ทำ “SEO” ดันเว็ปไซต์ให้ติดหน้าแรก Google ด้วยตัวเอง

     ใครที่มีเว็บไซต์ของตัวเอง ไม่ว่าหน้าเว็บของคุณจะเป็นบทความ หรือขายของ คุณก็คงอยากให้มีจำนวนคนเข้ามาดูมากๆอยู่แล้วใช่ไหมล่ะคะ

     ถ้าอย่างนั้นเราควรเพิ่มโอกาสให้ผู้เข้าชมเข้าเว็บได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาผ่าน Google Adword ที่เป็นการเสียเงินผ่านการคลิ๊ก แต่ใช้วิธีโปรโมทเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรก ของเว็ป search engine ต่าง เช่น Google Yahoo Bing ด้วยการทำ SEO  กันดีกว่าค่ะ

     ภาพรวมของการทำSeo ถูกแบ่งออกเป็นหัวข้อใหญ่ๆ 2 หัวข้อ

  • On Page SEO  การปรับแต่งภายในในเว็ปไซต์  
    • การตั้งชื่อเว็บไซต์ต้องบ่งบอกเนื้อหาหลักของเว็บไซต์                                                           
    •  สร้างเนื้อหาในเว็บให้มี คำค้นหา (keyword)                                                                            
    • ทำหน้าเว็บไซต์ให้เหมาะสำหรับทุกๆหน้าจอ (Responsive web design)                            
    • สร้างเนื้อหาให้ตรงความต้องการและมีประโยชน์กับผู้อ่าน
  • Off Page SEO   การมีลิ้งค์เชื่อมจากเว็บไซต์อื่น/ Social Media ต่างๆ (Backlink)

On page SEO

  •  การตั้งชื่อเว็บไซต์ต้องบ่งบอกเนื้อหาหลักของเว็บไซต์

การที่ชื่อเว็บไซต์ควรเกี่ยวเนื่องกับเนื้อหาหลัก เพราะผลการค้นหา Google จะปรากฏชื่อเว็บไซต์ก่อนที่จะเห็นเนื้อหาและยิ่งชื่อเว็บไซต์มีความน่าสนใจหรือคำพูดตรงความต้องการของผู้อ่านมากเท่าไหร่ จะยิ่งมีโอกาสที่คนจะคลิ้กเข้าไปดูเนื้อหาในเว็บไซต์เรามากยิ่งขึ้น

  •  เริ่มต้นสร้างเนื้อหาให้มี Keyword

แทรกKeyword ที่คนมักจะค้นหาอยู่เยอะๆ รวมถึงคำที่เป็น Synonymในหน้าเว็บไซต์ Google ก็ถือว่าเป็น Keyword เดียวกัน เช่น จะเสิชว่า SEO ก็ได้ หรือ Search Engine Optimizationก็ได้

แทรกKeywordทั้งTitle ,ย่อหน้าแรกของบทความด้วยเพราะทั้ง Title และย่อหน้าแรกมักจะถูกนำไปแสดงอยู่บนผลการค้นหาด้วย พอคนเสิชคำ Keyword ที่เราแทรกๆไว้จะทำให้อันดับการค้นหาของเราอยู่อันดับต้นๆ เป็นการบอก Google ให้รู้ว่าบทความเรามีความเกี่ยวข้องกับคำค้นหาที่มักจะค้นกันนะ แต่อย่าใส่ Keyword ที่มากเกินไปเพราะ Google จะจับได้ว่าเราพยายามยัดคำเข้าไป และไม่เป็นธรรมชาติ

  •  ทำหน้าเว็บไซต์ให้เหมาะสำหรับทุกๆหน้าจอ (Responsive web design)

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

เนื่องจากอุปกรณ์ที่คนใช้ในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตไม่ได้มีเพียงคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ(Desktop)แล้ว แต่สมาร์ตโฟนเป็นอุปกรณ์ที่คนเข้าใช้มากที่สุดถึง 82.1% และใช้งานเฉลี่ยถึง 5.7 ชั่วโมงต่อวัน รองลงมาคือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ คอมพิวเตอร์พกพา และแท็บเล็ต

