะลงทุน (หรือไม่มีงบประมาณสำหรับส่วนนี้)

พวกเราขอรอดูไปก่อน(สังเกต บริษัทที่ทำก่อน หรือคู่แข่ง)

การเข้าถึงของ e-commerce ในธุรกิจร้านค้าปลีกมีเพีย 1.4% จากธุรกิจค้าปลีกในปี 2016 ผู้ค้าปลีกควรทำความเข้าใจว่ามันไม่ใช่แค่ e-commerce แต่พวกเขาควรเข้าใจเกี่ยวกับการทำการขายปลีกผ่าน omni-channel retailing ที่จะสามารถสร้างกำไรให้แก่พวกเขาด้วย

omni-channel retailing คืออะไร

Image

อ้างอิงจาก Wikipedia:

Omni-Channel Retailing คือการวิวัฒนาการของการทำการค้าปลีกผ่านหลายช่องทาง ( multi-channel retailing ) แต่เข้มข้นและแนบเนียนกว่าบนวิธีการในการสร้างประสบการณ์ให้แก่ผู้บริโภคผ่านทุกช่องทางการขายที่เป็นไปได้ เช่น มือถือที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ คอมพิวเตอร์ ร้านค้าที่เป็นตึกหรือเป็นร้านจริงๆ โทรทัศน์ วิทยุ จดหมาย แคทตาลอค เป็นต้น

โดยสรุปคือลูกค้าของคุณนั้นมาจากหลากหลายช่องทางและหลายเครื่องมือในการเข้าถึง คุณต้องเตรียมพร้อมและช่วยอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าของคุณ

Darren Fifield จากบริษัท Ebay ได้แบ่งปันข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการขายออนไลน์ของทวีปเอเชียในปี 2014 eTail Asia 2014 ดังนั้นพวกเราคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์ที่จะสรุปใจความสำคัญตามเนื้อหาด้านล่าง

ลูกค้าในช่องทาง Omni-Channel เชื่อมโยงตลอดเวลา!!

84% ของประชากรไม่มีสักวันที่ปราศจากมือถือ
Source: Time, Mobility Poll

76% มีอุปกรณ์ดิจิตอลมากกว่าหนึ่งเครื่อง
Source: eBay Enterprise Centre for Connected Commerce research

เวลา8-10โมง: 66% ตื่นนอนพร้อมกับใช้โทรศัพท์มือถือ
เที่ยงถึง5โมงเย็น: ช่วงเวลาของการใช้มือถือที่สูงที่สุด
6โมงเย็น ถึง สี่ทุ่ม: ช่วงเวลาของการใช้แทปเลทที่สูงที่สุด
Source: Nielsen

Image2

75% เล่นมือถือขณะเข้าห้องน้ำ

Source: Nielsen

ลูกค้าในทาง omni-channel คาดหวังมากขึ้น

81% คาดหวังให้ร้านค้านำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการเพื่อเพิ่มประสบการณ์การซื้อสินค้าในร้าน
Source: eBay Enterprise Center for Connected Commerce research

66% ของลูกค้าคาดหวังให้ร้านค้าปลีกในปัจจุบันนำเสนอประสบการณ์ผ่านสมาร์ทโฟนที่ดี

75%ของลูกค้าคาดหวังให้ร้านค้าปลีกในปัจจุบันนำเสนอประสบการณ์ผ่านแทปเลทที่ดี
Source: comScore Device Essentials, January 2013, Europe

84% ของลูกค้าคาดหวังว่าร้านค้าปลีกจะสามารถเชื่อมโยงช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ได้
Source: eBay Enterprise Center for Connected Commerce research

ลูกค้าในomni-channel กำลังเปลี่ยนวิธีการซื้อ

Image3

 

29% of ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในสหรัฐอเมริกาจะซื้อทุกอย่างผ่านช่องทางออนไลน์เท่าที่เขาจะสามารถทำได้
Source: eBay Enterprise Center for Connected Commerce research

