ทำ AdWords ด้วยตนเองกับจ้าง Agency ต่างกันอย่างไร?

สวัสดีชาว Marketingbyte ทุกท่านครับ วันนี้ผมเอาบทความดีๆ เกี่ยวกับ การทำ โฆษณาในช่องทางยอดฮิตที่เรียกว่า “Google Adsword” ซึ่งมีความโดดเด่นตรงที่ เป็นการโฆษณาผ่าน Keywords ที่ลูกค้าค้นหาผ่าน Search Engine ต่างๆ ทำให้เราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่สนใจในสินค้า หรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสินค้าจริงๆ

 

google-adwords-local-map-featured

ในปัจจุบันมี Agency มากมายที่รับทำโฆษณาผ่าน Google แล้ววิธีไหนที่จะมีประสิทธิภาพดีกว่า ระหว่างการจ้าง Agency ทำโฆษณาให้ดี หรือว่าจะทำ AdWordsด้วยตนเอง?

วันนี้จะมาดูกันว่าความแตกต่างระหว่างการทำ AdWords ด้วยตนเองกับจ้าง Agency ต่างกันอย่างไร? โดยคำแนะนำเหล่านี้เราได้สัมภาษณ์ กูรูด้านการทำ Search Engine Marketing จากบริษัท Redrank.co.th คุณปภาดา อมรนุรัตน์กุล ได้ให้ความรู้ทางทีมงานเกี่ยวกัยการทำการตลาดผ่านช่องทาง Search Engine โดยผ่าน Agency ว่ามาความแตกต่างกันอย่างไร

1. การดูแลจัดการ
เนื่องจากระบบของ Google AdWordsนั้น เป็นในลักษณะของ Pay per click (ppc) :การจ่ายเงินค่าโฆษณาตามจำนวนคนที่คลิกลิ้งก์ โดยเป็นระบบประมูลแข่งกันด้วย keywords ที่ต้องการกับคู่แข่งรายอื่นๆ ที่ซื้อคำเดียวกัน ดังนั้นให้ถามตัวเองก่อนเลยว่า คุณมีเวลามากพอในการที่เข้าไปดูและแข่งค่า bid กับคู่แข่งรายอื่นๆ ตลอดเวลาหรือเปล่า

2. แนะนำให้คำปรึกษา
การสร้าง account AdWords ทำได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่ยากที่สุด คือการหา keywords ที่เหมาะสมกับธุรกิจ เพื่อให้แปลงมาเป็นยอดขายให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่ใส่ keywords อะไรลงไปก็ได้ คุณสามารถหา keywords ที่ตรงใจคนค้นหาได้แล้วหรือยัง?

3. งบประมาณและการบริหารการเงิน
แน่นอนว่า เราทำโฆษณา ก็ต้องหวังจะมีรายได้เพิ่ม คุณสามารถจัดการกับ budget ที่มีของคุณใหืเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อกดให้ค่าคลิกที่เกิดขึ้น ต่ำที่สุดได้หรือยัง?

 

4. ประเมินและวัดผล
Google มีระบบวัดผลที่ทรงประสิทธิภาพ สามารถวัดผล roi ได้เลยทีเดียว แถมบอกได้ด้วยว่า การตลาดต่อไปที่เราควรเลือกทำแบบไหนจึงจะเหมาะสม!! คุณอ่านค่าเหล่านั้นและวิเคราะห์เป็นหรือไม่?!?

5. ประสบการณ์และความน่าเชื่อถือ
คุณเคยทำ AdWords มามากน้อยขนาดไหนแล้ว? ซึ่งประสบการณ์คือสิ่งที่สอนกันไม่ได้ .. การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหลายๆ อย่างต้องอาศัยผุ้เชี่ยวชาญ คุณพร้อมที่จะร้บมือกับปัญหาเหล่านี้หรือยัง? เช่น ads ไม่ผ่านการ approve?!

6. การปรับตำแหน่ง
คุณรู้ใช่ไม่ว่า ตำแหน่งการขึ้นของ ads นั่นมีผลมากกับการคลิกของลูกค้า แล้วคุณรู้ไหมว่า การปรับตำแหน่งให้อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด จะสามารถทำได้ ย่างไร?

