5 เคล็ดลับ การใช้ Google Analytic ติดปีกธุรกิจของคุณ!!

5 เคล็ดลับ การใช้ Google Analytic ติดปีกธุรกิจของคุณ!!

40-Google-Analytics-Solutions3

 

 

Google Analytics อาจดูน่าเข้าใจยาก เมื่ือคุณพยายามทำความเข้าใจ ลอง 5 อ่านเคล็ดลับต่อไปนี้เพื่อเข้าใจเครื่องมือมากขึ้นกันครับ

#1. ทำความคุ้นเคยกับหน้าเพจของ Google Analytic

เมื่อคุณเข้าสู่ระบบของบัญชีr Analytics และคลิกหน้าโปรไฟล์ของเว็บไซต์ของคุณ จากนั้นไปที่ส่วนของ Reporting ที่ด้านซ้าย คุณจะเห็น 4 เมนู ลองไปดูกันว่าแต่ละคืออะไร ใช้ทำอะไร

 
Audience – ผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ
Acquisition – ช่องทางที่เขาเข้าเว็บไซต์ของคุณ
 
Behaviour – สิ่งที่ผู้ชมเข้าชมในเว็บไซต์ของคุณ

Conversions – การกระทำที่พวกเขาเหล่านั้นทำ (อธิบายในรายละเอียดด้านล่างครับ)

เราสามารถกำหนดช่วงวันที่ได้จากช่องช่วงวัยที่ด้านขวาบนหน้าเพจ ซึ่งค่าเริ่มต้นตือ 30 วันก่อนหน้าวัน ณ ปัจจุบัน เราสามารถกำหนดค่าใหม่ โดยเลือกวันเรื่มต้นที่เราต้องการดูข้อมูล และเลือกวันสุดท้ายที่อยากให้ข้อมูลแสดงผล จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Apply

เราสามารถเปรียบเทียบข้อมูลในช่วงเวลาที่แตกต่างกันได้ เช่น ช่วงเวลานี้เมื่อปีที่แล้ว โดยคลิกที่ปุ่ม Compare และเลือกที่เมนูด้านข้างว่าคุณต้องการเปรียบเทียบช้อมูลปัจจุบันกับช่วงเวลาอื่นในรูปแบบใด

#2. รู้จักผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ

คลิกไปที่ปุ่มตัวเลือก Audience Overview ที่ด้านซ้าย เราจะเห็นข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนของ sessions (visit–จำนวนครั้งในการเข้าชมเวปไซต์), users  และ pageviews

Analytics เก็บข้อมูลจากเพจว่ามีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณเท่าไหร่ และเรียกมันว่า session  ถ้าผู้เยี่ยมชม–visitor (หรือผู้ใช้ user) หยุดการเข้าชมหรือเปลี่ยนไปดูเพจอื่นเป็นเวลานาน เช่น 30 นาที  Analytics จะถือว่า session นั้นสิ้นสุด ดังนั้นหากในครั้งหน้า ผู้ชมเข้ามาที่เวปไซต์อีกก็จะถือเป็น session ใหม่ สาเหตุว่าทำไมตัวเลขของ Session ถึงได้มากกว่าตัวเลขของ Users เพราะusers เดียวกันอาจมาเยี่ยมชมเวปไซต์ของคุณมากกว่าหนึ่งครั้งภายในช่วงเวลานั้นๆ

Pageviews คือตัวเลขของเพจที่ผู้ชมดูในช่วงแต่ละsession และหน้าเพจนี้จะแสดงผลเรื่องของผู้เยี่ยมชมรายใหม่ และผู้เยี่ยมชมรายเก่าที่กลับมา ระยะเวลาที่เขาเข้ามาชมเวปไซต์ของเรา และ bounce rate (อธิบายในรายละเอียดด้านล่าง)
คลิกเมนูด้านซ้ายที่ตัวเลือก Location เพื่อดูว่าผู้ชมมาจากประเทศไหน คุณสามารถเจาะลงไปในแผนที่เพื่อดูรายละเอียดเกียวกับ Location

ตัวเลือก Technology และ Mobile แสดงถึงอุปกรณ์สื่อสาร และ Browser ใช้เพื่อเข้ถึงเวปไซต์ของคุณ

ดังนั้นประเด็นที่คุณสามารถทดสอบหรือหาจากที่นี่คือ

  • จำนวครั้งที่เข้าชมเวปไซต์ของเราโตขึ้นรึเปล่านะ ?
  • จำนวนของผูเข้าชมใหม่ มีกี่คน ?
  • Bounce rate คืออะไร ? คือจำนวนของคนที่เข้ามาดูเวปไซต์และคลิกออกไปในระยะเวลาอันสั้น นี่อาจเป็นตัวเลขสำคัญหากคุณอยากให้ผู้ชมอยู่บนเว็บไซต์ของคุณนานๆ แต่ก็เป็นสัญญาณได้ว่าผู้ชมได้ข้อมูลที่เขาต้องการเร็วเกินไป

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธุรกิจ และกลยุทธ์ของทางเว็บไซต์ของคุณ และจุดประสงค์ที่ชัดเจนว่าคุณจะวัด และวิเคราะห์ไปเพื่ออะไร แต่การวัดผลสิ่งเหล่านี้ก็เป็นการวัดประสิทธิภาพของธุรกิจ และกลยุทธ์ของเว็บไซต์ของคุณได้

#3. เข้าใจที่มาของผู้ชม

ลิ้งก์ Acquisition Overviewจะแสดงผลสถิติภาพรวมว่าที่มาหลักของคนที่มาเยี่ยมชมเว็บไซต์คุณ ซึ่งมี 6 ช่องทาง ดังนี้