ดังนั้นรูปแบบของหน้าเว็บไซต์ต้องทำให้เหมาะกับอุปกรณ์ทุกๆแบบเพื่อให้ผู้ใช้เข้าถึงเนื้อหาได้ง่ายขึ้น และเป็นประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นด้วย

  •  สร้างเนื้อหาให้ตรงความต้องการและมีประโยชน์กับผู้อ่าน

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

เวลาเราเขียนบทความ หรือ ทำผลิตภัณฑ์ใดๆ เราต้องรู้ความต้องการของผู้อ่านเสมอ ต้องรู้ว่าคนเหล่านั้นอยากอ่านเนื้อหาแบบไหน อยากได้สาระความรู้ หรือความบันเทิง ไม่ใช่เขียนตามใจเราอย่างเดียว

อีกทั้งเนื้อหาควรมีความสดใหม่อยู่เสมอ ให้ทันต่อสถานการณ์ และยิ่งเนื้อหามีความเป็น Original มากเท่าไหร่ คือเนื้อหาต้องมีไม่ซ้ำและไม่เป็นการดัดแปลงจากเว็บไซต์อื่น  Google จะเห็นความสำคัญของเว็บไซต์เรามากขึ้น

นอกจากนี้ความยาวของเนื้อหาในหน้าเว็บไซต์มีผลต่ออันดับด้วย หน้าเว็บจะต้องไม่มีความยาวที่ยาวเกิน รวมถึงเนื้อหาที่มีแต่น้ำคนจะยิ่งอ่านข้าม และไม่สนใจ ผลวิจัยบอกว่าเว็บไซต์ที่ติดอันดับหน้าแรกมักจะมีเนื้อหาที่มีความยาวเฉลี่ยประมาณ 1,890 คำ

Off page SEO

คือการสร้าง Backlink เชื่อมจากเว็บไซต์อื่นเข้ามาเว็บไซต์เรา ยิ่งมีมากเท่าไหร่ยิ่งเป็นเหมือนการยกย่อง กลายๆว่าเนื้อหา และคุณภาพของเว็บเราดีจึงมีคนอ้างอิงถึงเว็บเรามากและ เว็บอื่นๆเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านของเว็บไซต์เค้าด้วย แต่เราสามารถสร้าง ลิ้งค์ด้วยตัวเองจาก Social media ไม่ว่าจะเป็นทาง Facebook Instagram หรือ Twitter  ลิ้งไปยังเว็บไซต์เรา ลากผู้ใช้จากช่องทางหนึ่งไปยังอีกช่องทางหนึ่งเพื่อเพิ่ม Traffic ได้

ฝึกฝนทำ SEO ด้วยตัวเองบ่อยๆ แรกๆอาจจะใช้เวลานาน แต่ถ้าคล่องขึ้นแล้วคุณไม่จำเป็นต้องเสียเงินจ้างคนอื่นเลยค่ะ  ^^

 

Pay.sn ตัวช่วยใหม่ของแม่ค้าออนไลน์ เก็บเงินง่ายๆ ด้วยปลายนิ้ว !!!

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันเป็นยุคทองของพ่อค้า แม่ค้าออนไลน์ เพราะความสะดวกของ Social Media และsmart phone ที่ขายดิบขายดี ที่ทำให้ลูกค้าและบรรดาพ่อค้าแม่ค้ามากใกล้กันมากขึ้น นอกจากเราจะใกล้ลูกค้ามากขึ้น สิ่งสำคัญคือการจ่ายเงิน หรือชำระค่าสินค้าต่างๆ ก็สะดวกมากขึ้น

อ่านเพิ่มเติม

แม่ค้าออนไลน์ฟังทางนี้!! วิธีเขียนอธิบายสินค้าอย่างไรให้ได้ใจคนซื้อ

การขายของออนไลน์เป็นเรื่องเกี่ยวกับการดึงดูดลูกค้า สร้างความผูกพัน และขายของ   เจ้าของธุรกิจ eCommerce เข้าใจถึงความสำคัญกับรูปภาพของสินค้า ซึ่งยังมีหลายคนอาจหลงลืมสิ่งที่สำคัญไม่แพแ้กันคือคำบรรยายสินค้า หากไม่มีคำบรรยายที่บอกรายละเอียดหรือดึงดูด อย่าหวังว่าลูกค้าจะมาเข้าร้านของคุณ อย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าการไม่มีคำบรรยาอะไรเลย!!!