7. ความรู้เชิงเทคนิค
AdWords มี tools มากมาย และถูกซุกซ่อนอยู่ในระบบ เพื่อเพิ่มยอดคลิก เพิ่มยอดขาย คุณสามารถเปิด module หรือฟังก์ชั่นเหล่านั้นได้ ว่าแต่คุณได้ลองเปิดใช้งานแล้วหรือยัง?

unnamed (1)2 (2)

 

กรณีตัวอย่าง เรามีงบประมาณ1000 บาท หากทำ โฆษณาเองเราอาจจะได้ราคา cost per click (CPC) ได้ คลิกละ 3 บาท แต่ถ้าเราใช้ agency แน่นอนด้วยประสบการณ์ และ know how มีการปรับปรุงประสิทธิภาพ (optimize) keyword ที่โดนใจ ส่งผลให้ CPC ต่ำลง เหลือแค่ 1 บาท หรือมากกว่านั้น นั่นแปลว่าในจำนวนเงินที่เท่ากัน ทำกับAgency คุณจะได้ถึง 1000 คลิก แต่ถ้าทำเอง คุณจะได้คลิกแค่ 333 คลิก ต่างกันถึง 3 เท่าทีเดียวนะครับ

 ถ้าอ่านครบ 7 ข้อนี้ คำตอบของคุณคือ “ไม่” จงจ้าง agency เถอะครับ หนึ่งใน Agency ด้าน search engine ที่น่าสนใจคือบริษัท redrank ที่นอกจาก google และ ยังมีบริการไปยัง platformอื่น เช่น baidu search ที่ได้รับความนิยมจากจีนอีกด้วย ใครสนใจเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ redrank.co.th นะครับ

ลองใช้ search engine agency เพิ่มประสิทธิภาพงบประมาณการตลาดของคุณดูนะครับ เพราะสิ่งที่คุณจะได้รับมันมากกว่าสิ่งคุณคิดหรือเสียเวลาทำเองอย่างแน่นอนครับ :)) !!

 

 

 

 

5 เคล็ดลับ การใช้ Google Analytic ติดปีกธุรกิจของคุณ!!

5 เคล็ดลับ การใช้ Google Analytic ติดปีกธุรกิจของคุณ!!

40-Google-Analytics-Solutions3

 

 

Google Analytics อาจดูน่าเข้าใจยาก เมื่ือคุณพยายามทำความเข้าใจ ลอง 5 อ่านเคล็ดลับต่อไปนี้เพื่อเข้าใจเครื่องมือมากขึ้นกันครับ

#1. ทำความคุ้นเคยกับหน้าเพจของ Google Analytic

เมื่อคุณเข้าสู่ระบบของบัญชีr Analytics และคลิกหน้าโปรไฟล์ของเว็บไซต์ของคุณ จากนั้นไปที่ส่วนของ Reporting ที่ด้านซ้าย คุณจะเห็น 4 เมนู ลองไปดูกันว่าแต่ละคืออะไร ใช้ทำอะไร

 
Audience – ผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ
Acquisition – ช่องทางที่เขาเข้าเว็บไซต์ของคุณ
 
Behaviour – สิ่งที่ผู้ชมเข้าชมในเว็บไซต์ของคุณ

Conversions – การกระทำที่พวกเขาเหล่านั้นทำ (อธิบายในรายละเอียดด้านล่างครับ)

เราสามารถกำหนดช่วงวันที่ได้จากช่องช่วงวัยที่ด้านขวาบนหน้าเพจ ซึ่งค่าเริ่มต้นตือ 30 วันก่อนหน้าวัน ณ ปัจจุบัน เราสามารถกำหนดค่าใหม่ โดยเลือกวันเรื่มต้นที่เราต้องการดูข้อมูล และเลือกวันสุดท้ายที่อยากให้ข้อมูลแสดงผล จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Apply

