5 แนวโน้มการตลาดดิจิทัลที่น่าจับตามองในปี 2562

ทุก ๆ ปีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ออกมาเทคโนโลยีที่มีอยู่เริ่มมีความชาญฉลาดมากขึ้น สิ่งนี้จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีอย่างรวดเร็ว ที่กล่าวว่าเป้าหมายของการตลาด – และการตลาดดิจิทัลโดยเฉพาะ นั้นเหมือนกันเสมอมา คือ การได้รับและดึงดูดความสนใจของผู้ชม การเปลี่ยนแปลงเพียงอย่างเดียวที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือสิ่งที่คุณต้องให้ความสนใจและนั่นคือสิ่งที่คุณต้องใช้ในการยกระดับ นี่เป็นแนวโน้มการตลาดดิจิทัล 5 ประการสำหรับปี 2562:

flat lay photography of macbook pro beside paper

Photo by rawpixel.com on Pexels.com

1 ปัญญาประดิษฐ์

ทุกคนพูดถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่มีเพียงไม่กี่คนที่เข้าใจ คิดว่า AI เป็นคอมพิวเตอร์ที่สามารถวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว พวกเขาสามารถเข้าใจพฤติกรรมและรูปแบบได้ดีขึ้นโดยผ่านข้อมูล คุณสามารถใช้ AI สำหรับงานต่างๆเช่นกำจัดฐานข้อมูลของคุณและให้ข้อมูลเชิงลึกแก่ทีมของคุณ ตัวอย่างเช่นคุณสามารถใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อค้นหาลูกค้าที่มีลักษณะเหมือนลูกค้าที่มีอยู่ของคุณ หรือสแกนการสนทนาผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อให้คุณได้รับ Intel แบบเรียลไทม์กับคู่แข่งของคุณ

เอเจนซี่ของเราใช้ AI เป็นประจำทุกวัน ตัวอย่างเช่นเราทำงานกับโรงเรียนอนุบาล, ศูนย์รับเลี้ยงเด็กและศูนย์ดูแลเด็กเล็ก ๆ น้อย ๆ ในความพยายามที่จะช่วยให้พวกเขาเติบโต ในการลงทะเบียนเราต้องการผลักดันกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม จะมีวิธีใดที่ดีกว่าในการค้นหาโอกาสที่เหมาะสมกว่า ด้วยการวิเคราะห์การลงทะเบียนปัจจุบันและที่ผ่านมา เราดาวน์โหลดข้อมูลลูกค้าและใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อระบุรหัสไปรษณีย์และพื้นที่ใกล้เคียง ที่เราควรกำหนดเป้าหมายและแม้แต่คุณลักษณะที่ผู้ปกครองมีร่วมกัน ในอดีตการวิเคราะห์นี้ใช้เวลาหลายวัน

  1. Chatbots

แนวโน้มการตลาดดิจิทัลปียังคงพัฒนา ด้วยเหตุผลบางอย่างธุรกิจต่างๆจึงใช้งาน chatbots ได้ช้ากว่าที่คาดไว้ แต่ภายในปี 2565 คาดกันว่า chatbots จะช่วยให้ธุรกิจประหยัดได้มากกว่า $ 8 พันล้านต่อปี

Chatbots สามารถช่วยงานบริการลูกค้าและเชื่อมโยงกับระบบต่างๆของคุณเพื่อตอบคำถามลูกค้าซ้ำ ๆ เช่น: “แพคเกจของฉันจะถูกจัดส่งเมื่อใด” “นัดของฉันเวลากี่โมง” “คุณอยู่ที่ไหน?”

นอกจากนี้ยังสามารถใช้บอทเพื่อสร้างโอกาสในการสร้างตารางนัดหมายการขายและช่วยในการซื้อ ฉันเพิ่งตั้งค่าบอทเพื่อช่วยลูกค้าปิดสินเชื่อรถยนต์ โดยไม่จำเป็นต้องมีมนุษย์ มันถามคำถามทั้งหมดที่มนุษย์จะถามและได้รับการออกแบบให้รวมอิโมจิเพื่อให้การสนทนาเป็นธรรมชาติมากขึ้น

ในการตัดสินใจว่าจะลงทุนบอทหรือไม่ ลองคิดดูว่าคุณต้องการใช้บอทสำหรับบริการลูกค้าหรือเพิ่มกำลังการขายหรือไม่ จากตรงนั้นคุณสามารถพาตัวเองไปสู่เทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเป้าหมายของคุณ

สิ่งหนึ่งที่ต้องจำไว้คือ chatbots ไม่ได้หมายถึงการแทนที่การสนทนาของมนุษย์ที่ซับซ้อน พวกเขาสามารถช่วย แต่พวกเขายังคงพัฒนาและปรับปรุง

  1. ลำโพงอัจฉริยะและเสียง

Alexa เราถามคำถามมากมายเกี่ยวกับอุปกรณ์ (สิ่งที่ต้องทำสูตรและอื่น ๆ ) และสั่งซื้อสินค้าในไม่กี่วินาที ฉันเชื่อว่าเสียงจะยังคงเป็นสิ่งสำคัญในอนาคต

ในการใช้ประโยชน์จากแนวโน้มนี้ ฉันขอแนะนำให้ปรับเว็บไซต์ของคุณเพื่อการค้นหาด้วยเสียง ในการทำเช่นนี้ คุณต้องเข้าใจสิ่งที่ลูกค้าของคุณกำลังค้นหา โปรดทราบว่าการสืบค้นด้วยเสียงเป็นการสนทนาที่ยาวนานขึ้น มีโอกาสค้นหาร้านอาหารจะไม่พูดว่า: “Alexa ร้านอาหาร” แต่บางสิ่งเช่น: “Alexa ร้านอาหารที่ให้บริการอาหารเย็นตอนนี้หรือไม่”

ขั้นตอนที่สองคือการรวมคำถามและวลีเหล่านั้นไว้ในเว็บไซต์ของคุณ สร้างส่วนคำถามที่พบบ่อยและตอบคำถามเหล่านั้นทั้งหมดที่คุณค้นพบ คุณสามารถเขียนบทความบล็อกในหัวข้อและคำถามต่าง ๆ แต่วิธีที่ดีที่สุดคือการรวมวลีนั้น ๆ หากคุณปรับให้เหมาะสมสำหรับ “ร้านอาหารที่ให้บริการอาหารเย็นในตอนนี้” คุณสามารถเขียนเนื้อหาที่กล่าวว่า “เราให้บริการอาหารเย็นตั้งแต่เวลา 17.00 น. ถึง 22.00 น. วันจันทร์ถึงวันเสาร์” สิ่งนี้จะได้รับและช่วยให้คุณสามารถอันดับที่สูงขึ้นด้วยการค้นหาด้วยเสียง