หากคุณคิดจะเขียนคำบรรยายสินค้า ลองตอบคำถามต่อไปนี้:

 

ทำไมเขาต้องซื้อสินค้าบนร้านออนไลน์ของเรานะ??

การเขียนคำโปรย และบรรยาย สินค้าให้ที่ดี จะทำให้ร้านออนไลน์ของคุณ สุดเจ๋ง!! พยายามเขียนประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้จากสินค้าจริงๆ หลีกเลี่ยงคำโฆษณาที่ Over เช่น มันคือสิ่งที่เจ๋งที่สุด!…. อะไรทำนองนั้น เพราะไม่มีลูกค้าที่ไหนเขาเชื่อคุณหรอก พยายามทีี่จะเปิดใจให้กว้าง เปิดเผย และซื่อสัตย์กับลูกค้า (โฆษณาอย่างตรงไปตรงมา)

จุดเด่นหรือวามพิเศษของสินค้าคุณคืออะไร??

เขียนความพิเศษที่สำคัญจริงๆลงไป บางที่คุณอาจจะได้แรงบันดาลใจมาจากนาฬิากาเรือนเก่าของคุณพ่อที่ขีดเขียนช่วงเวลาดีๆของคุณ

จุดขายที่สำคัญหรือโดดเด่น คืออะไร

ถ้าคุณบอกไม่ได้ว่าสินค้านี้คุ้มค่าเงินกับที่ลูกค้าต้องจ่ายอย่างไร คุณต้องสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง ลูกค้าควรเข้าใจอย่างชัดเจนว่าทำไมสินค้านี้มันถึงขายได้นะ

ทำไมคุณถึงภูมิใจนำเสนอมัน??

ลองโพสสินค้าที่คุณ”ภูมิใจนำเสนอ” มันมากและบอกเขาไปด้วยนะว่าทำไม เช่น ผมไม่แน่ใจว่าจะลงน้ำหนักแปรงได้ดีเท่านี้ ผมคิดว่าผมต้องใช้เวลาฝึกระบายสีอย่างน้อย 6 เดือน จนผมลองใช้มันนั่นแหละ!!!

ประโยชน์หรือคุณค่าที่สำคัญ 3-5 ข้อสำหรับลูกค้าที่จะซื้อสินค้านี้คืออะไร?

อธิบายประโยชน์ของสินค้าจากมุมมองลูกค้า ไม่ใช่ตัวคุณ !!! (ต้องเขียนในสิ่งที่ลูกค้าอยากฟัง)

ข้อมูลที่จำเป็นที่ลูกค้าควรรู้คืออะไร?

“สินค้าเรามีขนาดๅ12′ x 16′ ขนาดพอๆกับผ้าเช็ดตัวชายหาดใช่ไหมคะ?” คุณควรบอกขนาด หรือสี หรือลักษณะอื่นๆที่อธิบายสินค้าได้ชัดเจน

มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับสินค้าที่จะทำให้ลูกค้าประหลาดใจรึเปล่า?

มันสิ่งที่ลูกค้ายังไม่รู้เกี่ยวกับสินค้า อาจเป็นที่มา หรือแรงบันดาลใจเบื้องหลังการของสินค้าชิ้นนี้  ลองบอกพวกเขาดูสิ

ทำไมสินค้านี่ถึงเหมาะกับ ______?