เราสามารถเปรียบเทียบข้อมูลในช่วงเวลาที่แตกต่างกันได้ เช่น ช่วงเวลานี้เมื่อปีที่แล้ว โดยคลิกที่ปุ่ม Compare และเลือกที่เมนูด้านข้างว่าคุณต้องการเปรียบเทียบช้อมูลปัจจุบันกับช่วงเวลาอื่นในรูปแบบใด

#2. รู้จักผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ

คลิกไปที่ปุ่มตัวเลือก Audience Overview ที่ด้านซ้าย เราจะเห็นข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนของ sessions (visit–จำนวนครั้งในการเข้าชมเวปไซต์), users  และ pageviews

Analytics เก็บข้อมูลจากเพจว่ามีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณเท่าไหร่ และเรียกมันว่า session  ถ้าผู้เยี่ยมชม–visitor (หรือผู้ใช้ user) หยุดการเข้าชมหรือเปลี่ยนไปดูเพจอื่นเป็นเวลานาน เช่น 30 นาที  Analytics จะถือว่า session นั้นสิ้นสุด ดังนั้นหากในครั้งหน้า ผู้ชมเข้ามาที่เวปไซต์อีกก็จะถือเป็น session ใหม่ สาเหตุว่าทำไมตัวเลขของ Session ถึงได้มากกว่าตัวเลขของ Users เพราะusers เดียวกันอาจมาเยี่ยมชมเวปไซต์ของคุณมากกว่าหนึ่งครั้งภายในช่วงเวลานั้นๆ

Pageviews คือตัวเลขของเพจที่ผู้ชมดูในช่วงแต่ละsession และหน้าเพจนี้จะแสดงผลเรื่องของผู้เยี่ยมชมรายใหม่ และผู้เยี่ยมชมรายเก่าที่กลับมา ระยะเวลาที่เขาเข้ามาชมเวปไซต์ของเรา และ bounce rate (อธิบายในรายละเอียดด้านล่าง)
คลิกเมนูด้านซ้ายที่ตัวเลือก Location เพื่อดูว่าผู้ชมมาจากประเทศไหน คุณสามารถเจาะลงไปในแผนที่เพื่อดูรายละเอียดเกียวกับ Location

ตัวเลือก Technology และ Mobile แสดงถึงอุปกรณ์สื่อสาร และ Browser ใช้เพื่อเข้ถึงเวปไซต์ของคุณ

ดังนั้นประเด็นที่คุณสามารถทดสอบหรือหาจากที่นี่คือ

  • จำนวครั้งที่เข้าชมเวปไซต์ของเราโตขึ้นรึเปล่านะ ?
  • จำนวนของผูเข้าชมใหม่ มีกี่คน ?
  • Bounce rate คืออะไร ? คือจำนวนของคนที่เข้ามาดูเวปไซต์และคลิกออกไปในระยะเวลาอันสั้น นี่อาจเป็นตัวเลขสำคัญหากคุณอยากให้ผู้ชมอยู่บนเว็บไซต์ของคุณนานๆ แต่ก็เป็นสัญญาณได้ว่าผู้ชมได้ข้อมูลที่เขาต้องการเร็วเกินไป

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธุรกิจ และกลยุทธ์ของทางเว็บไซต์ของคุณ และจุดประสงค์ที่ชัดเจนว่าคุณจะวัด และวิเคราะห์ไปเพื่ออะไร แต่การวัดผลสิ่งเหล่านี้ก็เป็นการวัดประสิทธิภาพของธุรกิจ และกลยุทธ์ของเว็บไซต์ของคุณได้

#3. เข้าใจที่มาของผู้ชม

ลิ้งก์ Acquisition Overviewจะแสดงผลสถิติภาพรวมว่าที่มาหลักของคนที่มาเยี่ยมชมเว็บไซต์คุณ ซึ่งมี 6 ช่องทาง ดังนี้