  1. Social คนที่เข้ามาจากsocial media
  2. Direct, คนที่เข้ามาจากการพิมพ์ชื่อ Url เว็บไซต์ของคุณลงใน Browser โดยตรง
  3. Organic Search, ผู้ชมที่เข้ามาจากการค้นหาผ่านเว็บไซต์ประเภท Search Engine
  4. Referral, คนที่มาจากการคลิกลิ้งก์ที่เว็บไซต์อื่นๆที่อ้างอิงเว็บไซต์ของคุณ
  5. Email, มาจากการส่งอีเมลล์ของคุณ
  6. Other, หากคุณใช้บริษัทตัวกลางในการส่งเนื้อหา เช่น  dlvr.it
ลองคลิกเข้าไปที่ All Traffic เพื่อดูแหล่งข้อมูล 10 อันดับที่นำผู้ชมเข้าสู่เว็บไซต์ของคุณได้มากที่สุด คุณอาจจะเจอแหล่งข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น จำนวนผู้ชมหน้าใหม่ที่มาจากเวปไซต์เหล่านี่ ระยะเวลาที่เขาเข้าชมเวปไซต์เรานานแค่ไหน (เวลาเฉลี่ยต่อ Session ) จำนวนเพจที่พวกเขาเข้าชม

คุณควรค้นหาว่าพวกเขาเหล่านั้นค้นหาคุณจากอะไรโดยการคลิก Campaigns, Keywords, Organic.

ข้อมูลของ keywords ที่ผู้ชมใช้ในการค้นหาผ่าน Google หรือ search engine อื่นๆ และเชื่อมมายังเว็บไซต์ของคุณ
คำถามคือ Keyword เหล่านี้สำคัญอย่างไร มันเป็นคำใบ้ว่าคุณจะทำการตลาดบนโลกดิจิตอลอย่างไร หากคุณกลับไปที่เว็บไซต์ที่ลิ้งก์หาคุณ ดู Keyword มันกำลังบอกถึงประสิทธิภาพการทำSEO บนเวปไซต์ของคุณ

#4. หาให้เจอ!! ข้อมูอะไรพวกเขากำลังดูอยู่

คลิกที่ลิ้งก์ Site Content All Pages เพื่อค้นหาว่าเนื้อหาอะไรที่ผู้ชมกำลังชมอยู่  รายงานนี้อ้างอิงจากเพจ URLs ดังนั้นบางครั้งการคลิกหัวข้อของเพจควบคุมง่ายกว่า หากคุณไม่คุ้นเคยกับ URL แต่คุ้นเคยกับเพจ และหัวข้อทีโพสมากกว่า

เราจะะได้เห็นจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเราในแต่ละเพจ และเวลาที่พวกเขาใช้ในการดูแต่ละเพจ และรวมถึงจำนวนคนที่ออกจากเว็บไซต์เราจากหน้าเพจนั้นๆด้วย

เราสามารถกรองข้อมูลตัวรายงานนี้ได้ โดยการพิมพ์ Keyword ตั้งแต่ 1  Keyword ขึ้นไปในช่อง Search ที่ใต้กราฟในด้านขวา และคลิกปุ่มไอคอน search

สาเหตุที่สิ่งเหล่านี้สำคัญ เพราะคุณจะ…

  • สร้าง  landing pageสำหรับแคมเปญการตลาดใหม่ๆ และคุณต้องการวัดประสิทธิภาพของแคมเปฐนี้
  • ต้องการตรวจสอบว่ามีใครที่คลิก newsletter เพื่อสมัครสมาชิกกับเพจของคุณ
  • มียอดเข้าชมเพจที่อธิบายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ของคุณเท่าไหร่

ด้วยข้อมูลเหล่านี้คุณสามารถนำข้อูลไปวางแผนกลยุทธ์ หรือวาง content ในเว็บไซต์ของคุณ และรู้ได้ว่าเนื้อหาแบบไหนมีผู้ชมมากที่สุด และได้รับความนิยม

เคล็ดลับฉบับง่าย : ด้านบนของURL หรือ Page Title คุณจะเห็นกล่องข้อความในส่วนที่สอง คลิกมันและเพิ่มปัจจัยอื่นๆที่คุณต้องการรู้เข้าไปในรายงาน ยกตัวอย่าง เช่น คุณอาจเขียนบลอก และเผยแพร่ทางอีเมลล์ และทาง Social Media  แต่คุณต้องการแน่ใจว่า ผู้ชมมาจากช่องทางไหน เท่าไหร่

การกรองรายงานของคุณจากการโพสท์ในบลอก ต่อมานั้นคลิกไปที่ Secondary Dimension  คลิก Acquisition จากนั้นคลิก Sourceคุณจะเห็นคอลัมน์ใหม่ที่ด้านขวามือของเพจคุณที่แสดงที่มาของผู้อ่านของบลอกของคุณ

สรุปคือ การจะ Filter หรือกรองข้อมูลในรายงานของคุณ เลือกเพจหนึ่งเพจที่คุณต้องการ หลังจากนั้น คลิกไปที่Secondary Dimension ตามด้วยคลิก Acquisition และสุดท้ายคลิก Source ข้อมูลคอลัมน์ใหม่ก็จะแสดงผลถึงที่มาของคนที่เข้าชมเวปไซต์เรา

ลองทดสอบดูเพื่อทำความเข้าใจถึงลักษณะเนื้อหาที่ผู้ชมชื่นชอบ แหล่งที่มาของคนที่เข้าเยี่ยมชมเวปไซต์ของคุณ 

#5. ตั้งเป้าหมาย

คุณสามารถตั้งเป้าหมายบน Google Analytics ที่จะช่วยเก็บข้อมูล conversions บนเว็บไซต์ของคุณ  บางที่คุณอาจจะสนใจว่าใครสมัครรับข่าวสารจากคุณหรือว่าใครซื้อสินค้า บริการจากคุณ และนี่คือวิธีการตั้งเป้าหมาย

1)ค้นหาลิ้งก์บนเวปไซต์ของคุณสำหรับfor the end of the action you want to track. So for example the Thank you for Signing up page or Thanks for purchasing page on your website. Copy that link and paste it into a notepad or wordpad.

2) ไปที่ Admin on the top menu on Google Analytics and at your Account page on the 3rd column you will see Goals, click on that option.