  1. การตลาดผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น

ในขณะที่การตลาดแบบมีอิทธิพลไม่ใช่เรื่องใหม่ การมุ่งเน้นไปที่ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นคือ หากคุณไม่ได้เป็นแบรนด์ระดับโลกหรือธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โอกาสทางการตลาดของคุณส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับท้องถิ่น ในขณะที่มัน “เจ๋ง” สำหรับผู้มีอิทธิพลหรือผู้มีชื่อเสียงในการรับรองผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณให้กับแฟน ๆ นับล้านของโซเชียล พวกเขาสามารถมีอายุสั้น ลองร่วมมือกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นและรวบรวมแคมเปญและการส่งเสริมระยะยาว ทำรายชื่อผู้มีอิทธิพลสูงสุดในตลาดของคุณ ลองดูพอดแคสต์, Facebook, Twitter, YouTube, Snapchat, Instagram และแพลตฟอร์มอื่น ๆ ติดตามพวกเขาก่อนและเรียนรู้เกี่ยวกับพวกเขาและแบรนด์ของพวกเขา จากนั้นติดต่อกับข้อความที่ไม่เป็นทางการและเริ่มการสนทนา

  1. วิดีโอถ่ายทอดสด

ยังคงอยู่ในอันดับต้น ๆ ของการตลาดเนื้อหา สิ่งเดียวที่ดีกว่าคือวิดีโอถ่ายทอดสด คิดถึงใจเขาใจเรา สิ่งที่คุณต้องการ ประสบการณ์จากบริษัทของคุณ เบื้องหลังการทำงานของคุณ การสาธิตผลิตภัณฑ์ / การเผยแพร่สด Q & As ฯลฯ

มีสองขั้นตอน ที่จะสร้างความแตกต่างให้กับกลยุทธ์ด้าน VDO ของคุณ

ก่อนอื่นสิ่งสำคัญคือการสร้างกลยุทธ์เนื้อหาที่มีประสิทธิภาพ กลยุทธ์ที่ฉันชอบคือนั่งคิดเป็นเวลาหนึ่งหรือสองชั่วโมง หยิบสมุดโน้ตและแค่ระดมความคิด อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าของคุณจะพบว่ามีประโยชน์ หรือสนุกสนาน ระดมสมองและสร้างไอเดียจนกระทั่งมือคุณเริ่มเจ็บ

โปรดทราบว่าวิดีโอควรเป็นจุดเริ่มต้นของคุณ แต่สินทรัพย์เหล่านี้สามารถใช้ประโยชน์จากหลายแพลตฟอร์มและเปลี่ยนเป็นเนื้อหารูปแบบอื่น ๆ (เสียง บล็อกเอกสารสีขาว อินโฟกราฟิก และสื่อสังคม ฯลฯ )

ขั้นตอนที่สองคือเลือกแพลตฟอร์มที่คุณต้องการมุ่งเน้น – Facebook Live, YouTube Live, Instagram Live, Periscope หรือแม้กระทั่ง Livestream.com ตอนนี้เรากำลังให้คำแนะนำแก่ลูกค้าของเราที่จะให้ความสำคัญกับ YouTube Live และ Instagram มากขึ้น เนื่องจากพื้นที่มีผู้คนน้อยลง ทำให้วิดีโอของคุณสนุกมีส่วนร่วมและสร้างประสบการณ์ไปพร้อมกัน

ในขณะที่มีกลยุทธ์อื่น ๆ อีกมากมายสิ่งเหล่านี้คือ 5 สิ่งที่ฉันมุ่งเน้นในปี 2562 โดยที่กล่าวไว้แนวโน้มไม่ได้แทนที่การตลาดที่ดี วิธีที่ดีที่สุดสามวิธีในการสร้างแบรนด์ของคุณให้โดดเด่นบอกเล่าเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมและมอบเนื้อหาที่เป็นประโยชน์และแท้จริง ทำสามสิ่งเหล่านี้อย่างต่อเนื่องและใช้ประโยชน์จากแนวโน้มล่าสุดและมันจบแล้ว (ในทางที่ดี) สำหรับคุณและธุรกิจของคุณ

“Gamification ” เทรนด์ที่องค์กรคุณไม่ควรละเลย

         สมัยพวกเรายังเด็กๆ จำกันได้ไหมว่าการเล่นเกมส์เป็นหนึ่งในกิจกรรมโปรดเลยที่เด็กๆมักจะเล่นในเวลาว่าง และถ้าใครเล่นมากๆเข้ายิ่งเล่นก็ยิ่งติดทำให้บางคนลืมวันลืมคืนกันเลยทีเดียว ซึ่งหลักการเกมส์นั้นจะเล่นกับความรู้สึกอยากเอาชนะของคน พอผ่านด่านนี้ได้ก็อยากเล่นด่านต่อไปเรื่อยๆ โดยมีแต้มหรือมีรางวัลเป็นสิ่งล่อใจ

         Gamification ก็เช่นกัน ถ้าเรามาใช้ในองค์กรจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงานมากขึ้น โดยใช้แนวคิดของเกมส์มาใช้ในกิจกรรมให้คนมาร่วมสนุกต่างๆ และนี่เป็นรูปแบบโปรแกรมต่างๆที่องค์กรปรับใช้ได้

gAme
1.Training Program
องค์กรสามารถใช้เกมส์ที่มีสาระความรู้ นอกจากจะให้ความเพลิดเพลินแก่พนักงานในช่วงเวลาพักแล้ว ยังถือเป็นการทดสอบความรู้แก่พนักงานอีกด้วย
ซึ่งพนักงานจะได้รับแต้มสะสมหรือรางวัลในการตอบแทน

บริษัท At Home Décor ขายอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในบ้านได้นำมาใช้กับพนักงาน และสังเกตว่า 99% ของพนักงานมีความรู้สึกเป็นส่วนร่วมกับบริษัทมากขึ้น และยังช่วยให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้นด้วย

2. Healthcare program
องค์กรสามารถสร้างกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพ เช่นวิ่งแข่งโดยวัดระยะทางการ วิ่งจากการ check in เพื่อเป็นการกระตุ้นให้พนักงานคนอื่นกระตือรือร้นอยากจะวิ่งด้วย ซึ่งถือเป็นการแข่งขันที่ส่งเสริมให้พนักงานหันมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีกันมากขึ้น

