5 ขั้นตอนง่ายๆ ดึงดูดคนด้วย facebook advertising

เคยไหมคะเวลาขายสินค้าออนไลน์บางวันก็มีคนเข้ามาดูเยอะบ้าง น้อยบ้าง แล้วทำยังไงถึงให้มีคนเข้ามาดูมากขึ้นตลอดโดยเสียเงินน้อยที่สุด?

Plusible ขอบอกเลยนะคะว่าลง โฆษณาใน Social Media อย่าง Facebook จะได้ผลลัพธ์มากที่สุดเมื่อเทียบกับใน Social media อื่นๆเพราะจำนวนผู้ใช้งานต่อเดือนนั้นมีมากถึง 1.5 พันล้านคน ซึ่งสามารถเลือกเป้าหมายได้ว่าจะขายกับใคร เพียงแค่คุณมีเงิน 30 กว่าบาทก็สามารถเริ่มต้นได้แล้ว ถ้าอย่างนั้นอย่ารอช้าเลยค่ะมาดูขั้นตอนต่างๆกันเลย >>>

1.กำหนดเป้าหมายทางการตลาด

ในหน้าแรกของเฟสบุ๊คเข้าไปที่ สร้างโฆษณา>ใส่ชื่อแคมเปญ>เลือกวัตถุประสงค์ทางการตลาด

หลังจากนั้นก็ใส่ชื่อแคมเปญ และเลือกวัตถุประสงค์การตลาด

การเลือกวัตถุประสงค์ทางการตลาดนี้เราเลือกจาก3 วัตถุประสงค์ทางการตลาด ซึ่งมี 3 ระดับตามความต้องการในการสื่อสาร การรับรู้ การพิจารณา และคอนเวอร์ชั่น


การรับรู้ คือ ทำให้คนรู้จักสินค้าเรามากขึ้น
การพิจารณา คือ หลังจากที่รู้จักแล้วนำสินค้าเรามาพิจารณา และหาข้อมูลเพิ่มเติม
คอนเวอร์ชั่น คือ ทำให้สนใจและนำไปสู่การตัดสินใจซื้อ

สามารถดูคำอธิบายของแต่ละวัตถุประสงค์เพิ่มเติมได้โดยเอาเมาส์ไปวางที่เครื่องหมาย i

2.กำหนดกลุ่มลูกค้าที่เราจะสื่อสารด้วย

ยิ่งเรากำหนดได้เฉพาะกลุ่มมากเท่าไหร่ยิ่งสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าจริงได้มากเท่านั้น
ซึ่งจำนวนลูกค้าที่ เข้าถึงได้ควรมีประมาณ 50,000-100,000 คน ต่อไปนี้คือหัวข้อในการทำให้กลุ่มลูกค้าเราแคบลงนะคะ

ความสนใจ: เวลาเลือกความสนใจของกลุ่มลูกค้าควรหลีกเลี่ยง ความสนใจทั่วไปที่ทุกคนสนใจเหมือนกัน แต่ควรเลือกสิ่งที่บ่งบอกถึงตัวตนของกลุ่มลูกค้าเช่น ชอบสินค้าแบรนด์ เพลง หนังสือรวมถึงเฟสบุ๊คเพจ

ที่อยู่ : เลือกที่อยู่ของกลุ่มลูกค้าให้จำกัดลงโดยระบุ ประเทศ , เขต, แขวง, หรือรหัสไปรษณีย์

ข้อมูลเชิงประชากรศาสตร์ เช่น อายุ เพศ ภาษาหรือใส่พฤติกรรมเฉพาะของกลุ่มลูกค้าได้

3.ระบุงบประมาณและตารางเวลา

ในงบประมาณเราต้องดูว่าเราจะจ่ายเท่าไหร่ในระยะเวลาอย่างไร มีให้เลือกรายวัน กับตลอดชีพ ถ้าระยะเวลารายวันจะต้องลงเงินในปริมาณเฉลี่ยต่อวันในจำนวนเงินเท่ากันที่คุณคิดว่าจะจ่าย

แต่ถ้าระยะเวลาตลอดไปคือการระบุจำนวนเงินทั้งหมดที่จะต้องจ่ายหลังจากนั้นก็ระบุวันที่เริ่มต้น และสิ้นสุดของการทำโฆษณาด้วยค่ะ