3) คลิกที่ปุ่ม New Goal สีแดง จะมีตัวเลือกบางอันขึ้นมาเช่น  people creating an account, downloading หรือ ตัวเลือกอื่นๆ ในตัวอย่างนี้ คลิกไปที่ Custom และเลือกถัดไป

4)พิมพ์เป้าหมายของคุณลงไป เช่น ซื้อสินค้า หรือ สมัครสมาชิก คุณสามารถตั้งเป้าหมายที่แตกต่างกันไปได้ แต่ในกรณีนี้เราจะตั้งเป้าหมายในเรื่อง Destination คลิกไปที่ next step.
5) วาง  URL ลงไปในตอนท้ายเพจที่คุณบันทึกไไว้  คุณสามารถคลิก Verify เป้าหมายนี้เพื่อดูว่าเป้าหมายของคุณจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรใน 7 วันสุดท้าย
6) คลิกปุ่ม Create Goal

เมื้อคุณสร้างเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว คุณกลับไปที่ รายงาน และคุณจะเห็นว่าคนซื้อของผ่านเว็บไซต์ของคุณ หรือสมัครสมาชิกเว็บไซต์คุณอย่างไร พวกเขามีแหล่งที่เข้าถึงเวปไซต์ที่แตกต่างกัน หรือลักษณะการค้นหาเนื้อหาที่แตกต่างกัน หรือแม้กระทั่ง ประเทศที่อยู่หรือ ภูมิลำเนาของคนเหล่านั้น

นี่คือตัวอย่างอีกหนึ่งอันว่าแหล่งเวปไซต์ที่อา้งถึงเว็บเราที่จะช่วยให้เราพัฒนาเป้าหมายได้ คลิกไปที่รายงานเรื่อง Acquisition All Referrals

ด้านบนของกราฟคุณจะเห็นตัวเลือก Goal Set คลิกแล้วคุณจะได้เห็นอัตราเป้าหมายของคุณในแต่ละโเวปไซต์ที่อ้างอิงถึงคุณ ( referrer ) และนี่คือตัวอย่างการแสดงผลของ Twitter และ Facebook ด้วย เป้าหมายที่เป็นอัตรา conversion rates ในคอลัมน์ที่ 3

ทำไมมันถึงสะดวก และง่ายต่อผู้ใช่้ บางที่คุณอยากจะเทียบว่า แหล่งที่มาที่แตกต่างกันจะสร้างผลลัพธ์เป็นอย่างไรในเรื่องเดียวกัน ช่องทางบางช่องทางดีกว่าช่องทางอื่นๆ ในแง่ของการสมัครสมาชิกหรือซื้อสินค้าหรือเปล่า  This can help you tweak your marketing. ยกตัวอย่างเช่น แม้ว่า Twitter จะสร้าง Visit ได้น้อยให้แก่ Mykidstime (เว็บไซต์ของผู้เขียน) แต่ยอดการสมัครสมาชิกเพื่อติดตามข่าวสารกลับสูงกว่า Facebook

บางทีเราอาจตัดสินใจออกแคมเปญแจกของขวัญกับผู้ใช้ Twitter ในการสมัครสมาชิกติดตามข่าวสารทางอีเมลล์เพื่อเป็นรางวัลแก่พวกเขา หรือเราจะออกแคมเปญแจกของขวัญให้คนใน Facebook ที่สมัครสมาชิกเพื่อกระตุ้นให้ช่องทางนี้มีอัตรการสมัครสมาชิกเพิ่ม

 

ข้อมูลในลักษณะนี้จะช่วยให้คุณวางกลยุทธ์การตลาดและการทำ CRM ในขณะเดียวกันก็วัดผล Call to Action (ซื้อสินค้า หรือ สมัครสมาชิก)บนเว็บไซต์ของคุณได้ด้วย

 

ที่มา : 5 Quick Tips for Using Google Analytics for Your Business  โดย  Director at Mykidstime Ltd

เทคนิคการดูข้อมูล Google Analytics ที่หลากหลายโดยนำมาเชื่อมกับ Google Fusion Tables

นักการตลาดหลายๆ คนใช้ Google Analytics อยู่แล้ว แต่วันนี้ผมมีเทคนิคการนำ Google Fusion Tables มาเชื่อมกับ Google Analytics เพื่อดูข้อมูลที่ลึกและปรับไปมาได้ละเอียดมากขึ้น ลองมาดูวิธีกันครับ

  • Google Fusion Tables มันคือ “เว็บแอพสำหรับจัดการข้อมูล” เพื่อนำไปสร้างเป็น visualization หรือเว็บแอพแบบอื่นๆ มันเคยเป็นบริการแยก (ดู Fusion Tables) ตอนนี้ถูกรวมเข้ามาใน Google Docs ในฐานะเอกสารชนิดใหม่ หรือเรียกง่ายๆ มันเป็นเครื่องมืดจัดการข้อมูลที่ใช้จัดเก็บ บริหาร ทำงานร่วมกัน สร้างภาพข้อมูล และเผยแพร่ตารางข้อมูลต่าง ๆ

    ตัวอย่างเช่น WikiEDData ใช้ Google Fusion Table เพื่อวาดแผนที่ระดับความยากจนในเขตโรงเรียนต่าง ๆ ของรัฐวอชิงตัน: “สีเหลืองบ่งชี้ถึงระดับความยากจนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของรัฐวอชิงตัน, สีส้มหมายถึงอยู่เหนือค่าเฉลี่ย, สีแดงหมายถึงระดับความยากจนอยู่ที่ร้อยละ 10 หรืออยู่เหนือค่าเฉลี่ยมาก ๆ เมื่อคลิกที่เขตใดเขตหนึ่ง มันจะแสดงลิงก์ไปยังเขตดังกล่าว พร้อมกับประวัติข้อมูลความยากจนตามเวลา”

เทคนิคการดูข้อมูล Google Analytics ที่หลากหลายโดยนำมาเชื่อมกับ Google Fusion Tables

ว่าด้วยเรื่องของ Google Analytics

สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของเว็บไซต์ ต่างๆนั้น Google Analytics นับเป็น Tools ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในวันนี้ผมจะขอนำงานแปลจากบทความของ reliablesoft.net มาสรุป 6 ข้อง่ายๆให้เข้าใจวิธีการวิเคราะห์เว็บไซต์ผ่าน Google Analytics ดังนี้ครับ

1. ดูจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ต่อวัน และ มาจากที่ไหน
Google A 1