  1. Social คนที่เข้ามาจากsocial media
  2. Direct, คนที่เข้ามาจากการพิมพ์ชื่อ Url เว็บไซต์ของคุณลงใน Browser โดยตรง
  3. Organic Search, ผู้ชมที่เข้ามาจากการค้นหาผ่านเว็บไซต์ประเภท Search Engine
  4. Referral, คนที่มาจากการคลิกลิ้งก์ที่เว็บไซต์อื่นๆที่อ้างอิงเว็บไซต์ของคุณ
  5. Email, มาจากการส่งอีเมลล์ของคุณ
  6. Other, หากคุณใช้บริษัทตัวกลางในการส่งเนื้อหา เช่น  dlvr.it
ลองคลิกเข้าไปที่ All Traffic เพื่อดูแหล่งข้อมูล 10 อันดับที่นำผู้ชมเข้าสู่เว็บไซต์ของคุณได้มากที่สุด คุณอาจจะเจอแหล่งข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น จำนวนผู้ชมหน้าใหม่ที่มาจากเวปไซต์เหล่านี่ ระยะเวลาที่เขาเข้าชมเวปไซต์เรานานแค่ไหน (เวลาเฉลี่ยต่อ Session ) จำนวนเพจที่พวกเขาเข้าชม

คุณควรค้นหาว่าพวกเขาเหล่านั้นค้นหาคุณจากอะไรโดยการคลิก Campaigns, Keywords, Organic.

ข้อมูลของ keywords ที่ผู้ชมใช้ในการค้นหาผ่าน Google หรือ search engine อื่นๆ และเชื่อมมายังเว็บไซต์ของคุณ
คำถามคือ Keyword เหล่านี้สำคัญอย่างไร มันเป็นคำใบ้ว่าคุณจะทำการตลาดบนโลกดิจิตอลอย่างไร หากคุณกลับไปที่เว็บไซต์ที่ลิ้งก์หาคุณ ดู Keyword มันกำลังบอกถึงประสิทธิภาพการทำSEO บนเวปไซต์ของคุณ

#4. หาให้เจอ!! ข้อมูอะไรพวกเขากำลังดูอยู่

คลิกที่ลิ้งก์ Site Content All Pages เพื่อค้นหาว่าเนื้อหาอะไรที่ผู้ชมกำลังชมอยู่  รายงานนี้อ้างอิงจากเพจ URLs ดังนั้นบางครั้งการคลิกหัวข้อของเพจควบคุมง่ายกว่า หากคุณไม่คุ้นเคยกับ URL แต่คุ้นเคยกับเพจ และหัวข้อทีโพสมากกว่า

เราจะะได้เห็นจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเราในแต่ละเพจ และเวลาที่พวกเขาใช้ในการดูแต่ละเพจ และรวมถึงจำนวนคนที่ออกจากเว็บไซต์เราจากหน้าเพจนั้นๆด้วย

เราสามารถกรองข้อมูลตัวรายงานนี้ได้ โดยการพิมพ์ Keyword ตั้งแต่ 1  Keyword ขึ้นไปในช่อง Search ที่ใต้กราฟในด้านขวา และคลิกปุ่มไอคอน search

สาเหตุที่สิ่งเหล่านี้สำคัญ เพราะคุณจะ…

  • สร้าง  landing pageสำหรับแคมเปญการตลาดใหม่ๆ และคุณต้องการวัดประสิทธิภาพของแคมเปฐนี้
  • ต้องการตรวจสอบว่ามีใครที่คลิก newsletter เพื่อสมัครสมาชิกกับเพจของคุณ
  • มียอดเข้าชมเพจที่อธิบายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ของคุณเท่าไหร่

ด้วยข้อมูลเหล่านี้คุณสามารถนำข้อูลไปวางแผนกลยุทธ์ หรือวาง content ในเว็บไซต์ของคุณ และรู้ได้ว่าเนื้อหาแบบไหนมีผู้ชมมากที่สุด และได้รับความนิยม

เคล็ดลับฉบับง่าย : ด้านบนของURL หรือ Page Title คุณจะเห็นกล่องข้อความในส่วนที่สอง คลิกมันและเพิ่มปัจจัยอื่นๆที่คุณต้องการรู้เข้าไปในรายงาน ยกตัวอย่าง เช่น คุณอาจเขียนบลอก และเผยแพร่ทางอีเมลล์ และทาง Social Media  แต่คุณต้องการแน่ใจว่า ผู้ชมมาจากช่องทางไหน เท่าไหร่