4.ออกแบบโฆษณาของคุณ


เลือกสื่อที่จะใช้สื่อสารกับลูกค้า เช่น รูปภาพเดี่ยว สไลด์รูปภาพ หรือวีดีโอถ้าในส่วนรูปภาพ ควรมีขนาด1200 🇽 628 พิกเซล

และเราสามารถเลือกรูปภาพเองจากไฟล์ของเราหรือทางเฟสบุ๊คกำหนดให้ก็ได้ ต่อไปนี้จะเป็นส่วนประกอบต่างๆของโฆษณานะคะ

  1. รูปภาพที่เราโพส ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการที่คนจะหยุดเลื่อนและเปลี่ยนมาคลิ้กแอดของเรา
  2. หัวข้อเรื่อง ควรเป็นข้อความที่จับความสนใจของผูุ้คนได้และบอกได้ว่านี่คือโฆษณาเกี่ยวกับอะไร ซึ่งไม่ควรเกิน 25 ตัวอักษร
  3. ข้อความ ควรบอกรายละเอียดเกี่ยวกับโฆษณาว่าคุณจะสื่ออะไรซึ่งไม่ควรเกิน 90 ตัวอักษร
  4. ปุ่ม call to action คือปุ่มที่เมื่่อคลิกแล้วจะนำพาไปสู่อีกเว็บไซต์นึงซึ่งเราสามารถกำหนดได้ว่าจะเป็นaction ไหนเช่น “Buy now” “subscribe” “contact us”
  5. คำอธิบายลิงก์ ไว้สำหรับบอกที่อยู่ของลิงก์ และคำอธิบายของเนื้อหาในลิงก์นั้

โดยที่จะมีหน้าสำหรับการใส่ที่อยู่URL ,ชื่อที่เราแสดง URL และหัวข้อเรื่อง รวมถึง รายละเอียดการจ่ายเงินให้เขียนให้ครบถ้วน

นอกจากนี้เราสามารถดูมุมมองการใช้งานในอุปกรณ์ต่างๆได้เช่น ในจอเดสก์ท้อป จอสมาร์ทโฟน รวมถึง ในหน้าแรกของโปรแกรม Instagram

5.ทำความเข้าใจกับรายงานผลโฆษณาในเฟสบุ๊ค

เลือกเฉพาะผลที่เราสามารถวัดได้ เช่นจำนวนลูกค้าเข้ามาเท่าไหร่ จำนวนการคลิ้ก รวมถึงรายละเอียดของลูกค้าเราว่าเค้ามีเพศอะไร อายุเท่าไหร่ อยู่ที่ไหน ใช้อุปกรณ์ใดในการเข้าดู

จบไปแล้วนะคะกับ ขั้นตอนการใช้ Facebook Advertising ไม่ยากเลยใช่ไหมคะลองไปทำกันดูแล้วมาบอก Plusible ได้นะคะ

cr.Headway capital infographic

อำนาจบนโลก Social สิ่งสำคัญที่นักการตลาด Social Media ไม่ควรมองข้าม

ที่มา : The Importance of Social Authority in Social Media Marketing 

AUTHORITY

 

นักการตลาดและผู้เชี่ยวชาญหลายๆคนให้ความสำคัญกับขั้นตอนต่างๆในการทำการตลาดบน Social  Media  แต่การทำการตลาดบนช่องทาง Social Media ไม่ได้การันตีว่าจะประสบความสำเร็จในทุกๆธุรกิจ ทุกคนมีเพจบน Facebook และเจ้าของธุรกิจที่พร้อมจะทุ่มงบโฆษณา เช่นเดียวกันกับในช่องทาง Twitter LinkedIn  MySpace และ ทุกๆคน Social Mediaที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่บริษัทที่ประสบความสำเร็จในการทำการตลาดดังกล่างนั้นมีเพียงไม่กี่ราย

บริษัทที่ประสบความสำเร็จเข้าใจในสิ่งสำคัญ โดยที่ธุรกิจอีกกว่า 90% ไม่เข้าใจ  สิ่งนั้นคือ “อำนาจบนโลก Social Media ” ที่มีความสำคัญมากกว่าแค่การนำเสนอผ่าน Social Media  บริษัทที่ไม่ประสบความสำเร็จมักใช้เงินทางการตลาดที่สูงปรี๊ด!  และรวมถึงชั่วโมงการทำงานบนอินเทอร์เน็ตที่บริษัทที่ไม่ประสบความสำเร็จได้ทุ่มเทมากเกินไป เพื่อสร้างอำนาจทาง Social