จงเติมคำในช่องว่าง มันอาจจะเป็นช่วงเวลาในวันหยุด เช่น วันแม่ วันพ่อ หรืออะไรก็ตาม ลองนำเสนอไอเดียให้กับลูกค้าก็เป็นวิธีการที่ดีในการเพื่มยอดขาย

ตอบคำถามง่ายๆโดยไม่ต้องคิดมาก  จากนั้นเรีนยเรียงคำตอบโดยใช้คำสำคัญ หรือ Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายมักใช้ค้นหาสินค้าที่พวกเขาสนใจในอินเทอร์เน็ต ห้ามใช้ keyword ที่ผิดเลือกใช้คำที่สามารถอธิบายสินค้าของคุณได้จริงๆ

จากนั้นเพิ่มประโยชน์ และคำอธิบายเกี่ยวกับความสูง น้ำหนัก สี และลักษณะอื่นๆ ที่สำคัญเพื่อเป็นข้อมูลแก่ลูกค้า นอกจากนี้คุณอาจใส่เรื่องราวที่ทำให้ลูกค้าประหลาดใจ อาจเป็นบริการเสริมต่างๆ เช่น จัดส่งฟรี ห่อของขวัญฟรี หรือการให้ลูกค้าแสดงความเป็นตัวตนร่วมกับสินค้าของคุณไม่ทางใดก้ทางหนึ่ง

อ้างอิงถึงสินค้าที่ลูกค้าเป้าหมายของคุณอาจจะอยากดู  ให้อยู่ในหน้าแรกของร้านค้า คุณสามารอ้างอิงสื่ออื่นๆที่คุณเคยถูกตีพิมพ์ หรือการใช้ Influencer หรือผู้มีชื่อเสียงมารับรองคุณภาพสินค้าก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ มันเพิ่มความน่าเชื่อถือได้ ถ้ามันเป็นความจริง(เพราะฉะนั้นอย่าโม้ !!)  หากคุณเคยถูกพูดถึงหรือถูกเขียนถึงลองบอกให้ลูกค้าคุณรู้ ั  มันเพิ่มความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้การใช้  testimonial  (ผู้เคยลองใช้ผลิตภัณฑ์) ยิ้่งตอกย้ำถึงคุณภาพของสินค้า ที่ทำด้วยรักและความใส่ใจ

 

 

ที่มาบทความ :https://website-designs.com : Writing Great Product Titles and Descriptions For Your eCommerce Store by FX Digital

Checklists สุดล้ำ!เพิ่ม Conversion Rate ให้เวปไซต์พุ่งกระฉูด (1)

photodune-6171885-website-seo-and-analytics-icons-xs-1728x800_c

 

 

สิ่งสำคัญที่สุดในการเพิ่ม Conversion Rate คือวิเคราะห์ประสิทธิภาพของเวปไซต์ของคุณอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะเพิ่มยอดผู้ชมเวปไซต์ และไขความลับถึงพฤติกรรมการชมเวปไซต์ของพวกเขา วิธีการง่ายๆคือการปรับปรุงเวปไซต์ของคุณให้ดีขึ้น Checklist นี้จะช่วยให้คุณเพิ่ม Conversion Rate และ ปรับปรุง Opt-in*ให้ดีขึ้น

องค์ประกอบพื้นฐานของการพัฒนา conversion rate

สิ่งที่คุณควรทำในเบื้องต้นเพื่อพัฒนา CVR (Conversion Rate) ของเวปไซต์หรือหน้าเพจของเวปไซต์มีดังนี้