การกรองรายงานของคุณจากการโพสท์ในบลอก ต่อมานั้นคลิกไปที่ Secondary Dimension  คลิก Acquisition จากนั้นคลิก Sourceคุณจะเห็นคอลัมน์ใหม่ที่ด้านขวามือของเพจคุณที่แสดงที่มาของผู้อ่านของบลอกของคุณ

สรุปคือ การจะ Filter หรือกรองข้อมูลในรายงานของคุณ เลือกเพจหนึ่งเพจที่คุณต้องการ หลังจากนั้น คลิกไปที่Secondary Dimension ตามด้วยคลิก Acquisition และสุดท้ายคลิก Source ข้อมูลคอลัมน์ใหม่ก็จะแสดงผลถึงที่มาของคนที่เข้าชมเวปไซต์เรา

ลองทดสอบดูเพื่อทำความเข้าใจถึงลักษณะเนื้อหาที่ผู้ชมชื่นชอบ แหล่งที่มาของคนที่เข้าเยี่ยมชมเวปไซต์ของคุณ 

#5. ตั้งเป้าหมาย

คุณสามารถตั้งเป้าหมายบน Google Analytics ที่จะช่วยเก็บข้อมูล conversions บนเว็บไซต์ของคุณ  บางที่คุณอาจจะสนใจว่าใครสมัครรับข่าวสารจากคุณหรือว่าใครซื้อสินค้า บริการจากคุณ และนี่คือวิธีการตั้งเป้าหมาย

1)ค้นหาลิ้งก์บนเวปไซต์ของคุณสำหรับfor the end of the action you want to track. So for example the Thank you for Signing up page or Thanks for purchasing page on your website. Copy that link and paste it into a notepad or wordpad.

2) ไปที่ Admin on the top menu on Google Analytics and at your Account page on the 3rd column you will see Goals, click on that option.

3) คลิกที่ปุ่ม New Goal สีแดง จะมีตัวเลือกบางอันขึ้นมาเช่น  people creating an account, downloading หรือ ตัวเลือกอื่นๆ ในตัวอย่างนี้ คลิกไปที่ Custom และเลือกถัดไป

4)พิมพ์เป้าหมายของคุณลงไป เช่น ซื้อสินค้า หรือ สมัครสมาชิก คุณสามารถตั้งเป้าหมายที่แตกต่างกันไปได้ แต่ในกรณีนี้เราจะตั้งเป้าหมายในเรื่อง Destination คลิกไปที่ next step.
5) วาง  URL ลงไปในตอนท้ายเพจที่คุณบันทึกไไว้  คุณสามารถคลิก Verify เป้าหมายนี้เพื่อดูว่าเป้าหมายของคุณจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรใน 7 วันสุดท้าย
6) คลิกปุ่ม Create Goal

เมื้อคุณสร้างเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว คุณกลับไปที่ รายงาน และคุณจะเห็นว่าคนซื้อของผ่านเว็บไซต์ของคุณ หรือสมัครสมาชิกเว็บไซต์คุณอย่างไร พวกเขามีแหล่งที่เข้าถึงเวปไซต์ที่แตกต่างกัน หรือลักษณะการค้นหาเนื้อหาที่แตกต่างกัน หรือแม้กระทั่ง ประเทศที่อยู่หรือ ภูมิลำเนาของคนเหล่านั้น

นี่คือตัวอย่างอีกหนึ่งอันว่าแหล่งเวปไซต์ที่อา้งถึงเว็บเราที่จะช่วยให้เราพัฒนาเป้าหมายได้ คลิกไปที่รายงานเรื่อง Acquisition All Referrals

ด้านบนของกราฟคุณจะเห็นตัวเลือก Goal Set คลิกแล้วคุณจะได้เห็นอัตราเป้าหมายของคุณในแต่ละโเวปไซต์ที่อ้างอิงถึงคุณ ( referrer ) และนี่คือตัวอย่างการแสดงผลของ Twitter และ Facebook ด้วย เป้าหมายที่เป็นอัตรา conversion rates ในคอลัมน์ที่ 3

