10 ข้อแนะนำ ทำ Email Marketing สำหรับมือถือ

ในยุคมนุษย์ก้มหน้า ไปไหนมาไหนเห็นแต่คนคุยกับกล่อง 4 เหลี่ยมโทรได้ ก็โทรศัพท์มือถือไงล่ะครับ การทำการตลาดแบบ  email marketing ก็ย่อมต้องปรับตัวกันเป็นธรรมดาเพื่อให้ทันกับคนยุคนี้

เว็บ Socialmouth.com ได้ให้คำแนะนำแบบ Infographic สำหรับการทำแคมเปญ email marketing บนมือถือไว้น่าสนใจ 10 ข้อครับ ผ่านไปเจอ เลยขอมาแชร์

10 Tips for email marketing campaign สำหรับมือถือ

 

  1. เข้าใจความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย แต่กลุ่มนั้นมีความต้องการต่างกัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่นำเสนอก็ควรเหมาะกับกลุ่มนั้นๆ อย่างที่ผมเคยเขียนถึงหลัก 3 ถูกไว้ ในเรื่อง หลัก 3 ถูกสำหรับ E-Mail Marketing 
  2. เคารพเวลาของลูกค้า
  3. ปรับ email ของท่านให้ดูเหมาะเจาะกับหน้าจอขนาดต่างๆไม่ว่าจะอ่านบนเดสก์ทอปหรือบนมือถือ
  4. หาได้ง่ายๆหน่อย
  5. ใช้ช่องทางอื่นในการสื่อสารแคมเปญคุณด้วย เช่น social media
  6. ใช้เครื่องมือการตลาดมือถือ(mobile marketing) อื่นๆด้วยเช่น mobile coupon, apps
  7. ปรับความยาวของเนื้อหาให้เหมาะกับมือถือ เพราะไม่ใช้เนื้อหาทั้งหมดที่อ่านบนเดสก์ท้อปจะอ่านบนมือถือได้สะดวก
  8. กระตุ้นให้ลูกค้ามี feedback
  9. เป็นผู้นำที่จะใข้เทคโนโลยีใหม่ๆก่อนใคร (early adopters)
  10. เสริมความแกร่งให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกค้าด้วยข้อความหรือเนื้อหาเฉพาะสำหรับลูกค้าเป้าหมาย (personalization) เช่น เรียน คุณ…ชื่อ … แทน การเริ่มด้วย เรียนลูกค้าทุกท่าน ฯลฯ

 

Advertisement

หลัก 3 ถูกสำหรับ E-Mail Marketing

ในยุคที่ใครๆก็นำ เครื่องมือ Social Media มาใช้ทำการตลาดออนไลน์ แต่จากกผลวิจัยของ บริษัทที่ปรึกษา McKinsey & Company พบว่า อัตราการเติบโตของการเพิ่มลูกค้าใหม่(Acquisition Channel Growth) อยู่ในอัตราที่สูงกว่าคือ 7% ขณะที่ Facebook มีอัตราในการเพิ่มลูกค้าใหม่ที่ไม่ถึง 1 % ซึ่งแสดงให้เห็นถึง มนต์ของการใช้ email ยังคงขลังอยู่ นอกจากนี้ McKinsey ยังรายงานอีกว่า อัตราการเปลี่ยน lead ไปเป็นลูกค้าหรือ Conversion Rate ของ Email ยังสูงกว่า Social Media ถึง 3 เท่า โดยประมาณ(ที่มา: Forbes )

McKinsey Acquisiton-Channel growth

 

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ผมนึกถึง เรื่องการทำ Email Marketing แบบ 3 ถูก ที่เคยนำเสนอใน Digital Marketing BLOG ของผม แม้ว่าจะเก่าแล้ว แต่ ผมเองได้นำมาใช้ตลอดถึงปัจจุบัน แล้ว 3 ถูกมีอะไรบ้างล่ะ