3. Management system
ระบบที่ช่วยให้องค์กรจัดการกับเป้าหมายของพนักงานได้ง่ายๆ เช่น ถ้าพนักงานขายทำยอดขายถึงเป้า ในงานเฉลิมฉลองบริษัทนั้นจะสามารถเปิด youtube clip อะไรก็ได้ที่ตัวเองต้องการที่ทีวีของบริษัท เพื่อเป็นสัญญาณบอกให้คนอื่นรู้ถึงความสำเร็จก้าวนึงของตัวเอง และบอกผลประกอบการล่าสุดของแต่ละทีม จึงทำให้ทุกคนสนุกและอยากจะเล่นเกมส์นี้ไปพร้อมๆกัน
game2
4. career planning software
องค์กรสามารถใช้เกมส์เกี่ยวกับสมองโดยเฉพาะเพื่อคัดเลือกคนเข้ามาทำงาน เพื่อวัดระดับความสามารถพนักงานแต่ละปี หรือแม้กระทั้งใช้เพื่อการเลื่อนตำแหน่ง เช่นเล่นเกมส์ถ้าผ่านด่านการจัดการสินค้าคงคลังแล้ว แสดงว่าสามารถเลื่อนไปทำหน้าที่ผู้จัดการแผนกสินค้าคงคลังได้

สุดท้ายนี้อย่าลืมว่า Gamification จะต้องมีการปลดล็อกกิจกรรมต่างๆเพื่อล่ารางวัล โดยใช้การแข่งขัน,การร่วมมือ,ปฏิสัมพันธ์กัน ที่อาจนำ social media มาใช้ให้เกิดประโยชน์
cr.https://www.entrepreneur.com/article/296461

3 เทรนด์การตลาดผ่าน Social Media ที่คุณจะได้เห็นภายในปีนี้แน่นอน

จากกระแสการเปลียนแปลงของพฤติกรมของบรรดาชาวเน็ต และ แพลทฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่มีการปรับเปลี่ยนกันบ่อยแทบจะทุกวันทีเดียว แต่เราก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่าฟีเจอร์ไหนของโซเชียลมีเดียที่จะได้รับความนิยมกันแน่

แต่อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงที่เป็นกระแสหลักจากโซเชียลมีเดียหลายๆแพลทฟอร์มที่มีการเปลี่ยนแปลงไปใน 2-3 เดือนทีผ่านมา ทำให้เราแน่ใจว่าจะมีทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายคลึงกันหลักๆอยู่ 3 ข้อ

หากคุณถือบัญชีโซเชียลมีเดียของคุณอยูในตอนนี้ ขอให้แบ่งงบประมาณทางการตลาดมาลงที่ฟีเจอร์เหล่านี้สักหน่อย ลองไปชมกันเลยว่ามีเทรนด์อะไรกันบ้าง

  1. กระแส Live อันยอดฮิต

เป้าหมายหลักของโซเชียลมีเดีย ในแต่ละแพลทฟอร์มคือการสร้างความผูกพันธ์กับกลุ่มผู้ฟัง หากเราลองสังเกตดูในแต่ละแพลทฟอร์มไม่ว่าจะเป็น Facebook, YouTube, Twitter และ Instragram ก็ล้วนอยู่ในสงครามการแข่งขัน เพื่อสร้างความผูกพันธ์กับกลุ่มผู้ใช้ หากไม่สร้างความผูกพันธ์ดังกล่าวแล้ว แพลทฟอร์มนั้นๆอาจตกอยู่ในความเสี่ยงว่าจะไม่มีคนใช้แพลทฟอร์มนั้น

ในวันนี้อาวุธชิ้นสำคัญของวงการโซเชียลมีเดียที่ดึงดูดกลุ่มผู้ใช้ได้มากที่สุดก็คือ Live แม้ว่า Snapchat จะมีฟังก์ชันนี้มาตั้งแต่ปี 2013 และมีการสร้างฟังก์ชันนี้ในแอปพลิเคชันชั่วคราว แต่แพลท์ฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook ได้ปล่อยฟังก์ชันนี้ออกมาในปี 2016 ทำให้แบรนด์ และ กลุ่มผู้ฟังสามารถถ่ายทอดสดได้ด้วยตัวเอง หลังจากนั้นต่อมาอีก 4 เดือน แพลทฟอร์มในเครือเดียวกันอย่าง Instagram ที่มีกลุ่มผู้ใช้ราว 600 ล้านคนก็มีฟังก์ชั่น Liveเป็นของตัวเอง และในที่สุดเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2017 แพลท์ฟอร์มด้านวีดีโอรายใหญ่อย่าง Youtube ก็ได้ประกาศฟังก์ชั่น Live ของแพลทฟอร์มตัวเอง

จากวีดีโอไวรัล สู่แพลทฟอร์มการทำ live-streaming ของแต่ละแพลทฟอร์มที่เริ่มต้นจากปี 2016 ได้เติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2017

ถ้าการLive วีดีโอคือหัวใจสำคัญของแต่ละแพลทฟอร์ม การ Liveก็ควรเป็นหัวใจของนักการตลาดเช่นเดียวกัน

หากจะพูดถึงปรากฏการณ์ Live ในบ้านเราก็คงหนีไม่พ้นรายการหน้ากากนักร้อง หรือ The Mask Singer ที่สร้างยอดคนดูรายการไปอย่างมหาศาล ในด้านคุณวู้ดดี้ จาก Woody Talk ก็ได้ประกาศตัวว่าจะเดินหน้าทำรายการ Live ของตัวเองใน Facebook และอำลาวงการทีวี เพราะเห็นประตูโอกาสจากช่องทาง Live ใน Facebook

สาเหตุที่ผู้ชมชอบคอนเทนต์ในแบบ Live ไม่ใช่เพียงแค่การเชื่อมกลุ่มผู้ฟังเข้ากับเหตุการณ์ในวีดีโอเท่านั้น แต่ “ความสดใหม่” และความ “จริง” ซึ่งย้อนแย้งกับความเคยชินกับความเป๊ะ ความถูกต้องบนเนื้อหาในโลกโซเชียลมีเดีย

  1. ความสามารถของ Social Media ที่พัฒนามากขึ้น

เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา Social Media ต่างๆมีวัตถุประสงค์ที่แน่ชัดในแต่ละแพลทฟอร์มของตัวเอง  เช่น Facebook ทำให้เราเชื่อมต่อกับเพื่อนได้มากขึ้น Instagram ใช้สำหรับการแบ่งปันช่วงเวลาของชีวิตผ่านรูปภาพ Twitterคือการเขียนบลอกจากบันทึกข้อความสั้นๆ (Microblogging)

ในแต่ละแพลทฟอร์มก็จะมีจุดยืนของตัวเองที่แตกต่างกันไป แต่ในปี 2016 ที่ผ่านมา เส้นแบ่งของแพลทฟอร์มต่างๆ เริ่มค่อยๆจางลง แพลทฟอร์มต่างๆเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองไปใกล้เคียงกับแพลตฟอร์มอื่น เช่น Facebook เริ่มมีแถบ Story เหมือนใน Instagram และ Snapchat ที่ปรับหน้าแพลทฟอร์มให้มีช่องค้นหา  จากตัวอย่างที่กล่าวมาถือเป็นสัญญาณให้เห็นถึงการขยายความสามารถของโซเชียลมีเดียเพื่อนำเสนอบริการที่ถูกใจกลุ่มผู้ฟัง และจัดการประสบการณ์ภาพรวมของกลุ่มผู้ใช้

