9 เทรนด์การตลาดออนไลน์ที่น่าจับตามองในปี 2016

สำหรับปี 2016 ที่มาแล้ว หลายๆคนอาจนึกถึงงานเฉลิมฉลอง , เป้าหมายปีใหม่  หรือ การไปช้อปปิ้งสินค้าลดราคาต่างๆ เหมือนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในช่วงเทศกาลปีใหม่ และเช่นเดียวกันกับนักการตลาดหลายๆคนที่พยายามทำนายกระแส หรือเทรนด์การตลาดที่จะเกิดขึ้นในโลกของดิจิทัล
ดังนั้นเก็บต้นคริสมาสต์และไฟประดับประดาปีใหม่ลง และโยนเศษค้กกี้ที่กินเหลือๆทิ้งไปและลองดูเทรนด์การตลาดออนไลน์ต่อไปนี้ที่กำลังมาแรงแบบฉุดไม่อยู่ในปี 2016. ทางที่ดีที่สุดในการเอาชนะคู่แข่งคือเป็นผู้นำ และตามให้ทัน กับการตลาดดิจิทัล ลองดูเทรนด์ต่อไปนี้เพื่อไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจของคุณกันเลย
#1: การโฆษณาผ่านช่องทาง Social Media 
การโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในปีนี้ และการคาดการณ์ในปี 2017 เม็ดเงินในการลงสื่อโฆษราช่องทางออนไลน์จะแซงหน้าสื่อหลักอย่างโทรทัศน์
อ้างอิงจาก Interpublic Group’s Magna Global, ในปี 2015 ค่าโฆษณาในโลกดิจิทัลเติบโตขึ้นกว่า  17.2% (ประมาณ 160 พันล้านดอลลาร์) และจะเติบโตขึ้น 13.5% ในปี 2016, และคาดว่าจะแซงหน้าสื่อหลักรุ่นเก๋าอย่างช่องทางโทรทัศน์ ในปี 2017
ด้วยเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ก้อนยักใหญ่นี้ได้ถูกจัดสรรไปยังสือสังคม (Social Media) นักการตลาดทั้งหลายไม่อาจมองข้ามเทรนด์นี้ได้เลยในปี 2016  จากข้อมูลของ eMarketer predicts ค่าโฆษณาผ่านช่องทาง social network จะทะลุ 3.598 หมื่นล้านดอลลาร์ (คิดเป็นเงินไทยกว่า 1.2 ล้านล้านบาท! )  ในปี 2017 คิดเป็น 16% ของเงินโฆษณาในวงการดิจิทัลทั้งหมด
แล้วนักการตลาดควรทำอะไร อย่างไร เพื่อให้แซงหน้าคู่แข่ง
  • เริ่มต้นจากการตัดสินใจว่า Social Media ตัวไหน ที่คุ้มค่าต่อการลงทุน ถ้าคุณขายสินค้าประเภท กระเป๋า Handmade สวยๆ ช่องทาง Instagram และ Pinterest น่าจะเป็นช่องทางที่เหมาะสม หรือถ้าคุณทำธุรกิจที่มีฐานลูกค้าเป็นกลุ่มธุรกิจ หรือ B to B การเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมใน Facebook อาจเป็นช่องทางที่เหมาะสมในในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของคุณ
  • ทดสอบการโพสท์ของคุณทั้งแบบการโพสท์ปกติแบบไม่ลงเงินโฆษณา (organic) และการลงโฆษณา หรือ promote ไม่ใช่แต่การกระจายเม็ดเงินโฆษณาแบบสุ่มๆ มั่วๆ แต่ควรเลือกเนื้อหาเด็ด หรือเนื้อหาน่าสนใจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้คนเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น
  • อย่าปล่อยให้เม็ดเงินโฆษณาสูญเปล่าด้วยการใส่ใจกับ Call-to-Action หรือการทำโฆษณากระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมาย “ทำ” กิจกรรมที่คุณต้องการ เช่น การโฆษณาใน Facebook ที่กระตุ้นให้คนเข้าสู่เว็บไซต์ พร้อมปุ่ม call-to-action  โฆษณาลักษณะนี้ย่อมคุ้มค่ากว่าการโปรโมทธุรกิจเพื่อสร้างการรับรู้เพียงอย่างเดียว