รายงานนี้ จะบอกผู้ดูแลเว็บไซต์ แบบรายวัน โดยทาง Google จะแสดงจำนวนผู้เข้ามาดูเว็บไซต์ รวมทั้งช่วงเวลาที่เข้ามาดูได้ รวมทั้ง จะบอกเราว่า ผู้ใช้เข้าเว็บไซต์เราผ่านทาง Search หรือ โดยตรง เป็นต้น

ซึ่งทาง Website Admin. จะยังสามารถดูข้อมูลต่อไปนี้ได้อีกด้วย
• จำนวนเพจที่ดู ต่อ การเข้ามาหนึ่งครั้ง
• ระยะเวลาที่ใช้ในการเข้ามาดู เว็บไซต์ของเรา
• จำนวน New Users
• Bounce Rate – จำนวนผู้ที่เข้ามดู เว็บไซต์เราเพียงเพจเดียว

TIPS: สามารถเข้าดูได้จาก Traffic Sources >> Sources >> All Traffic

2. ปกติผู้ใช้มักจะค้นหาเว็บไซต์ของเราด้วย keyword อะไร

Google A 2

ข้อมูลนี้สำคัญมากๆสำหรับนักการตลาดออนไลน์ทั้งหลาย เพราะจะทราบถึงว่า คนทั่วไปเข้ามาดูเว็บไซต์ของเรานั้น ด้วย Keyword อะไร ซึ่งทางนักการตลาดจะได้เข้าใจถึงพฤติกรรมการ ค้นหาข้อมูล มากขึ้นนั่นเอง

TIPS: จากหน้า Report ในข้อ 1 เลื่อนลงมาก็จะเจอกับ Secondary review แล้วก็กดเลือก keyword ครับ

3. เพจไหนในเว็บไซต์ของเราที่คนเข้าชมมากที่สุด

Google A 3

เครื่องมือตัวนี้จะทำให้ท่านได้พบว่า เพจไหนในเว็บไซต์ที่มีคนเข้าดูมากที่สุด ซึ่งในบางครั้งนั้นอาจไม่ใช่ Homepage เสมอไป เพื่อที่ท่านจะสามารถนำไปปรับแต่งกลยุทธ์ให้เหมาะสมต่อไป

TIPS: ดูได้จาก Tab ที่อยู่ในด้านซ้ายมือแล้วเลือก Site Content >> All pages

4. เพจไหนที่คนเข้าเว็บไซต์ของเราดูเป็นหน้าแรก

เครื่องมือตัวนี้จะช่วย ท่านนักการตลาดออนไลน์ทั้งหลาย ในการดูว่า ผู้ใช่ส่วนใหญ่เข้า เพจ ไหนเป็นหน้าแรก รวมทั้งสามารถใช้รวมกับ เครื่องมือในการค้นหา Keyword ในข้อ 2 ที่กล่าวมาอีกด้วย เพื่อที่ท่านจะได้ข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้นว่า ผู้ใช้ส่วนใหญ่มักจะ search จากคำว่าอะไร และ มักจะ link ไปหน้าไหน

TIPS: เลือก Landing Page จาก Site Content ทางด้านซ้ายมือ

5. มีจำนวน ผู้ใช้กี่คนที่ดู เว็บไซต์เราในขณะนี้

Google A 5

เครื่องมือนี้มีประโยชน์ในวิเคราะห็จำนวนผู้ใช้ ว่าในขณะที่เราเปิดอยู่นั้น มี active user กี่คน รวมทั้งจำนวนคนเข้ามาดูเว็บไซต์ของเรา เป็น new users กับ returning users เป็นสัดส่วนที่เท่าไร

TIPS: เข้า Overview จากหัวข้อ Standard Report/ Real Time Report

6. ผู้ใช้มักจะ click อะไรในเว็บไซต์ของเรา
เครื่องมือสุดท้ายที่มีประโยชน์ต่อ ผู้ดูแลเว็บไซต์คือการดูวิเคราะห์พฤติกรรมการผู้ใช้เว็บไซต์ของเรา หรือ In-Page Analytics ว่ามักจะคลิกตรงไหน ส่วนใหญ่มักจะคลิกรูปภาพหรือข้อความ เป็นต้น เพื่อที่ทางผู้ทำเว็บไซต์จะได้ customized ให้ตรงกับความต้องการของผู้มาชมนั่นเอง

TIPS: เข้าดูได้ตรง In-Page Analytics อยู่ในหัวข้อ Content

เว็บไซต์ที่ดีนั้นเป็นสิ่งจำเป็นของธุรกิจในยุคสมัยใหม่นี้ แต่การที่มีการวิเคราะห์และสามารถพัฒนาเว็บไซต์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้านั้นจะเปรียบเป็นอาวุธและข้อได้เปรียบอย่างแน่นอน

Source: reliablesoft.net

วิธีการคำนวณ ROMI (Return On Marketing Investment) อย่างง่าย

ในวันที่ ทุกๆสิ่งคือค่าใช้จ่ายของธุรกิจ แม้กระทั่งการโปรโมทสินค้าหรือบริการทางโลก Digital ของท่าน วันนี้ทางเราขอมานำเสนอ Trick ดีๆ ที่อาจเป็นประโยชน์ในอนาคตได้ครับ


improve_chart

ROMI คืออะไร

แน่นอนว่าเมื่อแต่ละท่าน ได้ทำการลงทุนทางการตลาดไปแล้ว ก็ต่างต้องการผลตอบแทนในด้านใดด้านหนึ่งอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการวัดในแง่ของ รายได้ (Sales Revenue) ในด้านการรับรู้ของแบรนด์ (Brand Awareness) หรือการเข้าถึงแคมเปญการตลาดของท่าน (Reach) ไม่ว่าอะไรก็ตามแต่ ผมเชื่อว่าท่านนักการตลาดทุกคนจะมีสิ่งที่คาดหวังอยู่ในใจอยู่แล้ว ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือในการวัดประสิทธิภาพของการตลาดก็คือ ROMI (Return on Marketing Investment) หรือที่เรียกว่า “ค่าตอบแทนจากการลงทุนการตลาด” นั่นเอง