แล้วปรากฏการณ์นี้มันสำคัญกับแบรนด์อย่างไร คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องแบ่งงบประมาณทางการตลาดและทรัพยากรต่างๆที่เท่ากันในแต่ละ แพลทฟอร์ม  การที่โซเชียลมีเดียพัฒนาขึ้นและมีประโยชน์ที่หลากหลายมากขึ้น บรรดาแบรนด์ก็มีโอกาสที่จะนำข้อมูลจำนวนผู้ติดตามในแต่ละแพลทฟอร์มมาวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจแบ่งงบประมาณการตลาดให้เหมาะสมกับประสิทธิภาพการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน

ยกตัวอย่างเช่น บางแบรนด์อาจไม่ใช้ Snapchat ในการเข้าถึงลูกค้า แต่หันไปให้ความสำคัญกับฟีเจอร์ Live บน Facebook และ Instagram ภาพแบบ 360องศา และ วีดีโอในการวางกลยุทธ์ด้านเนื้อหาแทน คุณอาจจะต้องปรับตัว และทำความเข้าใจกับลูกเล่นใหม่ๆ ของแต่ละแพลทฟอร์มเพื่อส่งมอบประสบการณ์ร่วมกับกลุ่มผู้ฟังอย่างเป็นธรรมชาติ

  1. การเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีเสมือน (Virtual Reality)

Virtual Reality หรือที่เรียกกันว่า VR กำลังเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในวงการการตลาด จากการที่ Facebook เข้าซื้อกิจการของ Oculus Rift (LINK) และการเปิดตัวแอปพลิเคชัน Facebook 360  ไปจนถึงแว่นตาสำหรับถ่าย VDO ของ Snapchat (Snapchat’s Spectacles) เรื่องเหล่านี้เป็นสัญญาณของการใช้เทคโนโลยี VR จะถูกยอมรับมากขึ้นในอนาคต

 

Snapchat’s Spectacles แว่นตากันแดดอัจฉริยะที่บันทึกวีดีโอได้

 

สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดของเทคโนโลยี VR คือการเปิดโอกาสให้แบรนด์ได้บอกเล่าเรื่องราวอย่างสร้างสรรค์ และ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม ยิ่งแบรนดเริ่มทดลองใช้ VR ในการผลิตคอนเทนต์ ความคาดหวังของกลุ่มลูกค้าจะยิ่งสูงขึ้น ในอนาคตหากแบรนด์ใดที่ไม่ใช้ VR ในการทำ content จะกลายเป็นผู้ตามในตลาด และในใจของผู้บริโภค

แต่หลุมพรางที่นักการตลาดมักเข้าใจผิดว่า VR เป็นเรื่องของอนาคต ทำให้คิดว่ามีเวลาอีกนานที่จะเริ่มทดลอง VR  แต่ช่วงเวลาที่ต้องใช้ VR คือที่นี่ และตอนนี้ สำนักข่าว CNN เป็นแบรนด์หนึ่งที่เริ่มทดลองใช้ VR ในการถ่ายทอดเนื้อหาข่าวในรูปแบบใหม่ที่มีเนื้อหาที่ทำให้ผู้คนดื่มด่ำไปกับประสบการณ์ของเทคโนโลยี

ในฐานะนักการตลาด หน้าที่ของคุณคือสร้างวิสัยทัศน์ให้แก่องค์กรของคุณ ให้มองเห็นเทรนด์ในภาพรวม และใช้เทคโนโลยีก่อนที่ผู้บริโภคจะคาดหวังให้ธุรกิจนำมันมาใช้ แต่อย่างไรก็ตามกระแสเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วทำให้เราต้องคอยติดตามว่าจะมีลูกเล่นอะไรใหม่ๆ มาเพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าต่อไปในปี 2017

เทรนด์ที่น่าจับตามองในปีนี้คือการมาของ Live video  การเปลี่ยนแปลงของแพลท์ฟอร์ม โซเชียลมีเดีย ที่มีความสามารถหลากหลายมากขึ้น และเทคโนโลยีเสมือน (virtual reality) จะมาเปลี่ยนรูปแบบการตลาดบนโซเชียลมีเดียในปีนี้อย่างแน่นอน

 

อัพเดทความรู้ กับ “ศัพท์แสง” ที่นักการตลาดออนไลน์ ห้ามพลาด!! (ตอนที่ 2 )

 มาต่อกันที่ศัพท์พื้นฐานครั้งที่ 2 กันค่ะ ไปชมกันเลย
Native Advertising & Sponsered content 
สร้างเนื้อหาที่เฉพาะกลุ่มที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของสำนักข่าวต่างๆ เช่น เนื้อหาที่มีสรุปเกี่ยวกับ SMEs แต่มีการโฆษณาเทคโนโลยีที่เหมาะกัยกลุ่มผู้อ่านไปด้วย หรือลักษณะคล้ายกับ Advertorial ในนิตยสารนั่นเอง
Remarketing
การสื่อสารการตลาดกับกลุ่มเป้าหมายที่เคยมาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ แต่ยังไม่เกิดการซื้อ ด้วยเนื้อหาที่เฉพาะของแต่ละบุคคล เช่น เราเคยไปดูกระเป๋าที่เว็บไซต์นี้ โฆษณาของกระเป๋าบนเว็บไซต์นี้ก็จะปรากฏให้คุณเห็นในเว็บไซต์ต่างๆนั่นเอง
Display Banner Ads 
เป็นลักษณะของป้ายโฆษณาบนเว็บไซต์ที่ผู้ชมสามารถคลิกเขาไปเพื่อเข้าไปสู่เว็บไซต์เป้าหมายๆต่างๆได้ หรืออาจะเป็นการสร้างการรับรู้แบรนด์บนโลกออนไลน์
Contextual Ads 
การลงโฆษณาตามบริบทของเว็บไซต์ เช่น การลงขายลิปสติในเว็บไซต์ด้านความสวยงาม หรือกระทู้รีวิวเครื่องสำอาง โดยยึดจาก เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง คำสำคัญ หรือ Keyword ที่สัมพันธ์กันกับสินค้าหรือบริการ
 A3
ศัพท์แสงควรรู้ 
Convertion Rate Optimization
ใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ รวมถึงข้อมูลคำแนะนำของผู้บริโภคในการพัฒนาเว็บไซต์ เพื่อเปลี่ยนช่องทางโฆษณาบนเว็บไซต์เป็นช่องทางการสร้างรายได้ให้กับแบรนด์ของคุณ

5 เคล็ดลับง่ายๆ ในการสร้าง Profile LinkedIn แบบมืออาชีพ

“จงระวังสิ่งที่คุณจะโพสบน Social Media”