48% ของการซื้อในปี 2014 ได้รับอิทธิพลมาจากเวปไซต์ – ไม่ว่าจะเป็นการซื้อออนไลน์หรือการทำวิจัยออนไลน์ สำคัญกว่าการซื้อสินค้าในร้าน
Source: eBay Enterprise Center for Connected Commerce research

ลูกค้าในomni-channel คือทุกคน

ใช่แล้ว omni-channel เป็นของทุกคน, ไม่ใช่แค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง – มันคือนักช้อปทุกคน ลูกค้าที่มีศักยภาพทุกคนของคุณ

ร้านค้าของคุณคือทรัพย์สิน, จากคำกล่าวของ Darrel Rihby ในบทความ”The Future of Shopping”, Harvard Business Review:

หากร้านค้าปลีกดั้งเดิมหวังว่าจะอยู่รอด พวกเขาต้องปรับใช้ omni-channel เข้ากับธุรกิจค้าปลีก และเปลี่ยแปลงให้อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทเพื่อลดปริมาณจำนวนร้านค้าลง  เปลี่ยนจากหนี้สินให้กลายเป็นทรัพย์สิน

ร้านค้าในอนาคตอาจจะดูแตกต่างจากเดิม จากคำกล่าวของ Sir Terry Leahy, CEO คนเก่าของ Tesco:

พฤติกรรมของผู้บริโภคกำลังเปลียนไปอย่างรวดเร็ว; แต่บริษัทเปลี่ยนไปอย่างช้ากว่า ร้านค้าปลีกเคยเป็นร้านค้าขนาดใหญ่ แต่ผู้คนยุ่งมากขึ้นและไม่มีเวลาวางแผนซื้อครั้งใหญ่ของในห้างใหญ่ๆอีกต่อไป

 

การจัดจำหน่ายผ่านช่องทางOmni-channel – การนำสินค้าส่งถึงมือลูกค้า

Image4

64% ของลูกค้าจะซื้อสินค้าผ่านร้านค้าใหม่แทนที่ร้านเดิมที่พวกเขาชอบหรือใช้บริการอยู่เดิม เพราะร้านใหม่มีข้อเสนอออกค่าขนส่งฟรี
Source: eBay Enterprise Center for Connected Commerce research93% ของลูกค้าคาดหวังให้ร้านค้าเสนอทางเลือกว่าสามารถไปรับของได้เอง หรือ จะให้ทางร้านส่งมาให้
Source: eBay Enterprise Center for Connected Commerce research67% ของลูกค้าเลิกล้มการซื้อเพราะประเด็นการขนส่ง
Source: Comscore, Royal Mail Survey35% ของลูกค้าออนไลน์ในปัจจุบันใช้ click and collect
(click and collect คือการซื้อของผ่านอินเทอร์เน็ตแล้วไปรับด้วยตนเอง : ผู้แปล)18% ของลูกค้าเหล่านั้นซื้อสินค้าอื่นเพิ่มเติมเมื่อมารับสินค้าที่ร้าน

Source: Internet Retailer

โปรแกรม Omni-channel สามารถสร้างยอดขายส่วนเพิ่มในร้านได้ 2 ถึง 20 เปอร์เซนต์

Source: *eBay Enterprise internal client data

การริเริ่มเรื่อง omni-channelแบบไหนที่คุณควรนำมาปรับใช้ก่อน

Image5

สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างหนึ่งของการทำให้สินค้าคงคลังในร้านปรากฏบนออนไลน์ แต่ลองหยุดพักกันสักหน่อยไหม

คุณสามารถอ้างอิงจากแผนภาพด้านบนเพื่อเข้าใจแนวความคิดว่า which omni-channel initiativeไหนที่คุณควรจะนำไปใช้ก่อนหรือหลัง โดยพิจารณาจากเรื่องของยอดขายส่วนเพิ่มสัมพันธ์กับความง่ายในการนำไปใช้งาน

1. Ship from store -ส่งของไปให้ผู้ซื้อออนไลน์จากทางโกดังของร้านค้า
2. Associate ordering in-store (via mobile devices or web) เชื่อมโยงการสั่งสินค้าใน้ราน ผ่านมือถือและเวปไซต์
3. Buy online, ship to store ซื้อออนไลน์และไปรับของที่ร้านค้าที่กำหนด
4. Buy online, pick-up in-store ซื้อออนไลน์ และไปรับของที่ร้านค้าที่คุณสะดวก

คุณอาจจะประหลาดใจว่า, ship-from-store จะสร้างรายได้ส่วนเพิ่มได้อย่างไร?