ทำไมมันถึงสะดวก และง่ายต่อผู้ใช่้ บางที่คุณอยากจะเทียบว่า แหล่งที่มาที่แตกต่างกันจะสร้างผลลัพธ์เป็นอย่างไรในเรื่องเดียวกัน ช่องทางบางช่องทางดีกว่าช่องทางอื่นๆ ในแง่ของการสมัครสมาชิกหรือซื้อสินค้าหรือเปล่า  This can help you tweak your marketing. ยกตัวอย่างเช่น แม้ว่า Twitter จะสร้าง Visit ได้น้อยให้แก่ Mykidstime (เว็บไซต์ของผู้เขียน) แต่ยอดการสมัครสมาชิกเพื่อติดตามข่าวสารกลับสูงกว่า Facebook

บางทีเราอาจตัดสินใจออกแคมเปญแจกของขวัญกับผู้ใช้ Twitter ในการสมัครสมาชิกติดตามข่าวสารทางอีเมลล์เพื่อเป็นรางวัลแก่พวกเขา หรือเราจะออกแคมเปญแจกของขวัญให้คนใน Facebook ที่สมัครสมาชิกเพื่อกระตุ้นให้ช่องทางนี้มีอัตรการสมัครสมาชิกเพิ่ม

 

ข้อมูลในลักษณะนี้จะช่วยให้คุณวางกลยุทธ์การตลาดและการทำ CRM ในขณะเดียวกันก็วัดผล Call to Action (ซื้อสินค้า หรือ สมัครสมาชิก)บนเว็บไซต์ของคุณได้ด้วย

 

ที่มา : 5 Quick Tips for Using Google Analytics for Your Business  โดย  Director at Mykidstime Ltd

ว่าด้วยเรื่องของ Google Analytics

สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของเว็บไซต์ ต่างๆนั้น Google Analytics นับเป็น Tools ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในวันนี้ผมจะขอนำงานแปลจากบทความของ reliablesoft.net มาสรุป 6 ข้อง่ายๆให้เข้าใจวิธีการวิเคราะห์เว็บไซต์ผ่าน Google Analytics ดังนี้ครับ

1. ดูจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ต่อวัน และ มาจากที่ไหน
Google A 1

รายงานนี้ จะบอกผู้ดูแลเว็บไซต์ แบบรายวัน โดยทาง Google จะแสดงจำนวนผู้เข้ามาดูเว็บไซต์ รวมทั้งช่วงเวลาที่เข้ามาดูได้ รวมทั้ง จะบอกเราว่า ผู้ใช้เข้าเว็บไซต์เราผ่านทาง Search หรือ โดยตรง เป็นต้น

ซึ่งทาง Website Admin. จะยังสามารถดูข้อมูลต่อไปนี้ได้อีกด้วย
• จำนวนเพจที่ดู ต่อ การเข้ามาหนึ่งครั้ง
• ระยะเวลาที่ใช้ในการเข้ามาดู เว็บไซต์ของเรา
• จำนวน New Users
• Bounce Rate – จำนวนผู้ที่เข้ามดู เว็บไซต์เราเพียงเพจเดียว

TIPS: สามารถเข้าดูได้จาก Traffic Sources >> Sources >> All Traffic

2. ปกติผู้ใช้มักจะค้นหาเว็บไซต์ของเราด้วย keyword อะไร

Google A 2

ข้อมูลนี้สำคัญมากๆสำหรับนักการตลาดออนไลน์ทั้งหลาย เพราะจะทราบถึงว่า คนทั่วไปเข้ามาดูเว็บไซต์ของเรานั้น ด้วย Keyword อะไร ซึ่งทางนักการตลาดจะได้เข้าใจถึงพฤติกรรมการ ค้นหาข้อมูล มากขึ้นนั่นเอง

TIPS: จากหน้า Report ในข้อ 1 เลื่อนลงมาก็จะเจอกับ Secondary review แล้วก็กดเลือก keyword ครับ