คุณน่าจะเคยได้ยินเรื่องราวเหล่านี้มาก่อนว่าในสังคมปัจจุบัน คุณจะต้องระวังสิ่งที่คุณกำลังจะโพสลงบน Twitter หรือ Facebook ที่ทุกคนสามารถเห็นสิ่งที่คุณโพสได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณต้องการหางานใหม่หรือเป็นตัวแทนพนักงาน นั่นคือสิ่งที่ LinkedIn มีให้บริการ

มีผู้คนจำนวนมากที่กำลังดูโปรไฟล์ของคุณอยู่ ถ้าคุณกำลังจะมองหางานที่คิดว่าเหมาะสมกับตัวคุณเอง อาจจะมีบริษัทที่คุณกำลังมองหาอยู่โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึงลูกค้าที่คาดหวังไว้หรือคู่ค้าทางธุรกิจ

การทำให้โปรไฟล์ของคุณดูดี มันอาจจะแสดงถึงความเป็นมืออาชีพหรือไม่? หรือควรจะต้องทำอยู่แล้ว? มีอยู่ 5 สิ่งที่คุณควรจะทำบน LinkedIn เพื่อทำให้โปรไฟล์ของคุณดูโดดเด่น ไม่เพียงแต่แสดงถึงว่าคุณเป็นคนมีความสามารถ แต่มันแสดงถึงความเป็นมืออาชีพด้วย

 

  1. เข้าร่วม Groups

– อาจจะเป็นเรื่องน่าเบื่อไปหน่อยสำหรับการสลับสับเปลี่ยนจำนวนสมาชิกภายใน Groups แต่มันจะช่วยให้คุณได้รับการเตือน นี้อาจเป็นเรื่องส่วนบุคคล ซึ่งอย่างน้อยคุณควรจะเข้าร่วมกลุ่มอย่างน้อย2-3กลุ่ม โดยอาจจะเริ่มจากกลุ่มสมาคมศิษย์เก่าของคุณซึ่งคุณมีบางอย่างที่สามารถเข้าร่วมกับสมาชิกทั้งหมดได้อยู่แล้ว ส่วนในกลุ่มอื่นๆอาจจะเป็นกลุ่มของอุตสาหกรรมซึ่งกลุ่มเหล่านี้ควรจะเป็นกลุ่มที่คุณต้องให้ความสนใจมากที่สุด

  1. เพิ่ม Keywords และ Links

– คุณสมบัติใน Portfolio ของคุณ ที่แสดงถึงประสบการณ์การทำงานของคุณจะช่วยให้คนที่สำรวจการทำงานของคุณมีความสนใจมากขึ้น โดยจะต้องมีเนื้อหาในLinkของคุณที่เป็นต้นฉบับและเกี่ยวข้องกัน เช่น Blog posts และ Youtube videos ซึ่งนี่คือสิ่งที่อุตสาหกรรมต้องการ แต่ใน Portfolio ของคุณควรบ่งบอกถึงทักษะและความสามารถของคุณด้วย

  1. ใส่ใจในรายละเอียดกับส่วนข้อมูลสนับสนุน  (Rec)

– นักเขียน Forbes, William Arruda กล่าวว่า การสนับสนุนที่มีอยู่อย่างจำกัดใน5อันดับแรกของทักษะที่คุณมีที่ทำให้คุณดูโดดเด่น ไม่เพียงแต่การรองรับทักษะของผู้คนทั่วไปเมื่อคุณได้เห็นเขาเหล่านั้นเป็นการส่วนตัว

– ข้อเสนอแนะของคุณไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะว่ามีเพียงแค่2อันดับแรกที่ปรากฎอยู่บนหน้าเพจของคุณ ซึ่งคุณจะต้องแน่ใจว่าคุณยอมรับในข้อเสนอแนะที่ดีที่สุดของคุณอยู่

  1. สร้างเพจส่วนตัวของคุณเอง

– ตามที่William Arrudaกล่าว เพจLinkedIn ของคุณไม่ใช่Resume และควรมีการใช้คำพูดที่นุ่มนวล ซึ่งหมายความว่าคุณเป็นคนแรกที่ได้ใช้และมีการแชร์ความเห็นลงในที่ที่เหมาะสม ซึ่งนี้จะช่วยให้เชื่อมต่อกับบุคคลอื่นๆได้

-ให้เก็บเป้าหมายผู้ที่เข้ามาชมโปรไฟล์คุณไว้และพูดออกมาอย่างตรงๆ อย่าไปกลัวที่จะรวบรวมKeywordsในสรุปของคุณ อย่างไรก็ดี Keywordsเหล่านี้จะช่วยให้ค้นหาผลลัพธ์ได้ง่ายขึ้น ถ้าคุณยังไม่ได้เพิ่มลงในสรุปในหน้าเพจของคุณ สามารถดูได้จากภาพข้างล่างนี้

 

bh5Qp048_820x351.png-600x351

คลิปที่ “View More” ปุ่มสำหรับดูหน้าอื่นๆในเพจของคุณ

ทั้งนี้คุณยังสามารถเพิ่มในส่วนของรางวัลที่เคยได้รับมา ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าคุณเยี่ยมแค่ไหน และอาจได้รับการยอมรับในการทำงานของคุณเองด้วย อีกทั้งยังสามารถนำไปคุยโวเกี่ยวกับตัวคุณเองได้

อีกประการหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเล็กๆที่จะช่วยทำให้มั่นใจว่าภาพถ่ายหน้าตรงที่จะเอาไปตั้งเป็นรูปโปรไฟล์ของคุณ จะช่วยดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาสนใจในเนื้อหาของคุณได้

Link Humans แนะนำสำหรับURLส่วนตัวของคุณเพื่อเพิ่มรายละเอียดในโปรไฟล์บนResumeหรือธุรกิจของคุณ

 

The new link ending should make sense and include your name. Something like “sdawgsupersysko” isn’t gonna fly with employers, or honestly, anyone. It should be short, sweet, and easy to remember.