  1. ถูกกลุ่ม/คน (Right Target) ในการทำแคมเปญสำหรับ Electronic Direct Mail(eDM) นั้น หากเราส่งจดหมายออกไปโดยไม่เลือกกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน เรามีจำนวนฐานข้อมูลมากแค่ไหนก็ส่งไปให้หมด โดยหวังว่ายิ่งส่งมาก โอกาสที่จะมีคนตอบกลับเราก็จะมากตามไปด้วย แต่มันไม่ใช่เช่นนั้นเสมอไปสมมติว่า เราทำโรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์ประเภทเว็บโปรแกรมมิ่ง เราต้องการเพิ่มยอดผู้เรียนในวิชา “Advanced PHP Programming” ให้ได้ 10 % เรามีฐานข้อมูล 10,000 ชื่อที่มีทั้งโปรแกรมเมอร์ประเภทต่างๆและที่ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ และเราก็ส่งไปคอร์สวิชานี้พร้อมข้อเสนอลดพิเศษ 50% แต่มีผู้ตอบรับกลับ(Response)มายังไม่ถึง 50 คนหรือ 0.5 %(Response Rate) แม้ว่าตัว Offer คือส่วนลดจะน่าสนใจแต่การตอบรับดูจะไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไหร่ ถ้าเราส่ง email ในเชิงต้นทุนแล้วยังไม่ค่อยสูงเท่าใด แต่ที่เสี่ยงหน่อยคือภาพลักษณ์ของคุณในสายตาผู้รับอาจจะไม่ค่อยดีนัก ยิ่งถ้าส่งด้วยไปรษณีย์ธรรมดาแล้วต้นทุนต่อหัวคงจะสูงจนน่าตกใจแต่ถ้าหากปรับวิธีการส่งใหม่โดยทำการ Segment หรือแบ่งกลุ่มเป้าหมายให้ช้ดเจน เช่น เป็นโปรแกรมเมอร์ ถ้าเป็นแบ่งย่อยเป็นโปรแกรมเมอร์ประเภทไหน แบบ Visual Basic แบบ php เบื้องต้น หรือแบบศึกษามาบ้างแล้ว ฯลฯ ก็จะทำให้ จดหมายที่จะส่งออกไปตรงกลุ่มมากขึ้น สมมติถ้าเราแบ่งแยกว่าส่งไปยังกลุ่ม PHP Programmer ที่เขียนโปรแกรมมาบ้างแล้ว 1 – 3 ปีต้องการหาความรู้เพิ่มเติม ซึงภายหลังพบว่ามีอยู๋ในDatabase list ประมาณ 2000 คน ฉะนั้น Response Rate ก็จะอยู่ที่ 25 % ของจำนวน mail ที่ส่งออกไป(50*100/2000) ซึ่งถือได้ว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า ยิ่งถ้าส่งไปรษณีย์ปกติก็ลดต้นทุนไปได้เยอะ แถมส่งได้ถูกกลุ่มอีกด้วยครับ
    Best-Free-Email-Clients
  2. ถูกใจ(RIGHT OFFERs) คำก็บอกอยู่แล้วว่า ถูกใจ หรือที่ภาษาอังกฤษเข้าเรียก satisfied หากคุณต้องการให้ผู้รับตอบกลับแต่สิ่งที่คุณเสนอ(OFFER) กลับเป็นสิงที่เขาไม่ต้องการก็เสียเวลาและเงินตราโดยเปล่าประโยชน์ เหมือนกับเวลาคุณกำลังจีบหญิงหรือหนุ่มก็ไม่ว่า เวลาไปออกเดททานอาหารเย็น เขาหรือเธอรักสุขภาพชอบทานน้ำผลไม้ แต่คุณดันสั่งไวน์เสียนี่ เขาหรือเธอก็คงคิดว่าตานี่หรือยัยนี้ขี้เมาเปล่านะ ฉะนั้น ค้นให้พบว่ากลุ่มเป้าหมาย ชอบ OFFER นั้นจริงมั้ย
  3. ถูกกาล(RIGHT TIME) ข้อนึ้ มักเป็นจุดที่มือใหม่ eDM มักละเลยครับ คุณลองนึกถึง  inbox ของคุณซิครับ มี email ใหม่ๆ ส่งถึงคุณตลอดเวลา ยิ่งใครสมัครสมาชิก Deal เยอะๆ หลายๆ ที่ส่ง Daily Email มาให้คุณทุกวัน คุณก็คงเลือกเปิด email ใหม่ๆก่อน เพราะฉะนั้น สิ่งที่คุณต้องหาคือ วัน/เวลาไหนนะ ที่ส่งไปแล้ว จะทำให้กลุ่มเป้าหมายเห็นอยู่และเปิด Email เราอ่าน ถ้าเรายึดตามผลสำรวจของงานวิจัยของต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะบอกเราว่า ช่วงเวลา 5 – 6 โมงเย็น อย่างเช่น Smart Insights บอกเราว่า มากกว่า 25 % ของ email ที่ส่งในช่วงเวลานี้ จะได้รับการเปิดอ่านซึ่งสูงกว่าอัตราการเปิดเฉลี่ยที่ 9% (http://www.smartinsights.com/email-marketing/best-time-of-day-to-send-email/ ) แต่ในมุมมองของผม ปัจจุบัน คนไทยใช้ Mobile Device กันเยอะ ช่วงเวลาที่เปิดอ่านเท่าที่เคยตรวจสอบ มีทั้งช่วงเช้า ก่อน 9 โมงที่เปิด email ผ่านมือถือ ช่วง 9-10 โมงเช้า เป็นช่วงเปิด email บนคอมพิวเตอร์ และอีกช่วงคือก่อนเลิกงาน 17 น. และ เปิดผ่านมือถือ ช่วงก่อนนอน ประมาณ 22-23 น.ทั้งนี้ อยากให้ผู้อ่านตรวจสอบเวลาเหมาะสมของ email campaign เพื่อใช้อ้างอิงในการส่ง email ครั้งถัดๆไปครับ