3. เพจไหนในเว็บไซต์ของเราที่คนเข้าชมมากที่สุด

Google A 3

เครื่องมือตัวนี้จะทำให้ท่านได้พบว่า เพจไหนในเว็บไซต์ที่มีคนเข้าดูมากที่สุด ซึ่งในบางครั้งนั้นอาจไม่ใช่ Homepage เสมอไป เพื่อที่ท่านจะสามารถนำไปปรับแต่งกลยุทธ์ให้เหมาะสมต่อไป

TIPS: ดูได้จาก Tab ที่อยู่ในด้านซ้ายมือแล้วเลือก Site Content >> All pages

4. เพจไหนที่คนเข้าเว็บไซต์ของเราดูเป็นหน้าแรก

เครื่องมือตัวนี้จะช่วย ท่านนักการตลาดออนไลน์ทั้งหลาย ในการดูว่า ผู้ใช่ส่วนใหญ่เข้า เพจ ไหนเป็นหน้าแรก รวมทั้งสามารถใช้รวมกับ เครื่องมือในการค้นหา Keyword ในข้อ 2 ที่กล่าวมาอีกด้วย เพื่อที่ท่านจะได้ข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้นว่า ผู้ใช้ส่วนใหญ่มักจะ search จากคำว่าอะไร และ มักจะ link ไปหน้าไหน

TIPS: เลือก Landing Page จาก Site Content ทางด้านซ้ายมือ

5. มีจำนวน ผู้ใช้กี่คนที่ดู เว็บไซต์เราในขณะนี้

Google A 5

เครื่องมือนี้มีประโยชน์ในวิเคราะห็จำนวนผู้ใช้ ว่าในขณะที่เราเปิดอยู่นั้น มี active user กี่คน รวมทั้งจำนวนคนเข้ามาดูเว็บไซต์ของเรา เป็น new users กับ returning users เป็นสัดส่วนที่เท่าไร

TIPS: เข้า Overview จากหัวข้อ Standard Report/ Real Time Report

6. ผู้ใช้มักจะ click อะไรในเว็บไซต์ของเรา
เครื่องมือสุดท้ายที่มีประโยชน์ต่อ ผู้ดูแลเว็บไซต์คือการดูวิเคราะห์พฤติกรรมการผู้ใช้เว็บไซต์ของเรา หรือ In-Page Analytics ว่ามักจะคลิกตรงไหน ส่วนใหญ่มักจะคลิกรูปภาพหรือข้อความ เป็นต้น เพื่อที่ทางผู้ทำเว็บไซต์จะได้ customized ให้ตรงกับความต้องการของผู้มาชมนั่นเอง

TIPS: เข้าดูได้ตรง In-Page Analytics อยู่ในหัวข้อ Content

เว็บไซต์ที่ดีนั้นเป็นสิ่งจำเป็นของธุรกิจในยุคสมัยใหม่นี้ แต่การที่มีการวิเคราะห์และสามารถพัฒนาเว็บไซต์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้านั้นจะเปรียบเป็นอาวุธและข้อได้เปรียบอย่างแน่นอน

Source: reliablesoft.net

Google Instant มาแล้ว

เอาล่ะครับ ถกเถียงกันมาสักพักใหญ่ ๆ ในเรื่องของ Google Instant  หลายคนถามผมว่า SEO ยังมีความสำครัญอยู่หรือไม่ถ้าหาก Google Instant  ได้เข้ามาใช้ ผมเองก็ใช้ Google Instant  มาสักพักใหญ่ ๆ ผมก็เลย เอาข้อมูลพวกนี้ มานำเสนอ เพื่อที่จะให้ชาวเว็บมาสเตอร์ได้ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเอาล่ะครับ เราลองมาดูกันเลยดีกว่า อ่านเพิ่มเติม