ROMI ต่างกับ ROI ทั่วๆไปอย่างไร

หลายๆท่านอาจจะสับสนระหว่าง ค่า ROI (Return on Investment) ที่น่าจะคุ้นเคยกันดี กับ ROMI ที่ผมได้พูดถึงไปข้างต้นนั้น ซึ่งแท้จริงค่า ROMI ก็เป็นส่วนหนึ่งของค่า ROI นี่แหละแต่สำหรับนักการตลาดนั้น ผมเชื่อว่าการคิดผลตอบแทนแบบ ROMI จะสะท้อนถึง ประสิทธิภาพ หรือการลงทุนทางการตลาดโดยตรงมากกว่านั่นเอง

มาถึงตรงนี้หลายๆท่านอาจจะสงสัยแล้วว่า ค่า ROMI ที่ผมได้กล่าวถึงนั้น มีวิธีการคำนวณอย่างไร ซึ่งผมจะสรุปง่ายๆดังนี้ครับ

(ส่วนรายได้ที่เพิ่มขึ้น x กำไรส่วนเกิน) – ค่าใช้จ่ายทางการตลาด / ค่าใช้จ่ายทางการตลาด

หมายเหตุ: กำไรส่วนเกิน คือ รายได้ทั้งหมด – ค่าใช้จ่ายผันแปร (Variable Cost)

ซึ่งจะเห็นได้ว่าจากสูตรดังกล่าวข้างต้น ท่านจะต้องคำนวณ ส่วนรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากกิจกรรมทางตลาดของท่าน ให้ได้ค่อนข้างแม่นยำ เพื่อที่จะสามารถนำไปคำนวณ ROMI ได้อย่างใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุด
ทั้งนี้หากนักการตลาดท่านไหนต้องการที่จะวัดผล อย่างอื่นที่แตกต่างออกไปนอกจากการวัดผลรายได้แล้ว ท่านเพียงแค่ เปลี่ยนโจทย์ในวงเล็บแล้วมาคิดคำนวณ ROMI ได้เลยโดยที่ไม่ยุ่งยากในการหารเครื่องมืออื่นใด

ROMI กับการนำไปใช้

หลังจากที่ได้ค่านี้แล้ว ผมเชื่อแน่ว่าค่า ROMI น่าจะเป็นประโยชน์ในการทำธุรกิจของท่านไม่น้อยก็มาก ซึ่งท่านสามารถนำเก็บเป็นข้อมูลในการดำเนินงานของบริษัทหรือร้านค้าของท่านได้ หรือ แม้แต่นำไปเป็น KPIs ในการประเมินฝ่ายการตลาดของท่านได้อีกด้วย

ในยุคที่การแข่งขันทางการตลาดดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าท่านลองนำเทคนิคที่ทางเรานำมาฝากในวันนี้ ไปลองปรับใช้ในธุรกิจของท่านดู ไม่แน่อาจจะเป็น Competitive Advantage ในการประเมินและการต่อยอดธุรกิจของท่านก็เป็นได้ และสุดท้ายอยากฝากว่าอยากให้มองว่า “Marketing is an investment, not an expense” ครับ

กฏ 80/20 สำหรับนักการตลาด อย่างง่ายๆ กับการสร้าง CRM

หนึ่งในกฏที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ ก็คือ กฏที่คิดค้นขึ้นโดย นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาลีผู้มีชื่อเสียงที่นามว่า “วิลเฟรโด พาเรโต” ซึ่งต้องถือว่าเป็นกฏที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน

80-20-rule

กฏ 80/20 หรือ กฏของพาเรโตนี้เอง สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้แม้กระทั่งในชีวิตประจำวัน ของท่านผู้อ่านทั่วๆไปแต่ในบทความนี้ ขอยกตัวอย่างการนำไปประยุกต์ใช้ในมุมมองของนักการตลาดได้อย่างมีนัยยะสำคัญ ก็คือแนวคิดที่ว่า

“ยอดขาย 80% มาจากลูกค้าเพียงแค่ 20%.

หลายคนอาจจะมีคำถามมากมายจากข้อความข้างต้น แต่ถ้าหากได้มองขึ้นมาแล้ว นักการตลาดทุกท่าน อาจสงสัยว่า 80% นั้นเกิดจากความบังเอิญที่มีลูกค้ามาซื้อสินค้าของเรามากในช่วงเวลาเดียวกันหรือ แต่แท้จริงแล้ว ก็มาจากการที่ลูกค้าที่ใช้ซื้อสินค้าและบริการจากเรากลับมาซื้อซ้ำๆหลายครั้งนั่นเอง หรือ อีกแง่มุมหนึ่งอาจจะเรียกได้ว่าคือการ “Repurchase Rate” ของสินค้าและบริการที่สูงนั่นเอง

ซึ่งจากตรงนี้ นักการตลาดหลายๆท่านอาจจะนำข้อมูลที่ได้จากตรงนี้ไปสร้าง คุณค่าระยะยาวร่วมกับลูกค้ากลุ่มนี้ หรือที่เรียกว่า “Customer Lifetime value” นั่นเอง เพื่อที่จะได้พัฒนาสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการลูกค้าเพื่อความพึงพอใจที่สูงสุดนั่นเอง เมื่อลูกค้ายิ่งพึงพอใจกับสินค้าของเราเท่าไร โอกาสที่จะกลับมาซื้อสินค้าหรือบริการก็ยิ่งจะสูงขึ้นไปอีก

การจับลูกค้าในส่วน 20% นี้ ถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ล้ำค่าที่ทางบริษัทควรจะรักษาไว้อย่างดี เพราะสามารถทำให้เรามั่นใจได้ว่า จากลูกค้ากลุ่มนี้นั้นสามารถสร้างยอดขายให้กับธุรกิจ ได้ถึง 80% อย่างแน่นอน ดังนั้นทางนักการตลาดก็ควรที่จะสร้าง “Customer Relationship Management (CRM)”  มาใช้ในการปฏิบัติอย่างดี ซึ่งทางนักการตลาดสามารถสร้างได้ผ่านกิจกรรมการตลาดต่างๆ  รวมถึง ช่องทางในการสื่อสารกับลูกค้า เช่นกัน