 

FWD MAIL จงเจริญ

เผลอแป๊ปเดียว แม่เจ้าล่อไปเข้ากลางเดือนแล้ว ผมก็ตกใจกับตัวเองเหมือนกันว่า ครึ่งปีแล้วหรือทำอะไรไปบ้าง ปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรไปบ้าง บางทีกลับไปนั่งคิดก็ตกใจเหมือนกัน? อีกไม่นาน ผมก็คงใช้ชีวิตอยู่คนเดียวแล้ว เพราะว่าพี่สาวต้องแต่งงานไป ผมก็ต้องลดขนาดชีวิตตัวเองลง แล้วก็ต้องเป็นคนใจเย็นให้มากขึ้น เพราะว่าโตแล้ว

อ่านเพิ่มเติม

เรามาทำe-mail marketing แบบไม่ติดคุกกันเหอะ

น่าน ! จั่วหัวอย่างสวยงามอีกแล้ว

ตามที่หลาย ๆ ท่าน คงทราบกันดีอยู่แล้วนะครับว่า การทำe-mail marketing นั้นมันฟรี ได้ผมดี วัดผลได้ มัน มัน etc.

แต่หลาย ๆ วิธีมันก็เสี่ยงที่จะติดคุกเพราะ พรบ.คอมปี50 รึเปล่าจำไม่ได้อะ(ขี้เกียจหาข้อมูลมาฝากด้วยคิดว่าหลายท่านน่าจะรู้แล้ว)

แต่ทั้ง ๆ ที่มันดีแต่มันก็มีอุปสรรคอย่างงี้มันโหดกะชีวิตเกินไป ผมก็ทดลองหาข้อมูลมาให้ทุกท่านไปลองทำกันดูนะครับ