อำนาจบนโลก Social Media คืออะไร

การมีอำนาจในโลกก social media อาจเหมือนกับการที่จริงจังกับกิจกรรมบน social media  การมีอำาจในsocial media authority หมายถึงคนทั่วไปมองคุณว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมของคุณเอง สิ่งที่คุณพูดจะถูกติดตามโดย” tastemakers” และ “the king makers” ผู้ซึ่งต้องการรักษาความสัมพันธ์กับฐานลูกค้าซึ่งมีมากพอที่จะทำให้คุณอยู่รอกในธุรกิจ สรุปได้ว่ายิ่งคุณมีอำนาจทาง Social Media มากเท่าไหร่ คุณจะลดความทุ่มเทในทำการตลาดบน Social Media น้อยลงเท่านั้น

ทำอย่างไรเราถึงจะมีอำนาจบน Social Media

ธุรกิจขนาดเล็กทั้งหลายควรให้ความสำคัญในการเพิ่มอำนาจบน Social Media ในแบรนด์ที่ตนเองเกี่ยวข้องอยู่  แม้ว่าคุณจะลงโฆษณาเพื่อโปรโมทบนเฟสบุ๊ค หรือทวิตเตอร์ ในสิ่งที่เกิดขึ้นล่าสุดในอุตสาหกรรมของคุณ  แต่มันไม่ได้สร้างยอดขายได้อย่างรวดเร็วขนาดนั้น สิ่งที่คุณได้จากการสร้างอำนาจบนโลก Social Media คือความน่าเชื่อถือต่างหาก

อ่านเพิ่มเติม FREE และวิธีสร้าง Traffic เข้าเว็บไซต์ในราคาต่ำ

และอ่านฉบับหนังสือได้ที่นี่: http://mytoptier-business.com/maximum-traffic/

มีหลายวิธีที่เราจะสามารถเพิ่มอำนาจบนโลก Social Media ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดต้องใช้เวลา และค่อนข้างน่าเบื่อ ดังนั้นวิธีการใดที่ทำได้โดยอัตโนมัติ สามารถทำได้โดยไม่ดูเสแสร้งจนเกินไป

ขั้นตอนแรก คุณควรนำเสนอตัวเองผ่าน Internet อย่างสม่ำเสมอ ทุกที่ๆบริษัทปรากฏอยู่ คุณก็ต้องไปปรากฏเช่นกัน นั่นแปลว่าคุณต้องเข้าไปฝังตัวตาม Webboard หรือ ในกรุ๊ปต่างๆบน Social เพื่อนำเสนอบริษัทของคุณเอง

ขั้นตอนที่สอง คุณควรมีข้อมูลว่าตอนนี้ผู้คนกำลังค้นหาหรือ ต้องการอะไร เมื่อคุณสร้างบัญชีใน Social Media ของคุณแล้ว ลองซุ่มอ่านเนื้อหาในเว็บไซต์เฉพาะกลุ่มหลายๆเว็บไซต์ บางทีคุณอาจจะได้ต้นแบบที่จะเป็นเป้าหมายต่อไปของคุณ คุณจะเรียนรู้แนวโน้มธุรกิจ และค้นพบว่า หากต้องการค้นหาสิ่งที่ผู้คนต้องการได้จากแหล่งข้อมูลไหน หากคุณคือผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในอุตสาหกรรมนั้นแล้ว คุณสามารถนำเสนอข้อมูลใหม่ๆที่น่าสนใจได้

ขั้นตอนที่สาม ทะลุเป้าหมายด้วยการทำ Guest Post (Guest Post: คือการไปเขียนบนความใน Blog ของคนอื่น บทความนั้นจะต้องใหม่และไม่ซ้ำกับของบน Blog คุณ) และเป็นผู้นำในด้านนี้ การ Guest blogging หรือ Guest Post เป็นวิธีการที่ดีที่คุณจะสามารถเป็นแนวหน้าในบรรดาเหล่าผู้นำเทรนด์ในอุตสาหกรรมของคุณ ไม่ใช่การอ้างชื่อในบลอกตัวเองเท่านั้น การทำการตลาดบน social media ของธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากมันมีพื้นฐานมาจากบลอก และการทำ Guest Post นั้นถูกมองเป็นขั้นตอนต่อไปหลายๆอุตสาหกรรม