When viewing your public profile, look to the left hand side for a box that says “Your Public Profile URL”. Once edited looks like this:

LinkedIn URL

  1. อัพเดตให้ทันสมัยอยู่เสมอ

–  LinkedIn Profileของคุณจะเป็นตัวแทนในสิ่งที่คุณเคยทำและที่คุณเคยทำงานอยู่ ถ้าคุณจะทำสิ่งหนึ่งในรายการนี้ ควรที่จะเก็บข้อมูลประวัติส่วนตัวของคุณที่ทันสมัยซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายๆที่ ไม่ต้องใช้สมองมากนัก

– LinkedIn จะให้คุณมีพื้นที่มากมายเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถของคุณ นี่เป็นวิธีที่ดีที่คุณสามารถใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ของคุณโดยไม่ต้อง พยายามที่จะจำกัดตัวเองเหมือนกับบนประวัติส่วนตัว

– การศึกษา ประสบการณ์ และสิ่งจำเป็นสำหรับการสมัครงานของคุณ เพื่อให้แน่ใจว่าได้รับการปรับปรุง การหางานและระบบเครือข่ายเป็นสิ่งที่ยาก แต่การทำให้แน่ใจว่าโปรไฟล์ของคุณเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แม้ว่าคุณไม่ได้กำลังมองหางานชั่วคราวใหม่ก็ตาม LinkedIn เป็นทรัพยากรที่ดีเยี่ยมสำหรับลูกค้าที่เป็นหัวใจหลักที่สำคัญที่จะทำให้เป็นมืออาชีพที่ดี ผู้คนต้องการมอบความรู้สึกเชื่อมต่อให้เข้าถึงกับคุณและคุณต้องการให้ความ เคารพคุณ เคล็ดลับเหล่านี้ทำให้ขึ้นในการจัดการ

 

เจ้าของกิจกา่รห้ามพลาด!!! 5 ไอเดียพื้นฐานการทำการตลาดบนอินเทอร์เน็ต (ตอนที่ 1)

ที่มา : 5 Basic Internet Marketing Ideas for Entrepreneurs

entrepreneur-online-mba-degrees

 

เปิดปีใหม่มานี้ หลายคนคงวางแผนลองอะไรใหม่ๆ วางแผนชีวิตกันสินะครับ สำหรับบทความในต้นปีนี้ อาจไม่ใช่สิ่งที่ใหม่มากสำหรับเรื่องการตลาดบนอินเทอร์เน็ต แต่เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ที่จะมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของคุณครับ

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจดาวรุ่ง หรือแม้แต่ธุรกิจที่กำลังจะต้องพลิกชะตาธุรกิจว่าจะรอดหรือไม่รอดกันแน่ แนวความคิดต่อไปนี้จะช่วยคุณได้ บทความนี้จะสมมุติให้คุณนำเสนอสินค้า หรือบริการ โดยจะโปรโมทเพื่อกิจการของตนเองหรือ โปรโมทเพื่อแบรนด์ของบริษัทคุณก็ได้

นอกจากตัวคุณเองที่จะต้องพัฒนาแล้ว สิ่งสำคัญที่คุณต้องสร้างขึ้นมาคือ “แผนการทำงาน”  เพื่อบริหารเวลา และเงินอย่างคุ้มค่าที่สุด ไม่ว่าจะทำด้วยตัวคุณเองคนเดียว หรือ ทำร่วมกับหุ้นส่วนของคุณ สิ่งที่น่าสนใจคือ คุณสามารถบริหารเวลาได้มากขึ้น โดยจ่ายเงินให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนทำ แต่คุณเป็นคนควบคุม และสั่งการเท่านั้น

สิ่งที่คนทำธุรกิจลืมคือ คุณมีเวลาจำกัดซึ่งไม่เพียงพอที่จะทำทุกอย่างได้หมด —ใช้มันอย่างชาญฉลาดถ้าคุณต้องการจะประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจ

 

งานแรกก่อนที่จะวางแผนคือ ทำความเข้าใจกับ keyword ของคุณซะก่อน – คำหรือประโยคไหนที่ผู้คนมักใช้ในการค้นหาคุณจากเครื่องมือค้นหาต่างๆ (search engine ) ลองนั่งทบทวนสักชั่วโมง และ เริ่มต้นค้นหา(เริ่มจาก Google)ด้วยสินค้า และบริการจริงๆที่คุณนำเสนอ จากนั้นไปดูเว็บไซต์ของคู่แข่ง และดู keyword ที่พวกเขาใช้ (ไปที่Tools, View Source, search for “keywords”)

จากนั้นคุณควรใช้คำ keyword เหล่านั้น และพยายามทำให้คุณเป็น 1 ใน 3 ของโฆษณาที่เป็น Top3 บน Google ads จากสถิติพบว่า ผู้คนส่วนมากจะมองเห็นจากลิสท์รายการ 2-3 อันแรกเพื่อตัดสินใจเข้าเว็บไซต์  ลองใช้ http://www.googlekeywordtool.com เว็บไซต์ที่ดีสามารถช่วยคุณเริ่มต้นจากข้อมูลพื้นฐาน จากนั้นล งเข้าhttp://adwords.google.com/keywordplanner สำหรับการวางแผนเพื่อลงเงินโฆษณา

จากนั้นไปที่ข้อมูลประชากรศาสตร์ของกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มที่คุณอยากให้เขาใช้สินค้า หรือ บริการของคุณมากที่สุด พวกเขาอายุเท่าไหร่ เพศ สถานะการแต่งงาน จำนวนรายได้ และที่อยู่ละแวกไหน  รวมถึงข้อมูลอื่นๆอีกมากมาย คุณสามารถสมัครโฆษณาบน Facebook  และ Google Adwords เพื่อใช้เครื่องมือในการหาข้อมูล แยกประเภทเหล่านี้ได้ฟรี หากคุณได้เป็น Google Adwords Partner ทาง Google จะให้ข้อมูลประชากรศาสตร์จากบริการGoogle Consultant

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญน่ะหรอ ตอบเพื่อให้เห็นภาพคือ เราคงไม่่ขายครีมลดริ้วรอยให้คนที่เข้าคอร์สยกกระชับใบหน้ามาแล้วหรอกนะ หรือจะขายกับคนที่ไม่มีรายได้ก็คงยาก แต่คุณขายมันได้กับผู้หญิงอายุ 40 ถึง 60ผู้ที่อยู่แถวภาคใต้ที่มีแดดแรงๆ

นอกจากนี้เพื่อให้สินค้าและบริการของคุณขายได้ทั่วโลก!! คุณควรเพิ่มภาษาทีี่แตกต่างกันบนเว็บไซต์ (ไม่จำเป็นต้องมีแต่ภาษาใน Google translation เท่านั้น )

คุณไม่สามารถขายบริการทางการเงินไปยังคนที่ใช้ชีวิตโดยการจ่ายเช็คเงินสด และ คุณคงไม่อยากขายอสังหาริมทรัพย์ไปยังคนที่มีเครดิตทางการเงินที่ไม่ดี นีคือเหตุผลที่การตลาดบนอินเทอร์เน็ตตอบโจทย์มากกว่าการอาศัยแค่เครือข่ายลูกค้าเดิม หากคุณจะหากลุ่มเป้าหมายบนโดยการผ่านการโฆษณาผ่านอินเทอร์เน็ต การโพสบน Social Media หรือบทความออนไลน์ที่คุณเผยแพร่ คุณต้องรู้ก่อนว่าตามหลักแล้วกบุ่มเป้าหมายมองหาอะไรจากผลิตภัณฑ์ / บริการ และต่อมาอะไรคือเหตุผลที่ทำให้เขาต้องเลือกซื้อมัน