ขั้นตอนแรก

เราต้องเป็นนักบุญก่อนครับ โดยการสร้างlanding page (กำหนดชีวิต)มาก่อนโดยสรางขึ้นมาเพื่อให้ข้อมูลเล่นเกม ลุ้น รางวัล อื่น ๆ บลา บลา ? นอกจากจะเก็บข้อมูลส่วนตัว ลูกค้าแล้วเรายังสามารถที่จะเก็บข้อมูลe-mail ของลูกค้าเราได้ยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับแล้วใช้bookmark กระจาย(หรือเผยแพร่)landing page ของเราออกไปให้คนที่สนใจเข้ามากรอกข้อมูลหรือถ้าธุรกิจคุณมีทุนเยอะพอสมควรครับก็ชื้อเพื่อที่โฆษณาของเว็บไซต์ที่คุณคิดว่าใช้อยู่ให้เข้ามากรอกข้อมูลครับ

ขอยกตัวอย่างลักษณะได้จาก http://www.wallstreet.in.th/marketing/media/Salary_June08/index.aspx?mediaid=MSNwin_salary_260608&Supplier=MSN

และแน่นอนครับ คุณทำมาแล้วจะกลับe-mail ที่ได้มาต้องไหนดี ผมเลยขอแนะนำระบบ www.aweber.com?(มีค่าใช้จ่ายในการให้บริการครับ) เพียงแค่คุณไปใช้บริการจากเขาและนำcordมาติดที่ตัวlanding page ของคุณระบบจะเก็บข้อมูลของคุณทันทีเมื่อมีคนมาสมัครครับ

ขั้นตอนที่2 เตรียมข้อมูลแล้วจัดส่งกันดีกว่า

เท่าที่ทราบมาจากgoogle จะให้เราส่งe-mail ได้วันหนึ่งไม่เกิน500คน hotmail ได้ครั้งละ50ฉบับไม่จำกัดการส่งว่าส่งได้กี่คน แน่นอนครับว่าจำนวนเท่านี้ทำไปก็เหนื่อย ต่อให้เรามีโปรโมชั่นสุดหรูแต่บอกลูกค้าของคุณได้เท่านี้มัน มัน ?

ตามข้อหนึ่งครับ ผมใช้aweber ในการส่งข้อมูลเพราะaweberเป็นระบบส่ง email ครับ(จะย้ำทำไมว้า)ด้วยตัวระบบมันจะส่งให้เราเพียงแค่เราเอาข้อมูลไปใส่ แล้วส่งแค่นี้emailของคุณก็จะถึงคอมทุกคนที่มาลงทะเบียนไว้ครับคุณครับ

ถาม : มันจะจัดว่าเป็นspamไหม

ตอบ : ผมถือว่าไม่เป็นนะครับเพราะทุกคนถือว่าอ่านข้อตกลงจากตัว landing-page แล้วครับและยินดีที่จะรับข้อมูลทางอีเมลจากเราครับ

ถาม : แล้วเมลจะตกลงspam mail รึเปล่า

ตอบ : ด้วยตัวระบบ ของaweber จะมีการจัดว่าเมลที่คุณจะยิงไปนั้นเสี่ยงที่จะตกpam mail เท่าไรเราสามารถที่จะแก้ไขตัวเมลใหม่ได้ครับ

ที่นี้ต่อให้คนมาลงทะเบียนเป็นแสนคนเมลก็จะไปถึงมือลูกค้าคุณทุกคนและ คุณเหนื่อยเพียงครั้งเดียวครับ

ขั้นตอนที่ 3 เรามีดูสิ ว่ามีคนเปิดเมลเรารึเปล่า และวัดผลว่าe-mail ของคุณได้ผมรึเปล่า

ด้วยส่วนตัวผม ผมถือเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่อันดับสองเลยครับ เพราะด้วยตัวระบบที่ผมใช้มัน มีการรายงานให้ผมอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณใช้ตัวอื่นคุณต้องแทรคตัวเก็บสถิติบนเมลว่ามีคนเปิดเมล อ่านเมล เมลตกถังขยะไหม บลา บลา ๆ