A1

digital-marketing-trends-social
ตัวอย่างการทำโฆษณาแบบ Call-to-Action
#2: ข้อความ Facebook (Facebook Messenger สำหรับธุรกิจ)
ในเดือนมีนาคมของปี 2015 ที่ผ่านมา  Facebook ได้เปิดตัว Messenger สำหรับธุรกิจ เพื่อขยายช่องทางในการใช้โปรแกรมแชทยอดฮิตที่ปกติเราจะใช้กันเพื่อคุยกับ เพื่อนๆ คนรัก และสมาชิกในครอบครับ และสามารถใช้ได้กับธุรกิจรูปแบบ B2C and และ B2B
จากฐานผู้ใช้ Facebook messenger’s ที่เพิ่มขึ้นกว่า 700 ล้านคนในทุกๆเดือน และการเติบโตกว่า  40% จากปี2014 ไปยัง 2015 (อ้างอิงจาก Luxury Daily) ค่อนข้างส่งสัญญาณชัดเจนว่า Messenger สำหรับธุรกิจจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญกับวงการธุรกิจ
นอกจากการเป็นช่องทางในการโต้ตอบกับลูกค้าแบบตัวต่อตัวแล้ว นักการตลาดยังใช้ช่องทางของ Facebook Messenger เหมือนกับการทำการตลาดผ่านอีเมล ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการแจ้ง Promotions ใหม่กับลูกคเป้าหมาย เพียงแค่คุณส่งข้อความไปเพื่อกระตุ้นให้เขากลับมาซื้อของ หรือแม้แต่การแจ้งสถานะการจัดส่งสินค้าแบบรายคนก็สามารถทำได้
เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา Facebookระกาศให้ธุรกิจสามารถติดตั้งกล่องข้อความของ Facebook messenger ในเว็บไซต์ของพวกเขาได้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจในวิธีการเดียวกับช่องแชทผ่านเว็บไซต์
A2
digital-marketing-trends-facebook
     ส่วนในประเทศไทย LINE Messenger ย่อมเป็นที่คุ้นเคยกับพฤติกรรมคนไทย และมีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หัวใส ใช้เป็นช่องทางในการติดต่อเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการส่ง Promotion ไปยังกลุ่มลูกค้า หรือการแชทกับลูกค้ารายบุคคลเพื่อปิดการขาย
     สิ่งสำคัญคือการเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย และพยายามเข้าถึงกลุ่มที่ลูกค้าเป้าหมายเราอยู่ เพื่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
#3: การตลาดออนไลน์แบบดั้งเดิม หรือ Banner โฆษณา
Ad blockers คือฝันร้ายของนักการตลาดออนไลน์สมัยนี้ แม้ว่า ad block ทำให้ผู้ใช้มองไม่เห็นโฆษณาต่างในเว็บไซต์ อาจจะไม่ใช่สิ่งใหม่ มันกลับกลายเป็นที่โด่งดังเมื่อ Appleระกาศ ว่าระบบปฏิบัติการใหม่ iOS9  ทั้งใน iPhone และ iPad จะไม่สนับสนุนการใช้ Ads Blockers
A310 Digital Marketing Trends to Watch Out for in 2016 | SEJ
ทำไมถึงกลายเป็นประเด็นใหญ่ขนาดนี้? คำตอบคือ เพราะการทำโฆษณาออนไลน์ถือเป็นเชื้อเพลิงหลักของเว็บไซต์ เมื่อโฆษณาโดนปิด ก็เหมือนประตูเข้าเว็บไซต์ถูกปิดลงนั่นเอง
“ ในยอดผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือ GNPของสหรัฐอเมริกา เป็นตัวเลขเม็ดเงินโฆษณากว่า 350 พันล้านดอลลาร์  และ กลุ่มลูกค้าในวงการโฆษณายอมจ่ายเงินกว่า 9 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี” อ้างอิงจาก AdvertisingAge. “บางเว็บไซต์ที่มีฐานกลุ่มผู้เข้าชมกว่าล้านคน สูญเสียรายได้ว่า 40% เพราะ ad blocking.”
ไม่ว่า ad blockers จะส่งผลกระทบต่อคุณหรือไม่ในปี 2016, ตัวเลขด้านบนก็แสดงให้ถึงการวัดผลมูลค่าของสื่อที่อาจส่งผลกระทบ และกลับมาพิจารณาว่า เป้าหมายของหารโฆษณาไม่ไม่ได้ถูกบิดเบือนไป และนี่คือการวางแผนและปรับใช้ของสื่อโฆษณาในยุคเดิม หรือ Bannner โฆษณานั่นเอง
หากรูปแบบ ข้อความ หรือ ความรู้สึกหลังจากการเห็น Banner เป็นเนื้อหาที่ไม่ใช่การขายของ เทคโนโลยีของ ad blocking ก็จะไม่เอา Banner เหล่านั้นออกจากเว็บไซต์ การลงโฆษณาด้วย Banner ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง แต่พักหลังเริ่มมีการตื่นตัวกับการบล๊อกโฆษณา หรือ ad blocking มากขึ้น ดังนั้นลองพิจารณาเทรนด์นี้ และปรับใช้กับกลยุทธ์ทางการตลาดของคุณ
#4: Personalized PPC
กว่า 1 ใน 3 ของนักการตลาดเห็นถึงความสำคัญของการทำการตลาดเฉพาะบุคคล (personalization) คือความสามารถของการตลาดที่สำคัญในอนาคตข้างหน้า จากการศึกษาของ Adobe study เรากำลังอาศัยอยู่ในโลกของที่อินเทอร์เน็ตรู้จักตัวคุณมากกว่าเพื่อนร่วมงานที่นั่งอยู่ข้าคุณเสียอีก
เมื่อในหลายปีที่ผ่านมา การทำโฆษณาใน Search Engine คือการเลือกคำค้นหา หรือคำสำคัญที่ถูกต้องเพื่อเช้าถึงกลุ่มเป้าหมายของสินค้าหรือบริการของคุณ แต่กลยุทธ์นี้ก็มีข้อบกพร่องอยู่มาก จากการสร้างจำนวนคลิก และการเยี่ยมชมเว็บไซต์จากผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อการคลิก (PPC) ค่อนจ้างแพง ถ้าคุณวางแผนกับกลุ่มคำที่ไม่เหมาะสม ถึงแม้คุณจะวางแผนเรื่องคำสำคัญได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย แต่ปริมาณของคนที่ค้นหาคำนั้นอาจมีจำนวนน้อยมาก ซึ่งอาจไม่เพียงพอในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายในธุรกิจของคุณ
ถ้า Google รู้ข้อมูลของผู้ค้นหามากขึ้น ทำไมถึงเป็นการยากที่ผู้ลงโฆษณาจะหากลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมได้ล่ะ? ข้อแรก Google ปกป้องข้อมูลของผู้ใช้แต่ในขณะเดียวกันก็รู้ถึงความต้องการของผู้ลงโฆษณา ดังนั้นจึงเกิดบริการ Customer Match ในเดือนกันยายน  2015 บริการ Customer Match สามารถให้คุณอัพโหลดรายชื่อของลูกค้าที่คุณมีอยู่ และ สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายผ่านการค้นหา ฟีเจอร์นี้ก็มีในFacebook และ Twitter ด้วยเหตุนี้เองทำให้การโฆษณาผ่าน Search และ Social Media มีลักษณะคล้ายกับการทำโฆษณาผ่านอีเมล โดยการส่งโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายด้วยความเข้าใจในระดับการซื้อของลูกค้าเป็นอย่างดี
ยกตัวอย่างเช่น การนำรายชื่แฐานลูกค้ามาจากการสัมมนาล่าสุกบนซอฟท์แวร์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ คุณสามารถทำโฆษณากับพวงเขาในช่องทาง Google , Facebook และ Twitter ในระดับการตัดสินใจซื้อที่แน่นอน ในปu 2016 ค่า โฆษณษาต่อคลิก (PPC) จะเริ่มเข้าสู่ระดับบุคคลมากขึ้น ซึ่งนักการตลาดต้องวิเคราะห์ และนำเครื่องมือไปใช้ เพื่อเชื่อมโยงกลุามลูกค้าเป้าหมายในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยใช้ข้อความที่เหมาะกับลูกค้าในแต่ละช่วงความต้องการ
#5: การทำการตลาดแบบอัตโนมัติ(Marketing Automation)
     การทำการตลาดแบบอัตโนมัติไม่ใช่เรื่องใหม่ ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 5.5 พันล้านของการใช้จ่ายเพื่อระบบการตลาดอัตโนมัติ นักการตลาดพยายามทำความเข้าใจถึงความสำคัญในการปรับใช้ การตลาดแบบอัตโนมัตินี้ประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจ
     ที่บริษัท WordStream, เราต้องเพิ่มจำนวนคนในทีมเป็น 2 เท่า ถ้าเราไม่มีระบบอัตโนมัติ
     การลงตารางการส่งอีเมล แยกประเภทรายชื่อของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การวางแผนโพสท์ Social Media ล่วงหน้า การจัดการเนื้อหาบนเว็บไซต์  ด้วยระบบอัตโนมัตินี้เองทำให้เราสามารถเข้าถึง และทำเป้าหมายให้ประสบความสำเร็จ
     แล้วทำไมการทำการตลาดแบบนี้ถึงกลายมาเป็นเทรนด์ของปี 2016 หลายๆบริษัทนำระบบอัตโนมัติไปใช้แล้วพบว่าผลไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้
     ปี 2016 จะกลายเป็นปีที่นักการตลาดต้องศึกษาให้ลึกลงไป และ ระบุช่องว่างของยอดขายกับกลไกทางการตลาด  และวางกลยุทธ์ด้วยระบบอัตโนมัติ เพื่อทำให้งานง่ายขึ้น และมีสามารถบรรลุเป้าหมายได้มากขึ้น
#6: การทำการตลาดผ่านVideo
เมื่อหลายคืนที่ผ่านมา ฉันใช้เวลามากกว่า 2 ชั่วโมง ในการดู คลิป VDO ความยาว 30 วินาทีเกี่ยวกับสูตรการทำอาหารฉบับรวบรัดบน Instragram และตอนนี้ไม่ว่าชั้นจะเลื่อนหน้าจอใน  social media feed ไหนๆ ฉันก็ถูก VDO 1 , 2 ,3 หรือมากกว่านั้นกระโดดเข้าใส่หน้า ทั้งแบบมีเสียง และไม่มีเสียง และเริ่มเข้าใจว่าธุรกิจทุกขนาดใช้ VDO ไม่ว่าจะเป็นร้านขายของชำเล็กๆใน South Dakota ไปยังบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ การตลาดผ่าน VDO นั้นมาแรงมากก มากกก และมากกกจริงๆ!!
10 Digital Marketing Trends to Watch Out for in 2016 | SEJ
จำนวนงบประมาณส่วนใหญ่ของการทำโฆษณาถูกจัดสรรไปที่ video  ที่บริษัท Yahoo ก็ได้ปรับใช้กับการโฆษณาผ่าน Video ทุกรูปแบบ เช่น การโฆษณาแบบเต็มหน้าจอที่เล่นแบบอัตโนมัติ  ( full-screen sized auto-play video ad) ที่ดึงดูดผู้ชมในหน้า search engines ได้
Videos ช่วยดึงดูดกลุ่มลูกค้าผ่านการมองเห็น สี เสียง และดนตรี หน้าที่สำคัญของ videos คือช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจที่ไร้ตัวตนได้เข้าถึงผู้บริโภคผ่านการสื่อสารที่เป็นมนุษย์มายิ่งขึ้น และยังสร้างความจงรักภักดี และความเชื่อใจได้อีกด้วย อะไรที่จะน่าจดใจไปกว่าเนื้อหาของ Video ที่น่าทึ่ง และไม่อาจจะลืมได้ จากการศึกษาของ Web Video Marketing Council, 96% ของนักการตลาด B2B ใช้  Video เป็นเครื่องมือในการทำการตลาก 
“นักการตลาดได้เรียนรู้ว่า Video นั้นมีความสามารถมากกว่าการดึงดูดความสนใจ,”จาก  Tyler Lessard, CMO ของ Vidyard. “มันสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในทุกช่วงของการตัดสินใจและได้ผลดีกว่าคำโฆษณาที่ชวนซื้อเสียอีก”
ในปี2016 นักการตลาดควรจับตาดูในกระแสของ video marketing และการวิเคราะห์ หากนักการตลาดที่ยังไม่ได้ทำการตลาดและวัดผลด้วย video มันถึงเวลาแล้วนะ!!
#7:ยุคของ Mobile (อีกแล้ว)
เป็นปีของ mobile หรือมือถือจริงๆ! แต่เดี๋ยวก่อน ไม่ใช่แค่ปีนี้ที่เป็นปีของ mobile แต่ปี 2014, 2013, and 2012 ก็เช่นเดียวกัน  แต่สิ่งที่เป็นสัญญาณชัดเจนคือการประกาศของ Google การใช้อินเทอร์เน็ตด้วยมือถือได้แซงหน้าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือ PC ไปแล้ว ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “Mobilegeddon” โครงสร้าง  algorithm เปลี่ยนไปทำให้การทำการตลาดแบบ SEOs ต้องปรับตัวต้อนรับเทรนด์นี้ โดยการปรับแต่งเว็บไซต์ให้มีขนาดเหมาะสมกับขนาดหน้าจอมือถือด้วย
มือถือของพวกเรากลายเป็นเหมือนอวัยวะสำคัญของเราไปแล้ว ครั้งหนึ่งเราลืมมือถือไว้บนเครื่องบินแค่ 10 นาทีเท่านั้น แต่ความรู้สึกเหมือนกับการสูญเสียเพื่อนสนิทไปทีเดียว สิ่งสำคัญที่นักการตลาดต้องปรับตัวคือ การให้ความสำคัญกับมือถือที่เปรียบเสมือนด่านหน้า และแค่รักษาระดับของการทำการตลาดบน PC หรือ คอมพิวเตอร์ไว้ และปรับเปลี่ยนแผนการตลาดให้เหมาะสมกับหน้าจอมือถือมากขึ้น
#8: อุปกรณ์ IT แบบสวมใส่ (Wearable Devices)
เมื่อเทคโนโลยีสามารถพันรอบข้อมือของคุณได้ หรือแม้แต่อยู่ในรองเท้าของคุณ มันเป็นสิ่งจำเป็นจริงๆไหมกับเทคโนโลยแบบนี้ แน่นอนมันจำเป็น ตั้งแต่อุปกรณ์ IT ต่างๆได้เข้ามามีบทบาทกับชีวิตของเรา มีการคาดการณ์ว่าอุปกรณ์ IT แบบสวมใส่ได้ก็สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้ากว่า 28% ในปี 2016 ,ข้อมูลาก HubSpot.
แล้วมันมีความหมายอย่างไรในมุมของนักการตลาดล่ะ ข้อมูลที่มากขึ้นมาจากการกระทำของกลุ่มเป้าหมายของคุณ เช่น จำนวนก้าวที่เดิน หรือชั่วโมงการนอนหลับ ส่งสัญญาณถึงเทรนด์ “internet of things” ที่จะมีอิทธิพลต่อนักการตลาดในปีหน้าอย่างแน่นอน
#9: ปุ่ม “ซื้อ” (Buy  Button)
นักการตลาดของธุรกิจ E-commerce และธุรกิจค้าปลีกต่างๆ จงฟัง!!!  ปุ่ม”ซื้อ” เริ่มปรากฏในแพลท์ฟอร์มออนไลน์ต่างใน บนร social media เช่น Pinterest และ Twitter เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา  Google ได้ยืนยันที่จะทดลองปุ่มซื้อของตัวเองเช่นกัน การเพิ่มขีดความสามารถในการซื้อจาก Social Media ต่างๆ และ Searc Engine จะเกิดขึ้นปี 2016 และนักการตลาดของ e-commerce marketers ต้องทำความเข้าใจอย่างมาก บางคนอ่าจไม่ชอบไอเดียนี้เพราะทำให้สูญเสียภาพลักษณ์ของแบรนด์ และกลัวว่า Google และ social media กำลังพยายามทำตัวเป็นผู้ขายสินค้าด้วยตัวเอง ปุ่มซื้อนี้ขึ้นอยู่กับเราว่าจะใช้ในการสื่อความหมายอ่นๆ เพื่อเพิ่มการเปลี่ยนผู้ชมเป็นผู้ซื้อ (Conversions) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากช่องทางมือถือ
“เมื่อการซื้อขายผ่านช่องทางมือถือเติบโตมากกว่าคอมพิวเตอร์ 3 เท่า ภายใน 3 เดือนแรก  สัดส่วนของคนที่ซื้อสินค้าหลังจากที่คลิกโฆษณาในมือถือมีต่ำกว่าคอมพิวเตอร์หรือเดสก์ทอป อ้างอิงจาก Re/code’s Joshua Del Ray “แต่ถ้าคุณใช้วิธีการเพิ่มปุ่มซื้อไปในโฆษณาบน Twitter, Facebook, Pinterest หรือ Google อัตราของ conversion rate ก็จะพัฒนาดีขึ้น และเมื่อ conversion rate ดีขึ้น, ผู้ซื้อโฆษณาก็จะจ่ายค่าโฆษณามากขึ้น ”
ไม่ว่าคุณจะชอบปุ่ม Buy นี้หรือไม่ แต่ปุ่มเล็กๆปุ่มนี้จะได้รับความนิยมอย่างแน่นอนในปี 2016 นักการตลาดควรประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะกลุ่ม E-commerce
เทรนด์ 9 เทรนด์ต้อนรับ ปี 2016 เหมือนเป็นน้ำจิ้มในแต่ละเทรนด์เท่านั้น แต่สิ่งสำคัญที่ “มาแน่” คือ โลกดิจิทัลนั้นได้สร้างการเรียนรู้ ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น และ สร้างความประหลาดใจให้กับนักการตลาดอย่างแน่นอน 