ซึ่งทางกฏ 80/20 ที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นนั้น สามารถทำให้ทางนักการตลาดหรือผู้ประกอบการทางธุรกิจนั้น  ได้ตระหนักถึงลูกค้าที่มีผลต่อผลประกอบการในธุรกิจอย่างแท้จริง จะทำให้สามารถใช้ทรัพยากรทางธุรกิจที่มีอยู่อย่างจำกัด ในการรักษาลูกค้าอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการบริการรักษาลูกค้าของบริษัทได้อีกด้วย

ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีร้านค้าต่างๆมีการใช้วิธีอย่างนี้มากขึ้นเรื่อยๆแล้ว ซึ่งล่าสุดในบ้านเรา ทาง Chain ร้านกาแฟชื่อดังระดับโลกอย่าง “Starbucks” ก็ได้เริ่มที่จะประยุกต์ทฤษฎีข้างต้นมากขึ้นแล้ว โดยการที่ กำหนดมูลค่าขั้นต่ำในการซื้อต่อปีของบัตร Starbucks Card สำหรับคนที่ใช้จ่ายถึงยอดจำนวนตามที่กำหนด ก็จะได้รับสิทธิพิเศษมากกว่า เจ้าของบัตร Starbucks Card ทั่วไปที่เป็นขาจร ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับที่ทางธุรกิจสายการบินได้เริ่มใช้มานานแล้ว ซึ่งก็คือ ระบบสะสมไมล์การบิน เพื่อสิทธิพิเศษในการบริการนั่นเอง เช่น สามารถเพิ่มจำนวนน้ำหนักของกระเป๋าได้ หรือ สิทธิในการใช้ Lounge เหมือน Royal Orchid Plus ของการบินไทย นั่นเอง

 

ขอบคุณเนื้อหาอ้างอิงจาก หนังสือ กลยุทธ์การตลาดลองเทล (Long Tail Marketing) ครับ

Thailand Facebook Stats

วันนี้ ถือโอกาส เอา Facebook Stats บางส่วนของประเทศไทยมานำเสนอครับ รวมทั้งอันดับ 20 Fanpage ในเมืองไทยแบบไม่แยกหมวดหมู่ ข้อมูลทั้งหมดมาจาก Facebook.com นะครับ ถ้ามีอะไรขาดตกบกพร่องไปก็รบกวนแจ้งมาได้เลยนะครับ

โพสครั้งแรกที่ digimolek.wordpress.com

Google Alert ช่วยเราให้ Alert ทันเหตุการณ์

วันนี้ทางทีมงาน TARADedu ก็ได้ไปพบเจอ บทความดี ๆ มาครับ ก็เลยขออนุญาต นำมาฝากกันที่นี่ครับ

สวัสดีค่ะ วันนี้ MeOmee มีเรื่อง Google Alert มาฝากค่ะ

ตอนแรกคิดว่าเคยพูดถึงแล้ว ใน About Google Tools (T) แต่กลับไปหาไม่ยักกะมีแฮะ ก็เลยขอกล่าวถึงซักหน่อย Google Alert เป็นอีกเครื่องมือ ที่ MeOmee ชอบใช้ เพราะอย่างอย่างว่า Comunitation ของ blogger มันค่อนข้างจะซับซ้อน มาถึงบัดนี้ MeOmee ยังไม่ค่อยแน่ใจเลยว่า คนที่เ้ข้ามาในเว็บหลักที่ ที่ใช้หาเงินของ MeOmee ตั้งใจอัพเดตมันมาได้ไง เพราะเวลาอัพเดตที 3-4 เรื่อง คนจาเข้ามาดูเยอะมาก และที่สำคัญ ไม่ใช่แค่ในประเทศ แต่ มี ประเทศอเมริกา แคนนาดา ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่ MeOmee มุ่งหวังให้เข้ามาโดยเฉพาะ ถึง แม้ว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาจะมาจากประเทศไทยก็เถอะ 5555+ (สงสัยจะเป็นตัวเองทั้งนั้น ที่เข้ามา)

แต่นั่นมิใช่เรื่องที่ MeOmee จะกล่าวในวันนี้นะคะ วันนี้จาคุยถึงเรื่อง Googe Alert ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำให้ MeOmee ทันข่าวสารอยู่ตลอดเวลา ว่าใครอัพเดตเรื่อง ที่ MeOmee กำลังสนใจ และ ติดตามอยู่ เราจะทำอะไรก็ต้องรู้เขารู้เราใช่ม้า รบ100 ครั้ง ชนะซักครั้งก็ยังดี หรือมีข่าวสารอะไรเพิ่มเติมเราก็สามารถเอาข้อมูลมาใส่ในเวบบล้อกเราได้ หรือปรับปรุงบลอกของเราได้ ไม่ใช่งมแต่บลอกของเรา ไม่ไปดูคนอื่นบ้าง ก็เหมือนการที่เราทำตัวเป็นเต่า อยู่ในกะลา (ไม่อยากเป็นกบ) แต่ที่แน่ ๆ ถ้าหากเจอประเภทบลอกเหมือนกันกับเรา ก็เข้าไป Commment ฝาก Link เว็บบลอกเราไว้ซะเลย อย่างที่ทราบแล้วเบื้องต้น เกี่ยวกับ SEO ถ้าเราได้ ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง ประเภทเดียวกับเรา ลิงก์ที่เราได้ย่อมมีคุณภาพ อิอิ นี่ก็คือประโยชน์ของ Google Alert ที่ MeOmee คิดว่าน่าจะช่วยเพื่อน ๆ ผู้สนใจหาเงินออนไลน์ได้บ้างนะคะ

เอาหล่ะเมื่อทราบประโยชน์แบบนี้แล้ว ถ้าหากสนใจจะทดลองใช้ เราก็เข้าไปสมัครได้เลยค่ะ ที่นี่ Google Alert

วิธีสมัครก็ง่าย ๆ เพียงเรามี Account Google ก็เรียบร้อยโรงเรียน MeOmee เลยค่ะ เมื่อ Log In เ้ข้าไปแล้ว ก็จะไปเจอปุ่มนี้