ผมก็เอาสูตรการวัดผลมาให้ครับ? สำหรับท่านที่ต้องการทราบ

Open Rate (อัตราการเปิด email) = ( จำนวน email ที่ได้รับการคลิ๊กในครั้งแรก / จำนวน email ที่เราส่งออกไป? ) x 100

open rate ยิ่งสูง ยิ่งดีครับ ผมสรุปง่าย ๆ และทั้งหมดนี้เป็นวิธีการทำ E-Mail Marketing แบบไม่ติดคุกของผมครับ จำข้อสำคัญนะครับว่า landing page ของคุณต้องน่าสนใจมากพอจะทำให้คนมาลงทะเบียนกับคุณนะครับผมเน้นเรื่องนี้มากที่สุดสุดท้ายนี้หวังว่าคุณคงนอนหลับฝันดีไม่ต้องกลัวนะครับว่า email ที่ส่งไปจะพาตำรวจกลับมาครับ

3 ขั้นตอนการเริ่มติดต่อลูกค้าผ่าน E-Mail Marketing

ถ้าจะถามคุณว่า? คุณจะมีวิธีการอะไรที่สามารถติดต่อสื่อสารกับลูกค้าของคุณ ที่เคยซื้อสินค้า หรือเคยใช้บริการของคุณได้อย่างง่ายและสะดวก ประหยัด?… ถ้าให้นักการตลาดรุ่นเก๋า เก่ากึ๊ก คงจะนึกถือ การทำ Direct Mail หรือจดหมายส่งตรงหาลูกค้า, การโทรหาลูกค้า Tele-Sale หรือถึงขั้นอาจจะแวะเข้าไปเยี่ยมเยียนลูกค้าเลยทีเดยว แต่หากยุคนี้ ยุคอินเทอร์เน็ตหรือเทคโนโลยีไอทีมาจ่ออยู่ปลายนิ้วซะขนาดนี้ ใยเลยจะหันกลับไปใช้วิธีเก่าๆ แบบนั้นอยู่ทำไม ในเมื่อมันมีต้นทุนที่สูงกว่า วัดผลก็ลำบาก ใช้เวลาในการจัดการนานมาก เราลองหันมาใช้วิธีอื่นๆ ที่เดิ้ลและเทห์ กันดีกว่าครับ

หากลูกค้าของคุณเป็นกลุ่มที่เป็นนักเรียน หรือวัยทำงาน ที่ทำงานในกรุงเทพหรือหัวเมืองใหญ่ การติดต่อสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มนี้ทาง E-Mail ดูจะเป็นช่องทางที่น่าสนไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะคนในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมีการใช้คอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ตทั้งในที่ทำงานหรือที่บ้าน ซึ่งการสื่อสารผ่าน E-Mail หรือการใช้ E-Mail Marketing ดูจะเป็นแนวทางที่น่าใจไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะเป็นช่องทางและเป็นวิธีที่ ประหยัดค่าใช้จ่าย, รวดเร็วแม่นยำ, ตรงกลุ่มเป้าหมาย และยัง สามารถวัดผลได้อีกด้วย ฟังดูแค่นี้ หลายๆ คนก็เริ่มสนใจที่อยากจะเริ่มต้นทำ E-Mail Marketing กันแล้วใช่ไหมครับ? งั้นเรามาดูและเริ่มต้นทำ E-Mail Marketing กันครับ

3 ขั้นตอนง่ายๆ ในการเริ่มต้น E-Mail Marketing
***********************************************************
1. การหาและเก็บข้อมูล E-Mail ของลูกค้า