  •  ใส่ใจกับความเร็วในการโหลดหน้าเพจ – คุณมีเวลาไม่นานที่จำทำคะแนนกับลูกค้า ดังนั้นเช็คให้แน่ใจว่าหน้าเพจของคุณใช้เวลาโหลดได้เร็ว ซึ่งเวลาโหลดที่เหมาะสมอยู่ที่ 3-7 วินาที
  •  เวปไซต์ของคุณแสดงผลได้ทุก Browser และ ทุก Device หรือเปล่า?– การใช้ responsive design จะช่วยให้เวปไซต์คุณแสดงผลได้ในทุกๆ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเปิดเวปไซต์ เช่น PC มือถือ หรือแทปเล็ต นอกจากนี้ควรตรวจสอบว่าเวปไซต์ของคุณแสดงผลได้ดีในทุก Browser หรือเปล่า
  •  ลิ้งก์ในเวปไซต์เสียหรือเปล่า – ตรวจสอบลิ้งก์ในเวปไซต์ของคุณอยู่เสมอๆ และแก้ไขลิ้งก์เสียในเวปไซต์ให้เหลือน้อยที่สุด โดยคุณสามารถใช้บริการจาก online broken link checker,หรือ plugin like this one if you use WordPress.ได้
  •  หน้าเพจ Custom 404– นี่เป็นวิธีการอัพเดทที่ง่ายมากที่จะเพิ่ม Conversion Rate กับเพจที่ไม่ใช่แล้วหรือเพจที่ถูกหลงลืม และยังเป็นวิธีการ Back Up ที่ดีหากคุณมีลิ้งก์เสียที่ยังหาไม่เจอ ใช้  “ LeadPages” ช่วยสร้างหน้าเพจ Custom 404นั้นเป็นวิธีการที่ง่ายและเร็วมาก
  •  Pop-ups ฺ๊& Pop-unders-คิดให้ดีก่อนที่จะใช้วิธีการเหล่านี้ และต้องแน่ใจว่าพวกมันจะไม่ไปสร้างความรำคาญ และอย่าให้พวกมันโผล่ขึ้นทุกครั้งที่มีคนเข้าเวปไซต์ของคุณ วิธีการเหล่านี้จะช่วยเพิ่ม CVR หากใช้มันอย่างเหมาะสม
  •  แผนผังเวปไซต์ที่เข้าใจง่าย-แผนผังเวปไซต์ของคณควรทำให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลที่พวกเขาต้องการมากที่สุดและพาผู้อ่านไปยังหน้าเพจหรือเนื้อหาที่ถูกต้อง ขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้ชมเวปไซต์ของคุณ คุณสามารถสร้างแผนผังตามเนื้อหาของเวปไซต์ ( Content based )  , ตามลักษณะการใช้งาน  ( Task based ) และการสร้างแผนผังเพื่อให้เกิดการซื้อ โดยลักษณะแผนผังจะแบ่งประเภทไปตามสินค้าหรือบริการที่เฉพาะเจาะจง
  •  ความปลอดภัยในเวปไซต์ – เป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คุณจะต้องทำเวปไซต์ให้ทันสมัย และปลอดภัยจาก worms , virus และประเด็นเรื่องความปลอดภัยต่าๆง หากคุณใช้ WordPress คุณสามารถใช้ pluginAll In One WP Security & Firewall. อย่าง  ช่วยได้
  •  การออกแบบเวปไซต์-ตรวจสอบให้แน่ใจว่าการออกแบบของเวปไซต์ของคุณทันสมัย และเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยม เพื่อผู้ชมเวปไซต์จะไม่สับสนว่าต้องทำอะไร สีและกราฟฟิคควรออกแบบตามสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายต้องการและคาดหวัง
  • ปุ่ม Call to Action** – ข้อความบนปุ่มcall to action ควรชัดเจน เข้าใจง่าย และโดดเด่น หากคุณไม่ใส่ปุ่ม Call to Action คุณก็ไม่สามารถเปลี่ยนผู้ชมเวปไซต์เป็นลูกค้าได้ และนี่ก็คือหลักการง่ายๆ

Call-to-Action-Above-The-Fold

ตัวอย่างปุุ่ม Call to Action ของ MailChimp  —-ขอบคุณรูปภาพจากhttp://thumbsup.in.th/

  •  เนื้อหาในเวปไซต์ – ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเนื้อหาที่คุณเผยแพร่ตรงกลุ่มเป้าหมาย มีความหมายต่อผู้อ่าน เฉพาะเจาะจง และสม่ำเสมอ นอกจากนี้ตรวจสอบเรื่องการสะกดและข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์อีกครั้งเพื่อความรอบคอบ
  •  Testimonials -การมีความเห็นจากผู้ที่เคยใช้งาน(Testimonial) เช่นการ รีวิว หรือมีช่องแสดงความเห็นของผู้ใช่ จะช่วยเพิ่ม CVR ตรวจสอบให้
  •  ตรวจสอบการสะกดคำ-อย่ามองข้ามสิ่งเล็กน้อย เพราะมันแสดงถึงความใส่ใจ และภาพลักษณ์ของเวปไซต์คุณ
  •  ทดสอบ ทดสอบ และ ทดสอบ -อย่าพอใจกับผลทีได้ พัฒนามันอย่างต่อเนื่อง