Pay.sn ตัวช่วยใหม่ของแม่ค้าออนไลน์ เก็บเงินง่ายๆ ด้วยปลายนิ้ว !!!

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันเป็นยุคทองของพ่อค้า แม่ค้าออนไลน์ เพราะความสะดวกของ Social Media และsmart phone ที่ขายดิบขายดี ที่ทำให้ลูกค้าและบรรดาพ่อค้าแม่ค้ามากใกล้กันมากขึ้น นอกจากเราจะใกล้ลูกค้ามากขึ้น สิ่งสำคัญคือการจ่ายเงิน หรือชำระค่าสินค้าต่างๆ ก็สะดวกมากขึ้น

อ่านเพิ่มเติม

เผย!! ทุกทีเด็ด จับทุกเคล็ดการตลาดไทยกับงาน Thailand Digital & E-Business Trends 2015

1

จบลงไปท่ามกลางเสียงฮือฮาของผู้เข้าร่วมงานสัมนา Thailand Digital & E-Business Trends 2015 หรือที่รู้จักกันในนาม #TDET2015 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา ณ โรงแรม เอส31 สุขุมวิท โดยงานนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีผู้สนับสนุนหลักอย่างบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) พร้อมเหล่าพันธมิตรที่สนับสนุน  ได้แก่  ไทยรัฐทีวี, Instaprinta สำหรับรูปภาพสวยๆ และ  Eventhai ที่อำนวยความสะดวกในการลงทะเบียน

 

สรุปเนื้อหาที่น่าสนใจภายในงาน Thailand Digital & E-Business Trends 2015

  • สำหรับใน Session แรก เปิดงานด้วย คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ บรรยายในหัวข้อ  แนวโน้มธุรกิจและการตลาดสุดฮอตยุคดิจิทัลอีโคโนมี เผยข้อมูลว่าเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ที่โตอย่างต่อเนื่องกว่า 44% ในปี 2557 เมื่อเทียบกับปี 2556 พร้อมจุดกระแสเทรนด์ Personomic หรือ เศรษฐศาสตร์ส่วนบุคคล กับการทำการตลาดในยุคปัจจุบัน ที่จะเน้นการทำธุรกิจในกลุ่มบุคคลที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น สามารถสร้างความผูกพันที่มากกว่าการขายสินค้าเท่านั้น พร้อมกับการเปิดตัวกลุ่มบริษัท เลือดใหม่แห่งวงการดิจิทัล “efrastructure” โครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจดิจิทัล แบบครบวงจร8

คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ประธานกรรมการเครือ EfraStructure

  • หัวข้อ “Change Business to Digital Business” ด้วยหลัก Change to Win

– Change : ลงงบการ Digital Marketing ให้มากขึ้น

– To : ปรับการสื่อสารให้เป็นแบบเฉพาะเจาะจง / ส่วนตัวกับผู้บริโภคมากขึ้น

– Win : ชนะด้วยเสียงของผู้บริโภคบนโลกโซเชียลมีเดีย

 

DSC_3381

คุณเอกชัย ปาริชาติกานนท์ , Winter Egency

  • Session สุดฮอตกับ Drive to Big Data กับการปรับตัวของธุรกิจ โดยใช้ข้อมูล Big data เพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจไม่ว่าจะเป็นต้องใช้เงินจับลูกค้าให้ตรงกลุ่ม  Social CRM สามารถช่วยเรื่องยอดขายได้  การใช้Social Listening Tool ช่วยเก็บข้อมูลที่คนพูดถึงบนโลกออนไลน์ และการสื่อสารตรงกับผู้บริโภค ช่วยให้เกิดการซื้อมากยิ่งขึ้น9

คุณธีรนิติ์ เจียรพัฒนาคม ผู้จัดการทั่วไปบริษัท Zocial inc.