การหาหรือได้มาซึ่งข้อมูล E-mail ลูกค้ามีอยู่ 2 วิธีหลักๆ ด้วยกัน

1.1. สร้างและเก็บ E-Mail ลูกค้าเอาเอง โดยวิธี นี้คุณต้องเริ่มเก็บและสะสมข้อมูล E-Mail ของลูกค้า ในทุกๆ ครั้งที่คุณมีโอกาสได้พบปะ หรือเจอลูกค้า คุณควรจะมีการเก็บและขอ E-mail ลูกค้า โดยในปัจจุบันหลายคนอาจจะขอแค่ เพียงแค่ เบอร์โทรศัพท์ แต่ไม่เคยขออีเมล์ลูกค้าเลย

1.2 หากคุณไม่มีข้อมูลเลย ลองวิธีเช่า (ซื้อ) ฐานข้อมูลลูกค้า หรือให้คนอื่นส่งข้อมูลให้ ซึ่งบริการนี้จะเป็นบริการที่หลายๆ เว็บไซต์ หรือบางธุรกิจอาจจะเปิดโอกาสให้คุณสามารถ ส่งข้อมูลข่าวสารของคุณผ่าน ฐานลูกค้าของเค้าได้ โดยบางแห่งเจ้าของข้อมูลอาจจะเป็นผู้ส่งข้อมูลให้ ไม่ยอมขายข้อมูลลูกค้าให้คุณไปส่งเอง เพราะอาจจะติด ข้อตกลงกับลูกค้าในการรักษาข้อมูล (Privacy Policy) หรือบางแห่งอาจจะขายข้อมูลลูกค้าออกมาเลย และคุณสามารถส่งได้เอง แต่ต้องระวังให้ดีนะครับ วิธีการไปซื้อข้อมูล E-Mail มาแล้วมาส่งข้อมูลออกไปหาลูกค้าทีละเยอะๆ โดยที่ผู้รับนั้นไม่ได้มี “เจตุจำนงค์จะรับข้อมูลจากคุณ” อันนี้ถือว่า “ไม่เป็น E-Mail Marketing” นะครับ แต่จะถือว่าเป็น สแปม (SPAM) ดังนั้นต้องระวังให้ดี ซึ่งต้องบอก่อนว่าตอนนี้ ประเทศไทยมี พ.ร.บ. ว?าด?วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร? พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่บอกไว้ในมาตรา 11 ว่า “ผู?ใดส?งข?อมูลคอมพิวเตอร?หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส?แก?บุคคลอื่นโดยปกป?ด หรือปลอมแปลงแหล?งที่มาของการส?งข?อมูลดังกล?าว อันเป?นการรบกวนการใช?ระบบคอมพิวเตอร?ของ บุคคลอื่นโดยปกติสุข ต?องระวางโทษปรับไม?เกินหนึ่งแสนบาท” ดังนั้นการส่งมั่วหรือส่งสแปมอาจจะเสี่ยงต่อการผิดกฏหมายได้” น่ากลัวไหมละ ต้องระวังให้ดี

2. การเตรียมเครื่องมือในการส่ง E-Mail หาลูกค้า

หลังจากที่ได้ข้อมูล E-Mail ของลูกค้ามาแล้ว คุณก็จะเป็นต้องมีเครื่องมือในการส่ง E-Mail หาลูกค้า โดยหากรายชื่อ E-Mail ของลูกค้าของคุณมีจำนวนไม่มากเช่น 10-30 รายชื่อ คุณอาจจะใช้วิธีการส่งผ่านวิธีการปกติที่คุณใช้เช่น ส่งผ่าน hotmail.com หรือ Gmail.com แต่ถ้าคุณมีรายชื่อ E-Mail จำนวนมากๆ คุณอาจจะต้องจำเป็นต้องใช้เครื่องมือหรือ Software ที่ช่วยในการส่ง E-mail เช่น ซอฟต์แวร์ของ http://www.PHPlist.com ที่เป็นซอฟต์แวร์ฟรี ระบบเปิด (Opensource) ที่คุณสามารถไปดาว์นโหลดมาติดตั้งที่เว็บไซต์ของคุณแล้วใช้งานได้ หรือ Aconia Rocket Mail (www.anconia.com) ที่สามารถติดตั้งไว้ที่เครื่องของคุณแล้วส่งหาลูกค้าได้เลย แต่มีข้อควรระวัง การส่ง E-Mail ทีละเป็นจำนวนมาก ขึ้นหลักหมื่นหลักแสนรายชื่ออาจจะส่งได้ยากลำบาก เพราะในการส่งแต่ละครั้งหากส่งจำนวนมากๆ จะเป็นการทำให้การทำงานของระบบอีเมล์ที่คุณใช้งานอยู่ ทำงานหนัก และอาจจะมีปัญหาได้ ดังนั้นควรทยอยค่อยๆ ส่งออกไปทีละไม่มาก จึงจะสามารถส่งออกได้