ด้วยวิธีการส่งของจากร้านค้า(ship-from-store)คุณได้เปลี่ยนหน้าร้านไปเป็น “ศูนย์กระจายสินค้าที่มองเห็นได้” (ดีกว่าการจ่ายเงินเพื่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า), ลดจำนวนสินค้าคงคลังในภาพรวม ซึ่งทำให้เพิ่ามอัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงคลัง ยังไม่รวมถึงการนำคลังสินค้าไปใกล้ผู้บริโภค(โดยพื้นที่) ทำให้ลดค่าขนส่งสินค้าอีกด้วย

ลองจินตนาการถึงสองเหตุการณ์:

เหตุการณ์ A: คุณมีคำสั่งซื้อมาจากปีนัง, แต่ที่ร้านในปีนังของคุณไม่มีสินค้าเพียงพอ, ดังนั้นคุณให้ ร้านค้าที่KL ส่งของไปให้ที่ปีนัง. พูดในแง่ของในโอกาสของการพลาดการขาย

 

เหตุการณ์ B: คุณมีคำสั่งซื้อมาจากปีนัง, สินค้าในคลังที่ปีนังมีพร้อม แต่มีสินค้าในคลังเกินที่ KL ดังนั้นคุณเลยนำสินค้าจากคลังของ KL พูดกันในแง่ของการยอมเสียค่าขนส่งเพียงเล็กน้อยแต่หลีกเลี่ยงการลดราคาจากสินค้าคงคล้งส่วนเกิน

พอเห็นภาพหรือยัง?

เชื่อมโยงการสั่งซื้อในร้านค้ากับเครื่องมืออื่นเหมือนกับการมีพื้นที่มองเห็นได้ในร้านของคุณ และคุณสามารถจินตนาการถึงความเป็นไปได้อื่นๆของการริเริ่ม omni-channel จะสร้างรายได้ให้คุณทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์

เปลี่ยนร้านค้าปลีกของคุณจากหนี้ให้กลาบเป็นสินทรัพย์ซะวันนี้

ที่มา : http://pulse.me/s/17BEA0

(บทความ:Why retailers need to embrace omni-channel?Posted by : CK WongWednesday, 23 April 2014)

ยุคหน้า ยุคแห่ง Continuous Commerce !

เว็บไซต์ OgilvyDo ได้นำเสนอแนวคิดของการช้อปปิ้ง โดยใช้ชื่อว่า Continuous Commerce

ในอนาคต การค้าการขายแบบดิจิตัลจะไม่ใช่แค่การช้อปปิ้งบนเว็บไซต์เท่านั้น แต่จะเป็นการชอปปิ้งผ่านช่องทางหลากหลาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ผ่านองค์ประกอบ 3 ประการ

  1. Omni Channel – ช่องทางค้าขายแบบไร้รอยต่อ
  2. Relationship – สร้างความสัมพันธ์ต่อเนื่องและปรับสินค้าและบริการให้เข้ากับปัจเจกหรือแต่ละบุคคลอย่างต่อเนื่อง
  3. Experience – ส่งมอบประสบการณ์ผ่านทุกช่องทางที่ลูกค้าเห็นและเข้าถึง

ใน VDO CLIP เราจะได้เห็นภาพ องค์ประกอบทั้งสาม ทำให้การช้อปปิ้งแบบต่อเนื่อง เป็นอย่างไรลองดูครับ

” The future of digital commerce is more than just a shopping cart on a website, it means seamlessly integrating a brand’s shopping experiences across multiple environments throughout a consumer’s lifetime to continually optimize points for purchase.