  • เสวนาเด่นในช่วงเช้า  หัวข้อ สร้างแบรนด์อย่างไรให้ประสบความสำเร็จบนโลกออนไลน์ ร่วมกับคุณขวัญเนตร  รัตนพฤกษ์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ  บมจ.ธนาคารกสิกรไทย  คุณณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) คุณวุฒิศักดิ์   ศักดิ์ศรีบำรุง  ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดสื่อดิจิตอล บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) โดยแต่ละแบรนด์มาร่วมแชร์ประสบการณ์ และ ปัจจัยความสำเร็จในแต่ละวงการธุรกิจ  สำหรับประเด็นสำคัญคือ “สิ่งที่องค์กรจะต้องคิดคือ ทำไงให้เราอยู่ใน Lifestyle ของผู้บริโภคได้อย่างไร แบบที่ไม่ละเมิดสิทธิ์ และ ผู้บริโภคก็ต้องระวังข้อมูลที่จะเปิดเผยในช่องทาง Digital เช่นกัน และที่สำคัญที่สุด สิ่งที่เราจะสื่อสารกับลูกค้าต้องเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของลูกค้าด้วย”

 

10

คุณณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง, คุณวุฒิศักดิ์ ศักดิ์ศรีบำรุง, คุณขวัญเนตร รัตนพฤกษ์ และ คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ

 

  • ต่อกันช่วงบ่ายกับหัวข้อ “ติดอาวุธ! E-Commerce ด้วย Search Engine เสิร์ฟลูกค้าถึงมือคุณ

11

คุณปภาดา อมรนุรัตน์กุล กรรมการบริหาร บริษัท เรดแร็งค์ จำกัด

  • หัวข้อพิเศษจากทาง Baidu  “ไป่ตู้ผู้นำเทคโนโลยีชั้นนำจากจีนที่มีดีมากกว่า Search “ โดย คุณ Yu Yen-Te  “Senior Business Development Manager” บริษัท ไป่ตู้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยข้อมูลอัตรานักท่องเที่ยวจีนเข้ามาไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคนจีนหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทย ท่องเที่ยวไทย วีซ่ามาไทย และดิวตี้ฟรี  ในส่วนของจีนเอง ก็มีการพยายามปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมของต่างชาติมากขึ้นเพื่อปรับปรุงและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับนักท่องเที่ยวคนจีน สำหรับการทำการตลาดใน Baidu Search Engine ที่นิยมในจีนเอง ก็มีการทำ web directory เพื่อให้ง่ายในการเสิร์ชข้อมูล

12

คุณ Yu Yen-Te  “Senior Business Development Manager” บริษัท ไป่ตู้ ประเทศไทย จำกัดมหาชน

  • อีก Session ที่น่าสนใจคือหัวข้อ “Get your Customer Money right now with the right payment สรุปได้ว่าในโลกออนไลน์ เราจะต้องเปลี่ยนผู้เข้าชม ให้เป็นลูกค้าของคุณ อย่ามองข้ามระบบชำระเงินออนไลน์  การเพิ่มอำนาจการจับจ่ายให้กับลูกค้า เช่น ระบบการผ่อนชำระ, การทำโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง , มีรอบการชำระเงินและนโยบายการคืนเงิน

13

คุณเอกราช ศาลยุติเดช บริษัท Pay Solution

  • พร้อมกับช่วงพิเศษ อัพเดทเทรนด์ในอุตสากรรมการเงินการธนาคารกับe-Commerce ในยุคลูกค้าดิจิตอลและนวัตกรรมทางการเงินออนไลน์ K-Cyber for SME” โดย  คุณเจมส์ รามา ปัทมินทรวิภาส ผู้บริหารฝ่ายบริหารช่องทางธุรกิจดิจิทัล ธนาคารกสิกรไทย เผยนวัตกรรมเอาใจชาว SMEs เพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยในธุรกิจ พลิกโฉมหน้าการทำธุรกิจ ติดอาวุธผู้ประกอบการไทย

14

คุณเจมส์ รามา ปัทมินทรวิภาส ผู้บริหารฝ่ายบริหารช่องทางธุรกิจดิจิทัล ธนาคารกสิกรไทย

  • “ถ้าจะให้สรุปสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ทั้ง ในประโยคเดียว  กลยุทธ์ทางการตลาดด้วยราคา กำลังจะเป็นอาวุธหลักในปีนี้ แต่เป็นราคาในแบบ ที่เฉพาะบุคคลหรือกลุ่มบุคคลมากขึ้น ลูกค้า  – ต้องการรู้สึกถึงความสำคัญของเขา มุมธุรกิจ  – เทคโนโลยีเปิดโอกาสให้นักการตลาดกำลังพยายามข้ามพรมแดนสุดท้าย  ที่ไม่ใช่ประเทศ  ซึ่งทำได้ถ้ามี  Big Data” คุณพัทยา อุประ

DSC_6173

คุณพัทยา อุประ

  • ปิดท้ายด้วยการเสวนาด้าน e-commerce  ภายใต้หัวข้อ  โกยเงินล้านด้วย e-commerce กับสุดยอดเทคนิคจากกูรูผู้คร่ำหวอดใน  คุณสมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เพย์ สบาย จำกัด  ,คุณทิวา ยอร์ค ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดีเอฟ มาร์เก็ตเพลส จำกัด ( Kaidee ) , คุณวรรณา สวัสดิกูล  จาก ประธานกรรมการบริหารฝ่ายธุรกิจออนไลน์   บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด (เทสโก้ โลตัส)  และ คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้ดำเนินรายการ มาแชร์ประสบการณ์ในวงการe-commerce ที่การแข่งขันกำลังร้อนแรงพร้อมเผยว่า”ในอีก 3 ปีข้างหน้า จะมีการแข่งขันที่สูงมาก เราจะต้องมีการพัฒนาให้แข่งขันกับต่างชาติได้, การใช้โทรศัพท์มือถือก็จะยิ่งมีบทบาทมากยิ่งขึ้น, คนจะหันมาใช้งานออนไลน์เพื่อความสะดวกสบายมากขึ้น

 

15

คุณสมหวัง เหลืองไพพูลญ์ศรี, คุณทิวา ยอร์ค, คุณวรรณา สวัสดิกุลและคุณภาวุธ


ก่อนจะจากกัน….เรายังมีอีก ‘ทีเด็ด’ ให้ชมกัน นั้นก็คือของที่ระลึกสุดเก๋ในงาน

Thailand Digital & E-Business Trends 2015

5

……จะเห็นได้ว่าทั้งวิทยากรและผู้เข้าร่วมงานใส่ผ้าขาวม้าเต็มไปหมด ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าคนไทยหรือแบรนด์ไทยเองก็เก๋ไก๋ระดับโลกได้ไม่ต่างกับแบรนด์ต่างชาติเลย เพียงแค่คุณรู้จักปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับการตลาดในยุคปัจจุบัน

สามารถติดตามชมภาพบรรยากาศงาน และ ดาวน์โหลดเอกสารประกอบคำบรรยายภายในงานได้ที่ www.efrainc.com/tdet2015

ห้ามพลาด!! กลยุทธ์สุดฮอตที่น่าจับตามองในปี 2015

 

ที่มาบทความ : What’s Your Strategy for Being Found in 2015? by Richard Sink

 

สถานการณ์ปัจจุบันของตลาดการซื้อขายทั่วโลก เจ้าของธุรกิจในท้องถิ่นต้องการความช่วยเหลือในเรื่องการดึงดูด และรักษาลูกค้า ความท้าทายคือ ธุรกิจส่วนใหญไม่รู้ว่าจะใช้ระบบหรือกระบวนการ หรือแม้แต่วิธีการอะไรที่จะเพิ่มประสิทธิภาพเรื่องดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันจึงเกิดไอเดียขึ้นมาว่า “เราควรมีบัญชีผู้ใช้ของ Social Media ในแต่ละตัวหรือเปล่านะ?” “เราควรมีเว็บไซต์ของบริษัทรึเปล่า?” เราควรที่จะจ้างคนมาดูแลธุรกิจออนไลน์หรือไม่?”