3. การวัดและการประเมินผล

ในซอฟต์แวร์ส่ง E-Mail บางตัวจะมีเครื่องมือที่ช่วยวัดว่า E-Mail ที่คุณส่งไปนั้น ส่งไปได้กี่ฉบับ และมีคนเปิด E-Mail ของคุณกี่คน (Open Rate) ซึ่งวิธีนี้จะช่วยวัดผลว่าแคมเปญหรือ E-Mail ที่คุณส่งไปสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากน้อยแค่ไหน Open rate (อัตราการเปิด email ) เป็นตัววัดว่า email ที่เราส่งไปนั้นมีผู้คลิ๊กอ่านกี่เปอร์เซ็นต์ หากเขียนเป็นสมการได้่ดังนี้

Open Rate (อัตราการเปิด email) = ( จำนวน email ที่ได้รับการคลิ๊กในครั้งแรก / จำนวน email ที่เราส่งออกไป ) x 100

ตัวอย่าง – บริษัท ก. ส่ง email แนะนำสินค้าไปยังสมาชิก mailing list จำนวน 1,000 ฉบับ มีจำนวนสมาชิกที่คลิ๊กเปิด email จำนวน 2,575 ฉบับ เพราะฉะนั้น Open Rate ของ email แนะนำสินค้าจะเท่ากับ (450/1000) x 100 = 45 %

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่า E-Mail ที่บริษัท ก. ส่งไปโดยเฉลี่ย 100 ฉบับ(100 email address) ถูกคลิ๊กเปิด 45 ฉบับ สำหรับ open rate ที่ควรจะเป็นนั้นอาจไม่สามารถบอกได้แน่นอนว่าเป็นเท่าใด ขึ้นอยู่กับว่า e-mail นั้นมีรูปแบบอย่างไร น่าสนใจแค่ไหน แต่สิ่งที่บอกได้คือถ้า open rate อยู่ในอัตราสูงแสดงว่า email นั้นเป็นที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มเป้าหมาย

ทั้งหมดนี้เป็นวิธีการทำ E-Mail Marketing ที่จะช่วยสร้างหรือเชื่อมโยงการสื่อสารระหว่างคุณและลูกค้าของคุณเข้าไว้ ด้วยกันให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ผ่านเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ซึ่งทำได้ไม่ยากเลยในปัจจุบัน แต่หลายๆ ธุรกิจก็ยังไม่ได้ทำกัน ดังนั้นเมื่ออ่านจบแล้ว ก็ลองมานั่งนึกดูว่า บริษัทหรือองค์กรของเรา ได้เริ่มใช้วิธีนี้ในการติดต่อกับลูกค้าของคุณแล้วรึยัง? แต่ต้องระวังด้วยนะครับ ต้องแน่ใจว่าลูกค้าของคุณ “ยินยอมให้คุณส่ง E-Mail” หาเค้านะครับ เพราะหากปราศจากความยินยอม E-Mail ที่คุณส่งไป ก็จะกลายเป็นจดหมายขยะที่คุณเองได้อยู่เป็นประจำอยู่แล้วทุกๆ วันนั้นเอง…. ใช้ให้ถูกทางกันนะครับ.. ผมขอฝากไว้

Pawoot P.