We call this Continuous Commerce™. Don’t begin and end at the transaction. Commerce today is continuous. ” – Ogivydo.com

continuous commerce

continuous commerce factors - omni-channel relationship experiences

อ้างอิง : http://www.maximumboy.com/future-of-shopping-omni-channel/

[REVIEW] ครั้งแรกกับ THAI Sky Connect บนเครื่องบิน Airbus A380-800

สวัสดีครับ เมื่อช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ใช้บริการสายการบินไทย Airbus A380-800 จึงมีโอกาสได้ลองใช่บริการใหม่ของสายการบินแห่งชาติของเรา ก็คือบริการอินเทอร์เน็ตบนเครื่องบินนั่นเองครับ ที่เพิ่งเปิดใช้บริการตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาโดยให้บริการเฉพาะไฟล์ทบนเครื่องบินแบบA380-800 และ A330-300 เท่านั้นในระยะเริ่มต้น ดังไฟลท์ต่อไปนี้ครับ

A380 – 800 (กรุงเทพ – ปารีส/แฟรงก์เฟิร์ต/โอซาก้า/โตเกียว (นาริตะ)/ฮ่องกง – กรุงเทพ)

A330 – 300 (กรุงเทพ – เพิร์ธ/ฮ่องกง/โอซาก้า/เซี่ยงไฮ้/ไทเป)

หลังจากที่สัญญาณรัดเข็มขัดผู้โดยสารดับลง หากเราต้องการใช้งานก็สามารถต่อสัญญาณใน มือถือหรือแท็บเล็ต/โน้ตบุ๊ค ของเราได้ทันทีครับ ซึ่งค่าใช้จ่ายของแต่ละแพกเกจก็จะแตกต่างกันไป ดังราคานี้ครับ

สำหรับใช้บนสมาร์ทโฟน

3 MB – 4.5 USD

10 MB – 14.5 USD

สำหรับใช้บนแท็บเล็ต/โน้ตบุ๊ค

10 MB – 14.5 USD

20 MB – 28.5 USD

ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายส่วนเกินที่ MB ละ 0.2 USD ครับ

หลังจากผมเลือกแพกเกจใช้งานเรียบร้อยแล้วก็ได้ทำการเชื่อมต่อทันทีครับ อันดับแรกหลังจากเชื่อมต่อแล้วผมได้ทดสอบความเร็วทันทีครับ ผลที่ได้ปรากฏดังในรูปครับ

2014-04-11_08-17-52_1

ซึ่งระหว่างการใช้งานทางผู้โดยสารสามารถ Log out เป็นช่วงๆได้เช่นกันครับ เพื่อที่จะประหยัดการใช้งาน เท่าที่จำเป็น

    2014-04-11_08-53-23 2014-04-11_09-47-07 จากการใช้งานพบว่า ถึงแม่ความเร็วอาจจะไม่ได้เร็วมากสักเท่าไร แต่สามารถ ใช้สำหรับส่งอีเมลล์ เล่นแชทได้ในเวลาจำกัดครับ ซึ่งเท่าที่ผมใช่ก็พบว่า อาจจะเป็นปัญหาสำหรับผู้ใช้งานที่จะต้องใช้ data เยอะๆเช่น Youtube หรือ การเล่น LINE ซึ่งโดยเฉพาะฟังก์ชัน sticker อาจจะใช้ข้อมูลเยอะพอสมควร เทียบกับ แพกเกจทีทางการบินไทยให้มา สุดท้ายนี้ผมคิดว่าเป็นบริการนี้ จะเป็นอีกหนึง่ทางเลือกที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องติดต่อสื่อสารระหว่างอยู่บนเครื่องบิน หากในอนาคตทางการบินไทยปรับความเหมาะสมได้คุ้มค่ากับการใช้งานมากขึ้น อาจเป็นประโยชน์ต่อ Business Traveller รวมทั้งอย่างยิ่ง ผู้โดยสารที่อยู่ใน Connect generation ที่ต้องการสื่อสารออนไลน์ตลอดเวลาครับ