เพื่อช่วยให้ธุรกิจในท้องถิ่นสามารถสร้างสถานะออนไลน์ได้ Googleได้ใส่ชุดวิดีโอที่เรียกว่า”สร้างธุรกิจออนไลน์ของคุณ (Build Your Local Business Online)” ซึ่งนำโดยทีมนักพัฒนาของGoogle “Maile Ohye” 6ขั้นตอนของชุดนี้สามารถสรุปขั้นตอนขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำเนินการโดยผู้ประกอบการได้ ซึ่งตัววิดีโอจะอธิบายวิธีที่จะสร้างเป้าหมายทางธุรกิจ วิธีเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจและหาลูกค้าออนไลน์ อีกทั้งยังมีแนวทางที่จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจดำเนินกลยุทธ์ออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่เพื่อทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในตลาดออนไลน์

 

เรื่องเด่น ประเด็นร้อน

 

[youtube_sc url=”http://youtu.be/TUOyHUFhHK4″%5D

ในวิดีโอเบื้องต้นนี้ ได้ระบุไว้ว่าเจ้าของธุรกิจจะรู้ถึงวัตถุประสงค์ของชุดวิดีโอนี้ว่าคืออะไร เพื่อแนะนำให้ว่าสามารถสร้างธุรกิจออนไลน์ได้โดยในการเริ่มต้น ผู้ประกอบการควรที่จะระบุวิธีการที่จะค้นหาลูกค้าและเลือกธุรกิจที่จะทำก่อน ซึ่งอาจจะมีการค้นหาได้จากที่บ้านโดยใช้คอมพิวเตอร์หรือจะใช้สมาร์ทโฟนก็ได้ ตามการวิจัยที่ผ่านมาโดยGoogleระบุไว้ว่า

85% ของผู้ใช้Smartphone จะค้นหาข้อมูลท้องถิ่น

81% การดำเนินการมีผลมาจากการค้นหาข้อมูล

40% ถูกเข้าชมโดยผู้คน

35% ถูกเรียกว่าเป็นธุรกิจหลังจากมีการค้นหาข้อมูล

ทั้งนี้ Maile Ohye ได้บอกว่าไม่มีความจำเป็นสำหรับธุรกิจที่จะต้องมีเว็บไซต์ตราบเท่าที่มีหน้าเพจ Social Media  ช่องทางการติดต่อ และจุดยืนที่โดดเด่นตามเพจรีวิวสินค้าอยู่แล้ว แต่ให้คิดไว้ว่าการสร้างสินทรัพย์ทางดิจิตอลของคุณเป็นในลักษณะเช่า พวกเขาเหล่านั้นสามารถเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจได้ตามใจต้องการ

ในทุกวันนี้มีทางเลือกมากขึ้นมากมายกว่าเดิมที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงธุรกิจออนไลน์ได้ มีทั้งSocial media, local listing, เว็บไซต์รีวิว และส่วนใหญ่ในช่องทางออนไลน์สามารถเข้าถึงได้โดยใช้โทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ผู้คนสามารถมองหาธุรกิจที่ต้องการได้ทันที

 

– ตรวจสอบธุรกิจของคุณ เพิ่มมูลค่าและเป้าหมายออนไลน์

 

[youtube_sc url=”http://youtu.be/gzVMeXI94h0″%5D

คลิปนี้จะพูดถึงเกี่ยวกับการกำหนดธุรกิจ “Value-Add” Value-Addอธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมลูกค้าเลือกธุรกิจเฉพาะที่เหนือกว่าคู่แข่ง การทำให้ธุรกิจไม่ซ้ำกันคืออะไร? ทำอย่างไรให้ธุรกิจดีกว่าคู่แข่ง? เมื่อเจ้าของธุรกิจได้ระบุValue addไว้ เขาสามารถนำมารวมในonline marketing campaignได้

ในขณะที่ส่วนใหญ่เจ้าของธุรกิจมักจะเพิ่มพูนรายได้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แต่สำหรับบางรายอาจให้ความสำคัญกับการรักษาฐานลูกค้าหรือการเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจที่จะต้องรู้เป้าหมายทางการตลาดอีกทั้งยังจะช่วยผลักดันทุกสิ่งอย่างที่ได้วางแผนที่จะทำ เพื่อธุรกิจออนไลน์ของพวกเขาเอง สุดท้ายเจ้าของธุรกิจต้องรู้อะไรคือการกระทำของลูกค้าที่ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจหมายถึงตัวธุรกิจเองหรือการเข้าชมของคนออนไลน์เพื่อสอบถามข้อมูลต่างๆ

 

– การค้นหาลูกค้าที่มีศักยภาพ

 

[youtube_sc url=”http://youtu.be/0v4kjPtEgxQ”%5D

ณ จุดนี้เจ้าของธุรกิจควรเข้าใจว่าลูกค้ามีการมองหาธุรกิจอย่างไร ซึ่งเรียกว่า “Customer Journey” แม้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่ในปัจจุบันต้องการใช้อินเทอรเน็ตในการค้นหาสินค้าหรือบริการเป็นจำนวนมาก ฉะนั้นลูกค้าอาจจะเริ่มต้นด้วยการดูธุรกิจในเว็บไซต์เช่นเดียวกับYelpหรือMaps apps ลูกค้าโดยทั่วไปกำลังมองหาคำแนะนำจากคนอื่นๆในFacebookหรือLinkedIn ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมาก

 

– การดำเนินการขั้นพื้นฐานและBest Practices

[youtube_sc url=”http://youtu.be/5EjjTxDVh5M”%5D

หลังจากได้มีการระบุValue-Add, เป้าหมายออนไลน์และลูกค้า ในคลิปนี้จะโฟกัสไปที่กลยุทธ์การดำเนินการในธุรกิจออนไลน์และการดึงดูดลูกค้า ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องเริ่มตั้งค่าบัญชีในช่องทางออนไลน์ที่รู้สึกว่าเกี่ยวข้องกับลูกค้า

Highlightบางส่วนของBest practicesถูกกล่าวถึงโดย Ohyeที่บอกถึงตำแหน่งในธุรกิจออนไลน์ของเขา

– อำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า

– หลีกเลี่ยงการCopyจากเว็บไซด์หนึ่งไปอีกเว็บไซด์หนึ่ง

– จดจำรายละเอียดการล็อคอินและการสร้างPasswordยากๆสำหรับแต่ละช่องทางออนไลน์

– ถามเพื่อนหรือคนในครอบครัวที่รักในSocial media หรือประวัติออนไลน์หรือข้อเสนอแนะ

 

– สร้างความแตกต่างของธุรกิจของคุณจากการแข่งขัน

[youtube_sc url=”http://youtu.be/lIXs4LdCISY”%5D

วิดีโอชุดนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยให้ธุรกิจของพวกเขามีความแตกต่างจากการแข่งขันทางธุรกิจ ในขั้นตอนนี้ต้องใช้การวิจัยธุรกิจเล็กน้อย ซึ่งในขั้นตอนแรกจะต้องระบุคู่แข่งและตรวจสอบกิจกรรมออนไลน์ของพวกเขาก่อน และดูว่าพวกเขามีการใช้Google+หรือไม่? มีการใช้Yelpหรือไม่? และมีการใช้Websiteหรือไม่? องค์กรต่างๆควรทำความเข้าใจในกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จของคู่แข่ง การทำอย่างนี้เพื่อเก็บเอาไอเดียดีๆ และเปรียบเทียบภายในอุตสาหกรรมของตัวเอง

 

-ดึงดูดลูกค้าบนออนไลน์แบบองค์รวม

[youtube_sc url=”http://youtu.be/VmM4od_bGu8″%5D

ในขั้นตอนสุดท้ายนี้ จะโฟกัสไปที่การสร้างสถานะออนไลน์แบบองค์รวมซึ่งหมายความว่า ลูกค้าที่มีศักยภาพจะเป็นตัวนำทางได้ดีและอย่างง่ายดายในช่องทางธุรกิจไปสู่อื่นๆ ที่สำคัญช่องทางออนไลน์เหล่านี้อาจจะถูกพบบ่อย ซึ่งอาจมีการทำการเชื่อมต่อคล้ายๆกัน และมีข้อมูลสารสนเทศไปยังเครือข่ายต่างๆเช่นGoogle+, Facebook, Pinterest and LinkedIn.