เมื่อคลิกเ้ข้าไป ก็จะมีช่องสำหรับใส่ Keyword คำที่เราต้องการจะให้เตือนเวลาที่มีข้อมูลเกิดขึ้น จากนั้นก็จะมีรูปแบบให้เราเลือกว่าอยากจะได้ข้อมูลแบบไหน แบบข่าว แบบเว็บ แบบบลอก แบบกรุ๊ป หรือ โลภมากอยากได้ทั้งหมดเหมือน MeOmee ก้ได้เลยค่ะ แต่ระวังข้อมูลมันจามาเยอะจนอ่านไม่ทันก็แล้วกันนะคะ จากนั้น ก็จะมีให้เลือกว่า จะให้ข้อมูลส่งถึีงเราอย่างไร วันละ 1 ครั้ง ทุกครั้งที่เกิดขึ้น หรือ ทุก 1 สัปดาห์ เมื่อเสร็จแล้วก็คลิกปุ่ม Create Alert เท่านี้ ข้อมูลก็จะส่งทาง Email ของเรา ตามที่เราได้ตั้ืงไ้ว้ค่ะ และเราสามารถแก้ไขได้ตลอดเวลาที่ต้องการเลยทีเดียว

หรือหากเราไม่ต้องการให้ข้อมูลส่งมาที่ Email ของเราเป็นปกติ เราก็สามารถไปค้นหาเป็นครั้ง ๆ ไป ตรงหน้าเว็บก็ได้ค่ะ แต่ยังไงก็คงต้องใส่ Email เพื่อให้ google Alert ส่งข้อมูลมาให้เราอยู่ดีค่ะ

เป็นอย่างไรบ้างคะ ไม่ทราบว่าเพื่อน ๆ ชอบใจกันบ้างหรือป่าวสำหรับเครื่องมือฟรี หาเงินออนไลน์ อันนี้ ได้ผลอย่างไร Comment มาบอกกันบ้างนะคะ

แล้วพบกันอัพเดตครั้งหน้าค่ะ
MeOmee

ที่มา http://www.meomee.com/

Online Survey Research รู้ใจลูกค้า ด้วยวิธีง่ายๆ & ประหยัด

หลายๆ ท่านคงเคยกรอกแบบสอบถาม ไม่ว่าจะเป็นการทำแบบ สอบถามโดยไม่ทราบมาก่อน เช่น ตามห้างสรรพสินค้า ตามจุดชุมชนต่างๆ หรือการสอบถามโดยที่ท่านทราบล่วงหน้า เช่น การกรอกแบบสอบถามประเมินสินค้าเมื่อท่านซื้อหรือได้ทดลองใช้สินค้า ซึ่งจะเป็นได้ว่าหลายๆ บริษัทได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับข้อมูลเหล่านี้ เพราะข้อมูลที่เก็บได้จะมีประโยชน์เป็นอย่างมากในการพัฒนาหรือปรับปรุง คุณภาพสินค้าให้ดีขึ้นตามความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง และในปัจจุบัน การทำแบบสอบถามไม่ได้จำกัดอยู่แต่การกรอกในแผ่นกระดาษเท่านั้น

การทำการเก็บข้อมูลหรือแบบสอบถามในลักษณะออนไลน์ หรือผ่านเว็บไซต์กำลังเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน เนื่องจากเหตุผลหลายประการ โดยเฉพาะในเรื่องของความสะดวกสบาย ,ต้นทุนในการทำการวิจัย และความรวดเร็วในการรู้ผลของการสำรวจได้ทันที (Real Time)


การทำ Online Research แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ ด้วยกันคือ

1. การส่งอีเมลล์ (Email Research)
เป็นการทำการเก็บข้อมูลโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างจากอีเมลล์แอดแดรส ซึ่งส่วนมากมาจากฐานข้อมูลจากการสมัครสมาชิก แต่ก็มีบางบริษัทที่ลงทุนซื้อฐานข้อมูลมาจากบริษัทที่ขายรายชื่ออีเมลล์ (คล้ายๆ กับบริษัทที่ขายชื่อที่อยู่ในการทำ Direct mail นั่นแหละครับ) ลักษณะนี้เราจะควบคุมกลุ่มตัวอย่างของคนที่กรอกแบบสอบถามกลับมาได้ การตอบกลับของกลุ่มตัวอย่างก็จะขึ้นอยู่กับหัวข้อแบบสอบถามว่าอยู่ในความสนใจของพวกเขาหรือไม่ ข้อควรระวังของการทำแบบสอบถามคือ วิธีการในการกรอกจะต้องง่ายมาก เพราะหากวิธีการซับซ้อนวุ่นวาย โอกาสในการตอบกลับก็จะมีน้อยตามไปด้วย และที่สำคัญการส่ง E-Mail ไปหากลุ่มลูกค้าจำนวนมากแบบนี้อาจจะเข้าข่ายการสแปมเมล์ ซึ่งอาจจะสร้างความเสียหายให้กับชื่อเสียงของสินค้หรือบริการของคุณได้

2.แบบสอบถามบนหน้าเว็บ (Web Survey)

เป็นนำเสนอแบบสอบถามลงบนหน้าเว็บ เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่นิยมใช้กันมาก ลักษณะของแบบสอบถามบนหน้าเว็บก็มีหลากหลายด้วยกัน บางครั้งก็ฝั่งอยู่บนหน้าเว็บไซต์เลย หรือบางครั้งอาจจะเป็นลักษณะ Pop Up ขึ้นมาเมื่อเข้ามาที่หน้าเว็บไซต์


วัตถุประสงค์ของการทำแบบสอบถาม

คุณสามารถออกแบบคำถามได้หลายรูปแบบตามความต้องการของคุณ โดยในลักษณะที่เว็บไซต์ส่วนใหญ่นำไปใช้คือการเก็บข้อมูล และความคิดเห็นผู้ที่ใช้บริการเว็บไซต์ เพื่อนำไปปรับปรุงเว็บให้ดีขึ้น หรือไม่ก็สอบถามเพื่อให้ทราบว่าผู้ชมต้องการเนื้อหาแบบไหน จะได้นำมาลงได้ถูกใจ นอกจากนั้น องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนยังใช้รูปแบบของ web survey มาทำประชาวิจัย หรือที่เราเรียกกันว่า Poll ที่เราเห็นกันบ่อยๆ เมื่อต้องการขัอมูลความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับเรื่องการเมือง