 

ที่มา:  Let’s Improve Your Website Conversion Rate With A Checklist จาก https://website-designs.com
_____________________
* Opt-in หมายถึง การสื่อสารไปยังผู้บริโภคหรือผู้รับ โดยที่ผู้บริโภคอนุญาตให้ติดต่อ เช่น การส่งด้วยสื่อโฆษณาอีเมลที่ผู้รับลงทะเบียนเอง (Source: http://www.bangkokbiznews.com)
**Call-to-Action หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า CTA นะครับ คำว่า CTA นั้นหมายถึงปุ่ม หรือป้ายแบนเนอร์ หรือกราฟิกชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือจะเป็นตัวอักษรก็ได้ที่อยู่บนเว็บไซต์ที่พร้อมจะให้ผู้ใช้คลิก แล้วมันจะพาผู้ใช้ไปสู่หน้าเว็บไซต์อีกหน้าที่นักการตลาดมุ่งหวังไว้ในใจว่าอยากจะให้ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์เข้าไปดู เพื่อที่จะวัดผลว่ามีจำนวนคนคลิกไปทั้งหมดกี่ครั้ง

ยุคหน้า ยุคแห่ง Continuous Commerce !

เว็บไซต์ OgilvyDo ได้นำเสนอแนวคิดของการช้อปปิ้ง โดยใช้ชื่อว่า Continuous Commerce

ในอนาคต การค้าการขายแบบดิจิตัลจะไม่ใช่แค่การช้อปปิ้งบนเว็บไซต์เท่านั้น แต่จะเป็นการชอปปิ้งผ่านช่องทางหลากหลาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ผ่านองค์ประกอบ 3 ประการ

  1. Omni Channel – ช่องทางค้าขายแบบไร้รอยต่อ
  2. Relationship – สร้างความสัมพันธ์ต่อเนื่องและปรับสินค้าและบริการให้เข้ากับปัจเจกหรือแต่ละบุคคลอย่างต่อเนื่อง
  3. Experience – ส่งมอบประสบการณ์ผ่านทุกช่องทางที่ลูกค้าเห็นและเข้าถึง

ใน VDO CLIP เราจะได้เห็นภาพ องค์ประกอบทั้งสาม ทำให้การช้อปปิ้งแบบต่อเนื่อง เป็นอย่างไรลองดูครับ

” The future of digital commerce is more than just a shopping cart on a website, it means seamlessly integrating a brand’s shopping experiences across multiple environments throughout a consumer’s lifetime to continually optimize points for purchase.

We call this Continuous Commerce™. Don’t begin and end at the transaction. Commerce today is continuous. ” – Ogivydo.com

continuous commerce

continuous commerce factors - omni-channel relationship experiences

อ้างอิง : http://www.maximumboy.com/future-of-shopping-omni-channel/

ความต่างของคำว่าลูกค้า Consumer Customer และ Shopper

วันนี้ได้มีโอกาสคุยกับ ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เพราะท่านเป็นหนึ่งในผู้ร่วมวิทยากรร่วมกับผม และ เฮียมั่นคงจาก มั่นคง Gadget ในงานสัมมนา “จับขาช็อปยุคใหม่ให้อยู่หมัด สยบทุกช่องทางด้วย Omni-Channel Marketing” ครั้งแรกของไทย” ท่านได้ให้ความรู้ของคำว่าลูกค้าในภาษาอังกฤษไว้น่าสนใจครับ ท่านบอกว่า สำหรับค้าปลีกแล้วลูกค้ามี อยู่ 3 ประเภทคือ Consumer ,Customer และ Shopper