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก http://www.thaiairways.com

เจาะใจวัยรุ่นไทย นิยม กิน เที่ยว ช้อปปิ้ง ท่องเน็ต กันที่ไหน

สินค้าไหนอยากทำตลาดกับกลุ่มวัยรุ่นต้องไม่พลาด Business Data ฉบับนี้ จะพาไปค้นหาคำตอบ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของวัยรุ่นไทย สถานที่ช้อปปิ้ง นัดพบเพื่อนๆ ของวัยทีนเหล่านี้ ร้านอาหาร แหล่งเที่ยวกลางคืน เว็บไซต์ยอดนิยม พฤติกรรมการใช้มือถือ แบบเจาะลึกถึงความชอบที่แท้จริง

สยามฯ ยังฮอตฮิตในหมู่วัยรุ่นทุกกลุ่ม

15-17 ปี
แฮงเอาต์ปและช๊อปปิ้ง
-สยาม
-สยามดิสคัฟเวอรี่รี่
-เซ็นเตอร์พ้อยท์
-เดอะมอลล์
-โรบินสัน
-ตั้งฮั่วเส็ง
-เทสโก้ โลตัส
-จตุจักร
-วังหลัง

ร้านอาหาร
-ศูนย์อาหาร
-ร้านอาหารริมถนน
-เค เอฟ ซี

เที่ยวกลางคืน
-สยาม

18-19 ปี
แฮงเอาต์ปและช๊อปปิ้ง
-สยาม
-สยามดิสคัฟเวอรี่รี่
-เซ็นเตอร์พ้อยท์
-เดอะมอลล์
-ซีคอน สแควร์
-มาบุญครอง
-จตุจักร
-วังหลัง
-สยาม พารากอน

ร้านอาหาร
-ศูนย์อาหาร
-ร้านอาหารริมถนน
-เค เอฟ ซี
-แบล็ค แคนยอน

เที่ยวกลางคืน
-รัชดา ซอย 4
-ข้าวสาร
-สยาม
-เยาวราช

20-24 ปี
แฮงเอาต์ปและช๊อปปิ้ง
-สยาม
-เซ็นเตอร์พ้อยท์,เซ็นทรัลเวิลด์
-เดอะมอลล์
-โรบินสัน
-เอ็มโพเรียม
-ฟอร์จูน
-มาบุญครอง
-จตุจักร
-วังหลัง

ร้านอาหาร
-ศูนย์อาหาร
-ร้านอาหารริมถนน
-เอ็ม เค สุกี้
-ฟูจิ
-โอ อิ ซิ
-สตาร์บัคส์
-เอส&พี

เที่ยวกลางคืน
-สารสิน
-รัชดา ซอย 4
-ข้าวสาร
-สีลม
-เอกมัย, ทองหล่อ

ผลิตภัณฑ์บันเทิงภายในบ้าน
LCD TV / Plasma TV 8%
Handhold Game console 25%
DVD player Recorder 30%
Hi-Fi System 32%
Home Karaoke System 35%
Color TV with Screen 39%
Came Console 42%
Digital V deo Camera 44%
Flat Sereen TV 57%
MP3 /MP4 player 71%
Digital Camera 71%
Color TV with Screen 75%
DVD player 83%
CD player 83%

สื่อที่มีผลกับกลุ่มวัยรุ่น
อินเทอร์เน็ต 38%
ทีวี 31%
มือถือ 69%
(คนไทยใช้มือถือเฉลี่ย 2 ชั่วโมง 47 นาที เป็นอันดับ 1 ในเอเชีย)