รูปแบบของการทำ Online Survey
ด้วยการทำการสำรวจการผ่านทางออนไลน์สามารถทำได้หลายรูปแบบในการเก็บข้อมูล และมีวิธีต่างๆ ที่จะช่วยทำให้การเก็บข้อมูลมีความหลากหลายและง่ายแก่ผู้ที่มาตอบ

  • การให้กรอกข้อมูลลงในช่อง Text Field หรือการช่องว่างเพื่อให้คนที่ตอบแบบสอบถามได้แสดงความคิดเห็นได้ตามต้องการ
  • การใช้ Drop Down Menu เพื่อช่วยในการให้คำตอบที่ง่ายขึ้น
  • การใช้ตัว Check List หรือ Radio Button ในการเลือกคำตอบที่เป็นปุ่มให้กดเลือกโดยง่าย

การกระตุ้นให้คนมาทำ Online Survey
วิธีส่วนใหญ่ที่มักนิยมให้คนเข้ามาร่วมทำการกรอกข้อมูลในการสำรวจ คือการการแจกของรางวัลให้กับผู้ที่มาร่วมทำแบบสำรวจ โดยรูปแบบอาจจะเป็นการแจกไปเลยหลังตอบแบบสอบถามหรืออาจจะจับรางวัลรายชื่อผู้โชคดีจากการสุ่มจากรายชื่อของผู้ร่วมทำแบบสำรวจทั้งหมด

ข้อดีของการทำ Online Survey Research
มีหลายข้อด้วยกัน ตามที่เกริ่นไว้แต่แรกที่เห็นได้ชัดคือ
1. การได้ข้อมูลมาอย่างสะดวกและรวดเร็ว
โดยผู้เก็บข้อมูลไม่จะเป็นที่จะต้องออกไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อรอให้คนมากรอกแบบสอบถาม แต่จะเสียเวลาเพียงไม่นานในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเตรียมไว้ก่อน จากนั้นก็ส่งแบบสอบถามไปยังรายชื่ออีเมลล์ เพียงแค่คลิกเดียว แบบสอบถามก็จะส่งไปหาคนที่เราส่งอีเมลล์ไป หรือนำไปแสดงอยู่ที่หน้าเว็บไซต์ต่าง
2. การวิเคราะห็ข้อมูลอย่างสะดวกรวดเร็ว
การทำ Online Survey เราสามารถวิเคราะห์ข้อมูลของผู้ที่มาตอบแบบสอบถามได้ทันที โดยจะเป็นการประมวลผลจากการทำแบบสอบถามของผู้ที่มาตอบ โดยสามารถเรียกดูได้หลายรูปแบบทั้งเป็นแบบกราฟ หรือการสรุปข้อมูลได้ทันที ซึ่งจะทำให้เกิดความสะดวกและผู้ตอบสามารถรับรู้ผลการสำรวจได้ทันที
3. ต้นทุนในการทำการวิจัยประหยัด
ด้วยการให้บริการผ่านหน้าเว็บไซต์และ ไม่จำเป็นต้องใช้คนเป็นจำนวนมากในการออกไปหากลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะทำให้ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการสำรวจข้อมูลแบบเดิมๆ
4. ข้อมูลมีความถูกต้องมากกว่า
ผู้วิเคราะห์ข้อมูลบางท่านพบว่าข้อมูลที่ได้จากการกรอกแบบสอบถามออนไลน์จะตรงกับความเป็นจริงมากกว่า เนื่องจากผู้กรอกแบบสอบถามสามารถแสดงความคิดเห็นได้โดยไม่ต้องแสดงตัวตนออกมา โดยเฉพาะคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวหรือการแสดงความคิดเห็นที่ล่อแหลม

ข้อเสียก็มีนะ
Online Survey Research ก็ยังมีข้อเสียและข้อควรระวังอยู่หลายประการด้วยเช่นกัน
1. เราไม่สามารถทราบได้ว่าผู้ที่มาตอบแบบสอบถามของเรานั้นเป็นใคร
ดังนั้น ผลที่ออกมาจึงอาจมีแนวโน้มที่จะผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงได้ กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามก็จะไม่กระจายมากนัก เพราะกลุ่มคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตยังไม่สามารถเป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ทุกคนได้
2. รูปแบบของการลงแบบสอบถามไว้หน้าเว็บ เรายังไม่สามารถควบคุมกลุ่มคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นได้
บางกลุ่มอาจจะเข้ามาก่อกวน และบางกลุ่มอาจจะแสดงความคิดเห็นมากกว่า 1 ครั้ง เราจึงอาจจะเตรียมโปรแกรมป้องกันปัญหาไว้ก่อน เช่นการอนุญาตให้ 1 IP มาสามารถแสดงความคิดเห็นได้เพียงครั้งเดียว เป็นต้น

เว็บไซต์ที่ให้บริการ Online Survey
สำหรับท่านที่ต้องการทำ Online Survey แต่เขียนโปรแกรมไม่เป็น ก็สามารถลองไปสมัครขอใช้บริการฟรี ได้ที่เว็บไซต์ต่าง ดังนี้ http://www.thaimisc.com, http://www.212cafe.com หรือลองติดต่อไปยังเว็บไซต์ที่กลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าของคุณอยู่ เพื่อขอไปทำ Online Survey กับเว็บไซต์เหล่านั้นก็ได้ หากยังนึกไม่ออกจะติดต่อผมมาก็ได้ครับ

อย่างไรก็ตาม ส่วนที่สำคัญที่สุดในการทำ Survey Research ไม่ว่าจะเป็นแบบ online หรือ offline ก็คือการนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ โดยเฉพาะเมื่อเราทำ online research ที่เราไม่สามารถควบคุมกลุ่มตัวอย่างได้ การวิเคราะห์ข้อมูลจึงจำเป็นที่จะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพื่อข้อมูลที่ได้จะมีความถูกต้องและเป็นกลางมากที่สุด ถึงตอนนี้แ