เมื่อคุณออกมาจากเครือข่าย คุณอาจจะต้องเริ่มคุยกับคนอื่นๆ แม้กระทั่งเพื่อนเก่าๆ แต่สิ่งที่แปลกคือคุณอาจลืมไปว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณโบกมือเรียกคนอยู่ในฝูงชนเพื่อรอให้คุนไปค้นหาพวกเขา

แม้ว่ากลุ่มเครื่อข่ายอาจไม่ใช้วิธีที่ดี (ในมุมมองของผู้เขียน) และนั่นเองคือเหตุผลที่ทำไมคุณต้องตรวจสอบรายการเงินที่ลงทุนไป กับเงินที่ได้กลับมา หากไม่มีรายได้ก็ไม่มีเงินที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ กลุ่มใน LinkedIn และ  Facebook นั้นเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะเขาเป็นกลุ่มเป้าหมายโดยธรรมชาติ

อีกหนึ่งคำแนะนำที่ดีที่สุดที่ผู้เขียนมักจะได้รับคือ “จงเชื่อมโยงกับผู้เชื่อมโยง” หากคุณต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่านเครื่อข่ายทางสังคม ให้เริ่มจากคนที่เป็น Top ของวงการนั้นๆ มองหาคนที่เป็นผู้เชื่อมโยงที่ดีที่สุด และทำให้เขาเข้าใจเกี่ยวกับผลิคภัณฑ์หรือบริการของคุณ และเรียนรู้ถึงสิ่งที่พวกเขาอยากได้เพื่อเป็นการตอบแทน คุณควรช่วยผู้อื่นโปรโมทธุรกิจของพวกเขาด้วย หากคุณต้องการความช่วยเหลือจากเขา

สร้างลิสท์รายละเอียดของสินค้า/บริการ เมื่อทางเขาร้องขอ คุณสามารถให้ข้อมูลแก่เขาได้ทันที และยิ่งไปกว่านั้น ลองโทรไปหา ชวนเขาคุยเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน หรือนัดหมายล่วงหน้าเพื่อป้องกันการลืมของพวกเขา

ดังนั้น คุณอาจจะเดาได้ว่าผมจะพยายามรักษาเวลาที่ออกจากออฟฟิศให้น้อยที่สุด  ผมพบว่าอินเทอร์เน็ตช่วยเพืิ่มประสิทธิภาพในการใช้เวลา ผมเริ่มต้นวันแต่เช้าตรู่ ท่ามกลางความเงียบเพิ่อทำงานของผมให้เสร็จ และพยายามทำงานให้ลุล่วงโดยไม่มีนัดหใายเลยจนกว่าจะบ่ายสามโมง ดังนั้นผมจะไม่ถูกขัดจังหวะ  มันค่อยข้างยากสำหรับการนัดพบตอนเช้า และกลับมามีสมาธิเพื่อทำงานทุกอย่างให้เสร็จ

ในครั้งหน้า เรามาดูกันนะครับว่า 5 วิธีที่เจ้าของกิจการทั้งหลายควรจะรู้นั้นมีอะไรกันบ้าง บอกใบ้ให้นิดว่าเกี่ยวกับเครื่องไม้เครื่องมือทางการตลาดบนอินเทอร์เน็ต อาจจะเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่ลองมองมันในมุมมองใหม่ๆ หรือมีเทคนิคใหม่ๆ มาอัพเดทกันในบทความหน้านะครับ

 

 

เกาะกระแส!!! รู้เทรนด์ก่อนใครกับ 25 แนวโน้ม ด้าน เทคโนโลยีในปี2015

เกาะกระแสรู้เทรนด์ก่อนใครกับ 25 แนวโน้ม ด้าน เทคโนโลยีในปี2015

ที่มาบทความ :  25 Technology Trends for 2015 – 2016

บทสรุปจากงาน CES 2015 (Customer Electronic Show)เกี่ยวกับเทรนด์ของเทคโนโลยในปีนี้ที่ทางผู้เขียน Brian Solis

ได้เขียนในบทความ  ได้สรุปได้ดังนี้

 

  1. ไว้อาลัยแด่ Social Media 1.0ที่ตายไปแล้ว

Social Media เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านในยุคดิจิทัล   การทำการตลาดแบบ Real-time และ content marketing เริ่มสร้างความพึงพอใจ และ พกพาสะดวกมากขึ้น Social Media กลายเป็นจุดเชื่อมโยงหลักสำหรับการส้รางประสบการณ์ให้แก่ลูกค้า Social Media เชื่อมโยงระหว่างขั้นตอนของ” Zero Moment of Truth” ช่วงเวลาที่ลูกค้าหาข้อมูลชองสินค้าหรือบริการก่อนการตัดสินใจซื้อ และ “Ultimate Moment of Truth” ช่วงเวลาที่ลูกค้าถ่ายทอดประสบการณ์การใช้สินค้าผ่านช่องทาง Social  ดังนั้น Social Media 1.0 หรือการสร้าง Social Media ขึ้นมาเพื่อโฆษณาสินค้าเพียงอย่างเดียว ได้ตายไปแล้ว จงทำให้ Social Media ของคุณมีชีวิต

mkt1

  1. อนาคตในเรื่องของการค้นหาข้อมูลต่างๆและ Search Engine Marketing

มากกว่า88%ของลูกค้าได้รับอิทธิพลมาจาก ผู้ใช้งานคนอื่นๆ เช่นการแสดงความคิดเห็นออนไลน์  อีกทั้งลูกค้ายังมีพฤติกรรรมเริ่มต้นค้นหาจากที่ต่างๆ เช่น Youtube, Pinterest หรือในApplicationต่างๆโดยตรง

  1. Messaging apps จะกลายมาเป็น Social Media แบบใหม่
  2. ในเอเชียและคู่แข่งอื่นๆในต่างประเทศ จะมีการแข่งขันกันในเรื่องของส่วนแบ่งผลกำไรและจะมีการผลักดันในเรื่องของ Massaging ให้ก้าวไปข้างหน้า
  3. หน้าต่างการแจ้งเตือนจะเป็นลักษณะชั้นบางๆ เพื่อการสร้างความเชื่อมโยงที่รวดเร็ว
  4. นวัตกรรมของจีนจะส่งผลกระทบต่อสหรัฐอเมริกาทั้งภายนอกและภายใน
  5. The Internet of Things เป็นสิ่งที่น่าสนใจและเป็นความยุ่งเหยิงที่สวยงาม จนกระทั่งมันกลายเป็น the Internet of Everything โดยในปี 2020 จำนวนของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตคาดว่าจะเกิน 40 พันล้าน
  6. อุปกรณ์ไฮเทคที่สวมใส่ได้จะพยายามเข้ามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราในทุกๆวัน

The Apple watch จะสร้างปรากฏการณ์ตอกย้ำเทรนด์ของ “Wearable” ซึ่งมันครอบคลุมไปทั้ง อุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ทั้งหมด  แต่ส่วนใหญ่มักจะมีจุดประสงค์เดียว , ซ้ำซ้อน เฉลียวฉลาด หรือ เป็นแบบเรียบง่ายแต่ไร้ประโยชน์ สิ่งที่ทำให้แตกต่างคือ killer app หรือ Application  เฉพาะรุ่นที่มีเฉพาะบาง Device สามารถชูจุดขายได้เป็นอย่างดี

9) การทดลองเทคโนโลยีเสมือนจริง(Vertual reality) ด้วย Application เฉพาะทาง สำหรับลูกค้า และตลาดธุรกิจ

 

  1. มุ่งเป้าไปที่กลุ่มวัยรุ่นในยุคGeneration Z มักจะมองเรื่องของโทรศัพท์เป็นอันดับแรก

11.Youtube, Vine, etc., ถูกขนานนามว่าเป็น New Hollywood

Youtubers, Viners และระบบการเงินจะช่วยสนับสนุนในนึกถึงHollywood ในช่วงต้นยุค1900 ที่ทำให้เด็กๆส่วนใหญ่สามารถรู้ชื่อของดาราที่ตนชื่นชอบได้ และสามารถค้นหาภาพยนตร์เก่าๆ เพลงดังๆในอดีต เพื่อดึงดูดความสนใจในการหาวิธีการใหม่ในเรื่องของการโฆษณาและเนื้อหาต่างๆ

  1. การรักษาความปลอดภัยในโลกCyber เป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะช่วยป้องกันเหตุต่างๆ #sonygate
  2. บางบริษัทยังคงเชื่อว่าในโลกอินเทอร์เน็ตไม่ควรเปิดเผยในเรื่องของผลกำไรต่างๆ ซึ่งอาจทำให้เป็นอุปสรรคต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่างๆได้
  3. Music Streaming ยังคงมีอยู่เพื่อทำลายธุรกิจเพลงและงานศิลป์ต่างๆ
  4. Wall Street กลายเป็นผู้มีอิทธิพลอีกแบรนด์ที่จะช่วยสร้างรายได้ให้กับลูกค้า
  5. โครงสร้างเงินทุนในฝูงชนเกิดการหยุดชะงักในทุกที่
  6. 163 สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเงินแบบดิจิตอลมีการไหลเวียนอยู่ใน Bitcoin ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย แม้ว่ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดจะลดลง
  7. การชำระเงินผ่านมือถือ ในช่วงปลายของปี2013 เพียง6%ของอเมริกาได้มีการชำระเงินในร้านค้าโดยการสแกนหรือแตะสมาร์ทโฟนที่จุดชำระเงิน ซึ่งต่อไปจะขึ้นเป็น8% ทางบริษัทAppleได้มีการแนะนำว่า Apple Pay จะช่วยผลักดันให้อัตราเปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นได้ และเกือบ15%ของลูกค้าStarbucksจะมีการชำระเงินผ่านมือถือ และเกือบ60%ของผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนมักจะชำระเงินผ่านมือถือซะส่วนใหญ่
  8. The Sharing Economy จริงๆแล้วเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเช่าและการกู้ยืมเงิน ซึ่งทุกๆอย่างจะกลายมาเป็น On-Demand
  9. องค์กรใหม่ที่มีการจัดการแพลตฟอร์มเพื่อเปลี่ยนการแข่งขันทางโลจิสติก
  10. สงครามไซเบอร์: การต่อสู้ทางการเมืองจะแสดงออกมาในมิติที่ 5
  11. ความเป็นส่วนตัวของคุณจะหมดไป : มันจะได้รับการซื้อขายรับเพื่อได้รับรู้การรักษาความปลอดภัยและยังเป็นสิ่งที่ดีกว่าประสบการณ์ของลูกค้า
  12. การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่(Big data) และ beacons (อุปกรณ์ Hardware ที่เชื่อมเข้ากับ Smart Phone มักใช้ Tracking ในสถานที่ต่างๆ)จะเชื่อมโยงประสบการณ์ของลูกค้าทั้งในโลกออนไลน์ , ใน Application และ ประสบการณ์ในร้านค้า ดังนั้นลองเปิดประตูบายใหม่ๆให้ลูกค้ามาสัมผัสกับแบรนด์คุณในแบบที่ต่างมุมมอง โดยปัจจัยที่คุณควรให้ความสำคัญมีดังต่อไปนี้

– จำนวนคนเข้าร้าน , ยอดผู้เข้าเยี่ยมชมออนไลน์ , ยอดเข้าเยี่ยมชมผ่าน Application

– ปริมาณ และ ความถี่ของการเข้าเยี่ยม พฤติกรรม และกิจกรรมที่เกิดขึ้น

– ความเชื่อมโยงกับแบรนด์

– สินค้าที่โปรดปราน

-ข้อมูลเชิงประชากรศาสตร์ (เช่น เพศ อายุ)

– ตำแหน่ง (Location)

– การนำโปรแกรมสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์ไปปรับใช้

– คุณภาพของบริการ การจัดคิว และ ยกเลิก Applicaition, หรือ Order สินค้า

– การวางแผนและจัดสรรทรัพยากร

 

mkt2

ตัวอย่าง Baecons : Hardware ที่เชื่อมโยงกับ Smartphone เพื่อส่งส่วนลดต่างๆให้กับลูกค้า โดยเชื่อมโยงผ่าน Bluetooth

 

Beacons นำเสนอโอกาสให้แก่บรรดาธุรกิจเพื่อจะสะสมข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ยังไม่ได้ประโยชน์  เช่น beacon hits and พฤติกรรมผู้บริโภค, ช่วงเวลาในการเช็คอิน ช่วงเวลาที่ยุ่งที่สุดในแต่ละวัน หรือสัปดาห์ จำนวนคนผ่านเข้าออกในแต่ละสถานที่ในแต่ละวัน  เป็นต้น ร้านค้าสามารถพัฒนาสินค้า การจัดสรรพนักงานในแต่ละฝ่าย การบริการ เป็นต้น

  1. Webrooming จะกลายเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยกว่า Showrooming (69% – 46% ตามลำดับ)

– Millennials (กลุ่มคนที่มีกำลังซื้อแถมยังเป็นกลุ่มคนที่ใช้งานดิจิทัลมากที่สุด มีช่วงอายุประมาณ 14-32 ปี) ชอบใช้ Webrooming ซะส่วนใหญ่

– Amazon ยังคงเป็นอันดับ1ในการใช้ showrooming and webrooming

– การเชื่อมต่อแบบ Online และ Offline ใช้ประโยชน์จากทั้ง showrooming and webrooming

  1. การทำการตลาดเฉพาะทางกับผู้บริโภคจำนวนมาก และ ชุดโปรแกรมทางการตลาดแบบครบสูตรจะสร้างสนามการแข่งขันของผู้จัดจำหน่าย และเปลี่ยนวิธีคิดของแบรนด์