พฤติกรรมการใช้มือถือ
อันดับ 1 รับส่ง SMS
(ผู้ชาย 70% ผู้หญิง 68%)
อันดับ 2 รับส่ง MMS
(ผู้ชาย 30% ผู้หญิง 33-32%)
อันดับ 3 การเชื่อมต่อเข้า Mobile Site
(ผู้ชาย 34% ผู้หญิง 28%)
อันดับ 4 การเชื่อมต่อเข้าอินเทอร์เน็ต
(ผู้ชาย 16% ผู้หญิง 13%)
อันดับ 5 รับข่าวสาร
(ผู้ชาย 5% ผู้หญิง 12%)
อันดับ 6 รับส่งอีเมล
(ผู้ชาย 12% ผู้หญิง 8%)
Soure : The Lifestyle Survey : The Youth report (2008)

เข้าเว็บไซต์เพื่ออะไร

hi5 52%
– หาเพื่อน/คุยกับเพื่อน/ 87%
– คอมเมนต์ข้อความให้เพื่อน
– ดูรูปเพื่อนทั้งชาวไทยและ
– ชาวต่างประเทศ 4%

เข้าเว็บ Google 20%
– เพื่อหาข้อมูลเพื่อทำรายงาน 38%
– อ่านข่าวสารทั่วไป 23%
– อ่านข่าวบันเทิง/ศิลปิน/ดารา 19%
– ฟังเพลง Online 12%
– เล่นเกม Online 12%

เข้าเว็บไซต์เด็กดีดอทคอม 10 %
– อ่านนิยาย 31%
– อ่านเกี่ยวกับการศึกษา 31%
– อ่านข่าวบันเทิง/ศิลปิน/ดารา 15%
– อ่านข่าวสารข้อมูลทั่วไป 15%

เข้าเว็บ Sanook 4%
– อ่านข่าวบันเทิง/ศิลปิน/ดารา 60%
– เล่นเกม Online 40%
– ฟังเพลง Online 20%

เด็กสาวไทยนิยมเข้าฟาสต์ฟู้ด-แชตหาเพื่อน
(สำรวจจากเด็กผู้หญิงวัย 12- 19 ปี จำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม 386 คน)

กิจกรรมที่นิยมทำ
ร้องคาราโอเกะ 13.6%
ดูคอนเสิร์ต 5.1%
ออกกำลังกายในฟิตเนส/สปอร์ตคลับ 1.7 %
เข้าร้านฟาสต์ฟู้ด 46.7%
ดูทีวี และเล่มเกม 8.0%
แชตกับเพื่อน 22.7%

สื่อที่นิยม
– ดูทีวี 87.0%
– ฟังวิทยุ 69.2%
– อ่านแมกกาซีน 62.9%
– เข้าอินเทอร์เน็ต (แชต/หาข้อมูล/ฟังวิทยุ) 46.9%

Idol ในดวงใจ
-นักร้อง 60%
-นักแสดง 25%
-นายแบบและนางแบบ 15%

ที่มา http://www.posi
tioningmag.com/Magazine/Details.aspx?id=80068

ตัวเลข Top 10 ประเทศที่ใช้งาน Twitter

twitter_web_traffic

ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่มีการใช้งาน Twitter ทั่วโลกผ่านช่องทางหลายๆ ช่องทาง ทั้ง?SMS, Instant Message, Mobile Web และ Applications อื่นๆ??? 40% เป็นการใช้งานจากอเมริกา และอีก 60% ใช้งานจากประเทศอื่นๆ

นอกจากอเมริการแล้วประเทศที่มีการใช้งานผ่านเว็บไซต์ Twitter มากที่สุด คือ Japan ตามด้วย Spain, UK, Brazil, Canada, France, Germany, Italy, Netherlands และ Taiwan

การจัดอันดับการใช้งานของแต่ละประเทศตามภาพนี้ เป็นการจัดอันดับผ่านเว็บไซต์เท่านั้น? หากแตกเป็นอันดับการใช้งานตามประเภท ตัวเลขก็จะเปลี่ยนไป เช่น Australia เป็นประเทศที่คนใช้ Twitter ผ่าน SMS มากที่สุด

 

ที่มา http://www.marketingoops.com