แม่ค้าออนไลน์ฟังทางนี้!! วิธีเขียนอธิบายสินค้าอย่างไรให้ได้ใจคนซื้อ

การขายของออนไลน์เป็นเรื่องเกี่ยวกับการดึงดูดลูกค้า สร้างความผูกพัน และขายของ   เจ้าของธุรกิจ eCommerce เข้าใจถึงความสำคัญกับรูปภาพของสินค้า ซึ่งยังมีหลายคนอาจหลงลืมสิ่งที่สำคัญไม่แพแ้กันคือคำบรรยายสินค้า หากไม่มีคำบรรยายที่บอกรายละเอียดหรือดึงดูด อย่าหวังว่าลูกค้าจะมาเข้าร้านของคุณ อย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าการไม่มีคำบรรยาอะไรเลย!!!

หากคุณคิดจะเขียนคำบรรยายสินค้า ลองตอบคำถามต่อไปนี้:

 

ทำไมเขาต้องซื้อสินค้าบนร้านออนไลน์ของเรานะ??

การเขียนคำโปรย และบรรยาย สินค้าให้ที่ดี จะทำให้ร้านออนไลน์ของคุณ สุดเจ๋ง!! พยายามเขียนประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้จากสินค้าจริงๆ หลีกเลี่ยงคำโฆษณาที่ Over เช่น มันคือสิ่งที่เจ๋งที่สุด!…. อะไรทำนองนั้น เพราะไม่มีลูกค้าที่ไหนเขาเชื่อคุณหรอก พยายามทีี่จะเปิดใจให้กว้าง เปิดเผย และซื่อสัตย์กับลูกค้า (โฆษณาอย่างตรงไปตรงมา)

จุดเด่นหรือวามพิเศษของสินค้าคุณคืออะไร??

เขียนความพิเศษที่สำคัญจริงๆลงไป บางที่คุณอาจจะได้แรงบันดาลใจมาจากนาฬิากาเรือนเก่าของคุณพ่อที่ขีดเขียนช่วงเวลาดีๆของคุณ

จุดขายที่สำคัญหรือโดดเด่น คืออะไร

ถ้าคุณบอกไม่ได้ว่าสินค้านี้คุ้มค่าเงินกับที่ลูกค้าต้องจ่ายอย่างไร คุณต้องสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง ลูกค้าควรเข้าใจอย่างชัดเจนว่าทำไมสินค้านี้มันถึงขายได้นะ

ทำไมคุณถึงภูมิใจนำเสนอมัน??

ลองโพสสินค้าที่คุณ”ภูมิใจนำเสนอ” มันมากและบอกเขาไปด้วยนะว่าทำไม เช่น ผมไม่แน่ใจว่าจะลงน้ำหนักแปรงได้ดีเท่านี้ ผมคิดว่าผมต้องใช้เวลาฝึกระบายสีอย่างน้อย 6 เดือน จนผมลองใช้มันนั่นแหละ!!!

ประโยชน์หรือคุณค่าที่สำคัญ 3-5 ข้อสำหรับลูกค้าที่จะซื้อสินค้านี้คืออะไร?

อธิบายประโยชน์ของสินค้าจากมุมมองลูกค้า ไม่ใช่ตัวคุณ !!! (ต้องเขียนในสิ่งที่ลูกค้าอยากฟัง)

ข้อมูลที่จำเป็นที่ลูกค้าควรรู้คืออะไร?

“สินค้าเรามีขนาดๅ12′ x 16′ ขนาดพอๆกับผ้าเช็ดตัวชายหาดใช่ไหมคะ?” คุณควรบอกขนาด หรือสี หรือลักษณะอื่นๆที่อธิบายสินค้าได้ชัดเจน

มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับสินค้าที่จะทำให้ลูกค้าประหลาดใจรึเปล่า?

มันสิ่งที่ลูกค้ายังไม่รู้เกี่ยวกับสินค้า อาจเป็นที่มา หรือแรงบันดาลใจเบื้องหลังการของสินค้าชิ้นนี้  ลองบอกพวกเขาดูสิ

ทำไมสินค้านี่ถึงเหมาะกับ ______?

จงเติมคำในช่องว่าง มันอาจจะเป็นช่วงเวลาในวันหยุด เช่น วันแม่ วันพ่อ หรืออะไรก็ตาม ลองนำเสนอไอเดียให้กับลูกค้าก็เป็นวิธีการที่ดีในการเพื่มยอดขาย

ตอบคำถามง่ายๆโดยไม่ต้องคิดมาก  จากนั้นเรีนยเรียงคำตอบโดยใช้คำสำคัญ หรือ Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายมักใช้ค้นหาสินค้าที่พวกเขาสนใจในอินเทอร์เน็ต ห้ามใช้ keyword ที่ผิดเลือกใช้คำที่สามารถอธิบายสินค้าของคุณได้จริงๆ

จากนั้นเพิ่มประโยชน์ และคำอธิบายเกี่ยวกับความสูง น้ำหนัก สี และลักษณะอื่นๆ ที่สำคัญเพื่อเป็นข้อมูลแก่ลูกค้า นอกจากนี้คุณอาจใส่เรื่องราวที่ทำให้ลูกค้าประหลาดใจ อาจเป็นบริการเสริมต่างๆ เช่น จัดส่งฟรี ห่อของขวัญฟรี หรือการให้ลูกค้าแสดงความเป็นตัวตนร่วมกับสินค้าของคุณไม่ทางใดก้ทางหนึ่ง

อ้างอิงถึงสินค้าที่ลูกค้าเป้าหมายของคุณอาจจะอยากดู  ให้อยู่ในหน้าแรกของร้านค้า คุณสามารอ้างอิงสื่ออื่นๆที่คุณเคยถูกตีพิมพ์ หรือการใช้ Influencer หรือผู้มีชื่อเสียงมารับรองคุณภาพสินค้าก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ มันเพิ่มความน่าเชื่อถือได้ ถ้ามันเป็นความจริง(เพราะฉะนั้นอย่าโม้ !!)  หากคุณเคยถูกพูดถึงหรือถูกเขียนถึงลองบอกให้ลูกค้าคุณรู้ ั  มันเพิ่มความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้การใช้  testimonial  (ผู้เคยลองใช้ผลิตภัณฑ์) ยิ้่งตอกย้ำถึงคุณภาพของสินค้า ที่ทำด้วยรักและความใส่ใจ

 

 

ที่มาบทความ :https://website-designs.com : Writing Great Product Titles and Descriptions For Your eCommerce Store by FX Digital

เคล็ดไม่ลับ โพสท์ช่วงเวลาไหนให้ถูกจริตชาว Social Network

overview

วันนี้แอดมินไปเจอเรื่องน่าสนใจ ใน slide share เลยเอามาฝากกัน เนื้อหาเกี่ยวกับการทำ Content marketing และPeak Time ในแต่ละ Social Network

เป็นที่รู้กันดีว่า “ช่วงเวลา” เป็นสิ่งสำคัญในการทำ Content Marketing แบบสำรวจวันนี้นำเสนอเนื้อหาที่น่าสนใจมาก เกี่ยวกับการหาช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะโพสลง Social Network ในแต่ละตัว เพราะพฤติกรรมของคนในแต่ละSocial Network ก็ไม่เหมือนกัน

โพส์บน twitter ตอนไหนดี

ช่วงวันที่โพสท์สูงสุดในTwitter คือ วันพฤหัสบดี และลดลงอย่างมากในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์  สำหรับช่วงเวลาส่วนใหญ่ที่ Tweet กันคือ เวลาทำงาน 9โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น  ในวันธรรมดา  โดยมีช่วงเวลาที่ Tweet สูงสุดในช่วงเที่ยง ถึงบ่ายโมง

TW1TW2

ทำcontent marketingตอนไหนดี

วันที่แบรนด์โพสบทความมากที่สุด เรียงตามลำดับดังนี้

1. วันอังคาร และวันพุธ: 18% (อันดับหนึ่งเท่ากัน)
3.วันพฤหัสบดี:17.9%
4. วันจันทร์:17.2%
5. วันศุกร์:15.9%
6.วันอาทิตย์  6.8%
7.วันเสาร์ 6.3%

จะเห็นได้ว่า แบรนด์ส่วนใหญ่จะโพสบทความในช่วง วันธรรมดา คิดเป็น 87%  และช่วงเวลาก็เช่นเดียวกัน แบรนด์มักโพสในช่วงเวลาทำงาน ตั้งแต่ 9.00-18.00  โดยช่วงที่โพสบลอกสูงสุดคือช่วงก่อนเที่ยง  (11.00-12.00  คิดเป็น 8.63%)

แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ วันและเวลาที่เหมาะสม ในการโพสบทความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับพฤติกรรมที่แบรนด์ทำอยู่

จากการสำรวจพบว่าวันที่เหมาะสมในการโพสบทความคือ  “ช่วงวันหยุด ” สีงเกตได้จากรูป จะเห็นได้ว่า ช่วงวันหยุด แม้ว่าจะจำนวนโพสน้อย แต่จำนวนครั้งในการบอกต่อ หรือการแชร์นั้นสูงกว่าวันธรรมดาซะอีก  และช่วงเวลาก็เช่นเดียวกัน  ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือช่วงเวบาที่คนจะพักผ่อน มักเป็นช่วงเวลาหลังเลิกงานหรือในช่วงก่อนนอนที่คนกลับถึงบ้านแล้ว โดยเวลาที่มียอดแชร์บทความสูงสุดคือ ช่วง21.00-00.00  และช่วงพีครองลงมาคือ 16.00-18.00,19.00-20.00 และ 01.00-02.00 (ซึ่งเป็นคนละโลกกับการที่แบรนด์โพสเลย!!)

ct1 ct2 ct3 ct4

โพสบน Instragramตอนไหนดี

แบรนด์โพสvideo โดยกระจายแบบธรรมดา (ดูกราฟลักษณะ เหมือน Normal Curve ในสถิติ) โดยจะโพสสูงที่สุดในช่วง บ่าย (14.00-15.00)
ซึ่งเป็นในลักษณะเดียวกับการโพสรูปภาพ โดยจะอยู่ในช่วงระหว่างวัน ช่วงเวลาที่มีโพสสูงสุดกว่า 1800 รูปคือ 14.00-15.00

แต่จริงๆแล้วช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่คุณควรโพส Video คือ ช่วงเวลาหลังเลิกงาน (17.00-8.00)  ดูเหมือนว่าในช่วงเวลาทำงานคนจะนิยมดูรูปภาพมากกว่า Video ส่วนในประเภทของรูปภาพ คุณสามารถโพสเมื่อไหร่ก็ได้ จากสถิติพบว่าค่าInteraction ในแต่ละช่วงเวลาของการโพสรูปภาพค่อนข้างใกล้เคียงกัน

ในแง่ของวันที่โพส  แม้จำนวนโพสจะมากในช่วงวันพฤหัสบดี แต่พบว่าประสิทธิภาพไม่ได้ขึ้นกับวันที่โพส แต่ ประสิทธิภาพที่ค่อนข้างสูง(ค่า Interaction ค่อนข้างสูง) คือ วันจันทร์

ig1 ig2

ig3

ig4 ig5

ส่ง Email ตอนไหนดี

ทางแบรนด์เองมักส่งอีเมลกันในวันธรรมดา โดยวันพฤหัสเป็นวันที่มีการส่งอีเมลกันสูงที่สุด (กว่า18.8%)และจำนวนการส่งอีเมลจะลดลงอย่างมากในวันหยุด เสาร์อาทิตย์
สำหรับช่วงเวลาที่แบรนด์ส่งอีเมลหาลูกค้าสูงสุดคือในช่วงเวลาพัก 12.00-13.00  โดยมีการส่งอีเมลคิดเป็น 10% ของการส่งทั้งวัน และส่งเป็นจำนวนมากอีกครั้งในช่วง 16.00-17.00 คิดเป็นประมาณ 5% ของจำนวนอีเมลล์ที่ส่งทั้งวัน

คนส่วนใหญ่จะอ่านอีเมลในชวงวันธรรมดา  โดนเฉพาะวันพุธและพฤหัสที่มีค่าเปิดอ่านอีเมลสูงที่สุด และช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการส่งอีเมลล์คือช่วง 14.00-17.00 เพราะคนจะเริ่ม Check อีเมลล์กันเยอะในช่วงบ่าย

em1 em2 em3 em4

โพสท์บน Facebook ตอนไหนดี

fbb1 fbb2

แม้จำนวนโพสท์ในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์จะน้อยกว่าในช่วงเวลาทำงาน  แต่จำนวนของการโต้ตอบ ในช่วงเสาร์อาทิตย์กลับมากกว่าช่วงวันทำงานเสียอีก  และในช่วงวันอาทิตย์มีค่าInteraction  หรือค่า Engagement ต่อโพส อยู่ที่ 2.72

สำหรับช่วงเวลาโพสที่ดีที่สุดจะอยู่ในช่วงดึกๆ  ตั้งแต่หลังสามทุ่มไปถึงช่วงตีหนึ่งนั่นเอง  โดยช่วงเวลาโพสที่มีค่า Engagement สูงสุดจะอยู่ในช่วง เที่ยงคืนถึงตีหนึ่ง  ซึ่งมีค่าInteraction สูงถึง 2.76 Interactions ต่อโพสท์

สรุปในภาพรวม ตามปกติแล้วคนส่วนใหญ่จะโพสท์ข้อความในช่วงวันธรรมดา วันและช่วงเวลาที่มีการโพสท์ข้อมูลมากที่สุดจะอยู่ที่วันพฤหัสบดี ในช่วงเวลาทำงาน โดยเฉพาเวลาทำงาน ซึ่่งมีปริมาณโพสท์สูงสุดในช่วงพักกลางวัน

ดังนั้นคุณควรพยายามโพสในช่วงเย็น และในช่วงวันหยุด เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนที่กำลังมีเล่น Social Network อยู่ แต่ยกเว้นอีเมลที่คนส่วนใหญ่จะเช็คอีเมลในช่วงวันธรรมดา และดูสรุปว่าแต่ละ Social Network ไหนมีช่วงพีค ในวันและเวลาอะไรตามตารางข้างล่างได้เลย

conclu1

หวังว่าข้อมูลเหล่านี้คงจะเป็นประโยชน์กับคนทำ Content หรือนักการตลาดทุกคน  เพราะการเข้าถึงผู้อ่าน หรือผู้บริโภคได้  “ถูกที่” และ  “ถูกเวลา” ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำการตลาด

Source :www.slideshare.net/fullscreen/TrackMaven/when-to-postslidesharepdf/3

5 วิธีสร้างยอดขาย ดึงลูกค้าเก่าให้กลับมา!!!

บริษัทธุรกิจค้าปลีกยอมจ่ายเงินกว่าหลายล้านดอลลาร์ทุกๆปีเพื่อเพิ่มยอดขายจากลูกค้าเก่าที่กลับมาซื้อซ้ำ บริษัทเหล่านี้ได้ใช้โปรแกรมสร้างความภักดีกับลูกค้า (loyalty programs) แคมเปญพิเศษ และ ส่วนลดรายบุคคล ซึ่งทั้งหมดมีพิ้นฐานมากจากคุณค่าในช่วงชีวิตของการเป็นลูกค้า (customer’s lifetime value) โปรแกรมเหล่านี้ได้รับความสำเร็จอย่างสมเหตุสมผล

แต่มีวิธีอื่นที่จะเพิ่มยอดขายจากลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งมีดังต่อไปนี้

1. เข้าใจถึงของจุดประสงค์ของผู้เยี่ยมชมเวปไซต์ที่กลับมา

ผู้ที่กลับมาเยี่ยมชมเวปไซต์นั้นเชื่อมโยงกับข้อมูลจำนวนมาก –ประวัติส่วนตัว และ ความชื่นชอบ การสืบค้นข้อมูล และประวัติซื้อของออนไลน์ และกิจกรรมที่ทำปัจจุบันบนเวปไซต์ เวลาที่ใช้บนเวปไซต์ครั้งที่แล้ว และไซต์ต้นทางที่ทำให้เขาเข้ามาเยี่ยมชม อุปกรณ์ที่ใช้ในการเข้าเวปไซต์ ระยะห่างของเวลาที่เขาเยี่ยมชม ตำแหน่งที่ตั้งของเขา และ กิจกรรมบน Social Network ของเขา ข้อมูลเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงเพื่อทำความเข้าใจถึงจุดประสงค์ของการเยี่ยมชม ข้อมูลเลห่านี้เองสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของ กระบวนการนำเสนอเนื้อหาหรือบริการและสินค้า โดยพิจารณาจากลักษณะพฤติกรรมของผู้ใช้บริการ (Personalization) และเพิ่มยอดขาย

ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่เยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ หรือ ประเภทสินค้า กำลังมองหาเพื่อซื้อสินค้าที่แน่นอนในทางตรงกันข้าม ลูกค้าที่หาสินค้าที่ลดราคา ลูกค้ากลุ่มนี้กำลังมองหาโปรโมชั่นที่คุ้มค่า จาดทั้งสองตัวอย่าง ความชื่นชอบของผู้เยี่ยมชมและ ประวัติการซื้อของออนไลน์สามารถนำไปออกแบบประสบการณ์ให้กับลูกค้ารายคน และเลือกPromotion ที่อยู่ในสินค้าที่เข้าเป็นกลุ่มเป้าหมายเพื่อเพิ่มยอดขาย MarketLive, ผู้ให้บริการแพลทฟอร์ม, สามารถนำเสนอสินค้าและบริการจากข้อมูลรายบุคคลได้ ยกตัวอย่าง 3dcart, ผู้บริการให้เช่าพื้นที่เวปไซต์ขายของออนไลน์, ส่งมอบ promotion แบบreal-time ผ่านแพลทฟอร์มของทางร้านที่ชื่อว่า” 3dupsell “platformเหมือนกับตัวอย่างข้างต้น
MarketLive, ผู้ให้บริการแพลทฟอร์มซึ่งสามารถนำเอาเวปไซต์ขายสินค้าออนไลน์มาสร้างประสบการณ์ให้เข้ากับลูกค้าเป็นรายบุคคล

 

2.ใช้สินค้าเป็นเครื่องมือในการนำลูกค้ากลับมาที่เวปไซต์ของคุณ
ผู้ขายสามารถสร้างกลยุทธ์ทางผลิตภัณฑ์เพื่อดึงลูกค้าเก่ากลับมายังเวปไซต์ ยกตัวอย่างเช่น ร้านค้าที่ขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับออกผลิตภัณฑ์ในวันพิเศษของเดือนนั้นๆ สร้างเหตุการณ์ที่จะนำลูกค้าเก่ากลับมา นอกเหนือจากนี้ผู็ขายบางรายอาจมีของแถมเพิ่มให้ในตัวผลิตภัฑฑ์ที่ลูกค้าซื้อ
ของแถมเหล่านี้อาจเป็นส่วนลดให้สินค้าเดิมหรือเป็นของแถมที่ให้ฟรี เพราะเป้าหมายหลักคือการดึงลูกค้าเก่ากลับมา และดึงดูดเขาด้วยสินค้า และ โปรโมชันที่เหมาะกับตัวเขาโดยเฉพาะ หลายๆเว็บที่เสนอขายสินค้าราคาลดแบบสุดๆ เฉพาะช่วงเวลาสั้นๆ(Flash Sales Sites) อย่างYoox.com, MyHabit, และGilt ต่างก็ใช้กลยุทธ์เหล่านี้เพื่อดึงลูกค้าเก่ากลับมา

3. สร้างความผูกพันกับลูกค้าด้วยบบทสนทนา

เครื่องมือทุกตัวและการวิเคราะห์ไม่ได้มีประสิทธิภาพแค่การสร้างความผูกพันธ์กับลูกค้าผ่านบทสนทนาง่ายๆเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบทสนทนาผ่านทางเวปไซต์หรือบนกระทู้สาธารณะ เช่น social network มันไม่สำคัญหรอกที่การสนทนาจะช่วยให้เราเรียนรู้ลูกค้ามากขึ้น ความชอบและไม่ชอบเขา ผู้ค้าปลีกหลายรายทำการสำรวจทั้งบนเวปไซต์ของเขาและนอกเหนือเวปไซต์ ฟังค์ชั่นการสนทนาสดเป็นสิ่งจำเป็น — มันควรถามผู้เยี่ยมชมโดยอัตโนมัติหากเขาต้องการความช่วยเหลือ หากพวกเขาใช้เวลาในเพจมากเกินไป หรือ พวกเขากำลังสุ่มค้นหาเวปไซต์ เบอร์โทรและอีเมลของศูนย์ให้บริการลูกค้าควรเข้าถึงง่านจากทั้งช่องทางเวปไซต์และทางมือถือ บทสนทนาทั้งหมดจะนำไปสู่การสร้างบริการที่เหมาะกับผู้บริโภครายบุคคลซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มยอดขาย

4.เสนอราคาที่เหมาะสมและราคาที่สามารถต่อรองได้

หากคุณกำลังขายสินค้าประเภทอุปโภคบริโภค ผู้ซื้อจะชอบเข้าเวปไซต์ของคุณเพื่อเปรียบเทียบราคา การเยี่ยมชมเหล่านี้ยิ่งส่งเสริมให้เห็นว่าผู้ซื้อชื่นชอบในเวปไซต์ของคุณแต่มีความอ่อนไหวต่อราคา ในกรณีนี้ ควรการค้นหาราคาที่เหมาะสมไปเข้ากับฟังค์ชั่นการใช้งานเพื่อเอาชนะร้านค้าปลีกรายอื่นๆ ส่วนหนึ่งของการพัฒนา Conversion rate , การค้นหาราคาที่เหมาะสมจะช่วยตอบคำถามที่ว่า “ใครราคาถูกที่สุด” บางเวปไซต์การันตีว่าลูกค้าจะได้ราคาที่ถูกที่สุดหลังจากการซื้อถึง 30 วัน สิ่งนี้เองช่วยให้ลูกค้ามั่นใจว่าพวกเขาได้ราคาที่ดีที่สุด พวกเขาสามารกเปลี่ยนไปเป็นลูกค้าที่กลีบมาซื้อซ้ำโดยการเสนอบริการอื่นๆ เช่น ข้อมูลสินค้าในเชิงลึก และ คำแนะนำจากผู้บริโภคคนอื่นๆ (Review) ทางเลือกที่มากขึ้นและ Promotion ส่วนบุคคล และการเติมเต็มและขนส่งที่รวดเร็ว
เวปไซต์มากมายนำเสนอราคาที่สามารถต่อรองได้ ตัวอย่างเช่น Greentoe, ผู้ค้าปลีกผลิตภัณฑ์อิเล็คทรอนิคส์, เสนอให้ผู้บริโภคเสนอราคาของเขาโดยเปรีนบเทียบกับราคาตลาด โมเดลนี่สร้างการรับรู้ในการนำเสนอข้อเสนอ ที่ไม่ได้มีตลอดเวลา และ นำไปสู่การสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า ผู้ค้าบางรายเสนอราคาที่ต่อรองได้กับการซื้อในปริมาณมาก (แข่งกับการเสนอ Promotion เมื่อซื้อในปริมาณมาก)เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อในปริมาณมากกว่าเดิม

5. สร้าง Applivstionให้แก่ตลาดสินค้า(Marketplace)ของคุณ

อีกทางเลือกหนึ่งซึ่งกำลังได้รับความนิยมคือสร้าง Application ของหน้าร้านที่เชื่อมโยงกับสินค้าของร้านค้าปลีก และ แพลทฟอร์ม (Platform) วิธีการนี้จะช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจให่แก่ผลิตภัณฑ์ของคุณผ่าน Application Programming Interfaces(API)[API คือเป็นตัวกลางที่ทำให้โปรแกรมประยุกต์เชื่อมต่อกับโปรแกรมประยุกต์อื่น หรือเชื่ิอมการทำงานเข้ากับระบบปฏิบัติการ: ผู้แปล] ที่เชื่อมโยงไปยังบริษัทตัวกลางที่จะสร้าง Application ใหม่และนำเสนอมันเพื่อเพิ่มยอดขาย ในฐานนะเจ้าของ API ของผลิตภัณฑ์ ผู้ค้าปลีกจะได้รับส่วนแบ่งจากทุกๆการขายผ่าน App แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น มันเป็นสิ่งผลักดันให้ลูกค้าเก่ายังคงกลับเข้ามาที่เวปไซต์ เพื่อดูApps ใหม่ และเพิ่มทางเลือกให้กับการซื้อเดิมๆของพวกเขา iPhone และ Android สามารถทำได้อย่างประสบความสำเร็จ Google Glass ก็เช่นเดียวกัน ผู้ผลิตเกมส์ออนไลน์บางรายก็สนใจทางเลือกนี้ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ควรสนใจคือเวลาและทรัพยากรที่จะสร้าง API ที่ง่ายต่อการใช้งาน และจัดหาระบบสนับสนุนตามคำเรียกร้องของผู้ใช้ เพื่อสร้างระบบนิเวศน์ที่เจริญก้าวหน้าให้บริษัทตัวกลางผู้พัฒนา Application

ที่มา http://www.practicalecommerce.com/articles/66127-5-Ways-to-Increase-Sales-from-Returning-Customers