รู้แล้วว่าต้องเช็กอินอีกกี่ครั้งถึงจะได้เป็นเจ้าถิ่นใน Foursquare

ตอนนี้ Foursquare ผู้ให้บริการ location-sharing social network เพิ่งเปิดบริการใหม่เกี่ยวกับการเป็น เจ้าถิ่น หรือ Mayor โดยตอนนี้ Foursquare จะแจ้งผู้ที่เช็กอินว่า คุณต้องเช็กอินอีกกี่ครั้งถึงจะได้เป็นเจ้าถิ่งในสถานที่แห่งนั้นๆ (ต้องภายในอีก 10 ครั้งที่ต้องเช็กอิน) ซึ่งเราจะได้เห็นว่าเรา การเช็กอินของเราห่างจากเจ้าถิ่นของสถาที่แห่งนั้นอยู่เท่าไร
ซึ่งตอนนี้ทาง Foursquare ได้แจ้งว่าการเช็กอินตอนนี้จะนับจากจำนวนวัน ที่คนเข้าไปเช็กอินในช่วง 2 เดือน (60 วัน) ดังนั้นหากใครเช็กอินหลายๆ ครั้งใน 1 วันก็จะนับเป็นแค่ครั้งเดียวเท่านั้น และได้เปิดการป้องกันที่คนที่เป็นเจ้าของสถานที่จะกลายเป็นเจ้าถิ่นซะเอง
ที่มา : Foursquare

Links Building with Classified Ads ? Marketing Tips

หลังจากที่หายไปนานนนนมากกกก?..ไม่ได้อัพเดตบล็อกเลยเป็นเพราะว่าผมติดภาระกิจ..เชียร์บอล!!! สร้างกลุ่มกองเชียร์บอล(ในนามกลุ่ม PTUFANS) จนช่วงหลังๆก็ไม่ค่อยมาอัพเดตเนื้อหาบทความเท่าไหร่ ที่สำคัญที่สุดคงเป็นเพราะช่วงนี้ผมมุ่งมั่นไปกับการทดลองและวิเคราะห์อะไรใหม่ๆ ในวงการ Internet Marketing จะยังไงก็แล้วแต่ ผมได้สตาร์ตเครื่องยนต์ให้กับวงการบอลไทยไม่มากก็น้อย เอาเป็นว่าขอหยุดเรื่องฟุตบอลก่อนแล้ววกกลับมาที่เรื่อง Online Marketing การตลาดออนไลน์ การทำมาหากินบนดลกไซเบอร์กันต่อครับ และวันนี้ผมก็มีบทความและทิปเล็กๆน้อยๆที่หลายๆคนมักลืมไปแล้ว หรือไม่ก็เห็นความสำคัญของมัน(รวมทั้งตัวผมด้วย เหอๆ) แต่แม้เจ้าเอ๋ยวิธีนี้ก็เป็นอีกหนึ่งกลเม็ดอันแยบยล และเป็นการทำ Links Building อย่างมีชั้นเชิงแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณ!!ต้องมีหลักการทำอย่างถูกวิธีและเคารพกฎกติกากันด้วยครับ อ่านเพิ่มเติม

เล่นถูกทางคอมเม้นท์ถูกที หลีกหนีการสแปม NO SPAMS PLEASE!!

วันนี้พอดีผมมีเวลาวางอยุ่ยี่สิบนาทีเลยแว๊ปๆไปอ่านบทความที่ทาง Google Blog โพสเอาไว้เรื่อง ?Hard facts about comment spam? ซึ่งผมอ่านแล้วก็รู้สึกว่า เอาแล้วพี่กูออกมาแนวเตือนกันแล้วครับ เนื้อหาของบทความนี้ก็จะพูดถึงเรื่องการสแปมโพสคอมเม้นท์ต่างๆตามบล็อกในบทความต่างๆ ซึ่งถ้าเพื่อนๆจำได้ผมเคยแนะนำวิธีการสร้าง Back Links และ Link Popularity ด้วยช่องทางการโพสคอมเม้นท์ตามบล็อกต่างๆ ซึ่งมันเป็นวิถีทางที่ถูกต้องอยู่แล้วครับ แต่!!! ไม่ใช่การสแปม (เน้นมาโดยตลอดว่า ทำดีได้ ทำชั่วได้ชั่ว อิอิ) อ่านเพิ่มเติม