MUK_0331

  1. ลูกค้าที่อยู่หน้าร้าน คือ Consumer
  2. เมื่อลูกค้าเดินเข้าในร้าน คือ Customer
  3. เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าซื้อสินค้า น้่นคือ Shopper

ความได้เปรียบของ retail ที่ถ้าคุณรู้จัก Shopper ให้มากขึ้น คุณจะพบ Shopper ที่มีอยู่ 3 Level –

  • ขาจร จ่ายน้อยชอบโปร
  • ขาประจำ แต่ก็ยังสนใจโปร
  • สุดท้ายผมขอเรียกสาวก กลุ่ม Shopper ที่ซื้อโดยไม่สนใจว่าจะมีโปร หรือไม่ แต่ฉันจะซื้อล่ะ

และกลุ่มสุดท้ายที่แหล่ะครับที่สร้างยอดขายให้ค้าปลีกสูงเกิน 50% (ผมจะตัวเลขไม่ได้ครับ)

3 คำนี้ สามารถใช้ได้กับทั้งวงการค้าปลีกปกติ และช่องทางออนไลน์หรือ e-Commerce ครับ สำหรับเถ้าแก่ออนไลน์ สิ่งที่ต้องทำมากกว่ามีสินค้าแล้วเปิดร้านออนไลน์คือ การศึกษาให้ได้ว่า ลูกค้า ที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย เราสามารถทำให้เขาเหล่านั้่นเข้ามาในร้านเรา และเปลี่ยนจาก Customer มาเป็น Shopper และเป็น Shopperแบบระยะยาวได้อย่างไร

ประยุกต์ใข้ครับ สำหรับ 3 คำนี้!

ที่มา > http://www.maximumboy.com/customer-consumer-shopper-differences/

มาดูผลการสำรวจการเติบโตของ E-Commerce ประเทศไทยปี 2556

มาดูข้อมูลสรุปของ E-Commerce ประเทศไทยในปี 2556 (2013) จัดเก็บข้อมูลโดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ ในการออกไปเก็บสำรวจข้อมูล และด้านล่างจะเป็นการสรุปการเติบโตของ E-Commerce ของไทยตั้งแต่ปี 2005 จนถึง 2012 (ปีล่าสุด)

c7f658b724d3735735c88cc7073b8355

7f573094ad0ab08ae21571ba8beed9c85e5e3fc7e10128bdf284bc3fb971256eaa56d5a5ead12aad93ad9a4c3a4ac5828ec40a921420e4f929e023b721caf291f253dd3917f5b81b99263a9a09599f38f4d546ba05b6a91646ef74093ca0a0fd

 

74984b9dac978d9defae390e3f5e7f22
จากมูลค่าอีคอมเมิร์ซปี 2554 เท่ากับ 783,998 ล้านบาท ลดลงมาเหลือ 744,419 ล้านบาทในปี 2555 สาเหตุหลักมาจากการลดลงของมูลค่า B2G โดยเฉพาะในส่วนของ e-Auction ดูผลการวิเคราะห์อัตราการเปลี่ยนแปลงในตารางนี้

ปีของข้อมูล 2554 2555  % change
Total     783,998    744,419 –         5.05
B2B     291,209    282,946 –         2.84
B2C      99,706    121,392         21.75
B2G     393,083    340,081 –       13.48
ไม่ผ่าน e-Auction        5,034        4,627 –         8.09
ผ่าน e-Auction     388,049    335,454 –       13.55

 

จากตารางดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าตัวที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซรวม ปี 2555 ก้อคือมูลค่า B2G ที่ขายผ่าน e-Auction ซึ่งลดลงจากปี 2554 มากถึง 13.6% ในขณะที่มูลค่า B2B ของปี 2555 ลดลงจากปี 2554 เพียง 2.8% แต่เป็นที่น่ายินดีว่ามูลค่าตลาด B2C ในปี 2555 เติบโตสูงขึ้นจากปี 2554 ถึงร้อยละ 21.8%

ข้อมูลเพิ่มเติมผมรวมไว้ที่นี่ครับ