รายละเอียดในกลยุทธ์ข้างต้นต้องใช้เวลาและความพยายาม บางขั้นตอนอาจต้องจ้าง outsourced หรือใช้คนภายในเพื่อรับผิดชอบงานนี้ สุดท้ายนี้ จำไว้ให้ดีว่ามีหู ของผู้คน (หมายถึงอำนาจที่จะเข้าถึงใจกลุ่มผู้ฟัง) ย่อมดีว่ามีงบประมาณที่ไม่จำกัด

6 เทรนด์ มาแน่!! การตลาดผ่าน Social Media ปี 2015

มาดูกันว่าในปี 2015 เทรนด์อะไรที่มาแรงในการทำการตลาดผ่าน Social Media
เหล่า Online Retailer ควรจับตาดูเทรนด์ทั้ง  6 ข้อ นี้ให้ดี

1. Social Network เฉพาะกลุ่มมาแน่

Social Network กระแสหลัก เช่น  Facebook, Twitter และ LinkedIn กำลังถูกท้าทายจาก Social Network นอกกระแสที่กำลังมาแรงในปี 2015 ยกตัวอย่างเช่น  Ello  Social Network ไร้โฆษณา จากที่กำลังทดสอบตลาดในช่วง Beta ซึ่งได้รับความสนใจจากนักพัฒนา Social Media เป็นจำนวนมาก
ไม่ว่า Ello สร้างระบบ ecosystem ของตัวเองหรือไม่ก็ตาม มันก็สร้างจุดสนใจที่สำคัญแก่ผู้เล่นรายหลักในตลาดว่า  niche social network เช่น Snapchat และ Path เป็นสิ่งที่น่าจับตามอง
และจากหลักฐานเพิ่มเติมว่า Social Network ตามความสนใจ เช่น Foodie Social Media สำหรับคนที่รักอาหาร  และ  Fitocracy เว็บไซต์สำหรับผู้ที่สนใจในฟิตเนส  ส่วนPolyvore และ Kaboodle ซึ่งเป็น Social Network สำหรับการซื้อของผ่าน social
Foodie is a social network for food lovers.รูปภาพ : Foodie — Social Network สำหรับคนรักอาหาร

2. Google+ กำลังจะตาย

ขณะที่มีผู้เล่นในตลาดเป็นจำนวนมาก , Google+ ไม่ค่อยเป็นปัจจัยสำคัญในการทำการตลาดผ่าน Social Network  เห็นได้จากจำนวนผู้ใช้ของ Google+ ที่ลดลง

การจากไปของ Vic Gundotra หัวหอกคนสำคัญของ Google+ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ,เนื่องจากความล้มเหลวของ Google Authorship, ที่ชี้วัดว่าsocial network ได้สูญเสียความมั่นคง และ สับสนกับบทบาทที่เป็นเครื่องมือค้นหา (Search Engine) เจ้าตลาด ที่พยายามเข้ามาบุกตลาด Social Media

3. ความพยายามโฆษณาผ่าน Social Network จะมีมากขึ้น

ในทางปฏิบัติ social networkทุกตัวพุ่งความพยายามไปยังการโฆษณาซึ่งเป็นความจริงที่เห็นได้ชัดจาก Facebook, Twitter, and LinkedIn. ส่วน Pinterest Instagram และ Snapchat กำลังทดลองระบบโฆษณาอยู่

Facebook ใช้การโฆษณากลับไปยังกลุ่มเป้าหมาย ผสมผสานกับความสามารถของร้านค้าที่จะ upload ฐานข้อมูลลูกค้าผ่านฟังก์ชั่นCustom and Lookalike Audiences ซึ่งเป็นความพยายามจาก Facebook ที่จะสร้างแพลทฟอร์มเพื่อการโฆษณาให้ครบถ้วนที่สุด

Twitter’s Tailored Audiencesที่ สามารถนำเสนอเนื้อหาให้แก่ผู้ใช้ที่แสดงความสนใจของพวกเขา สะท้อนถึงการให้ความสำคัญของการโฆษณาของ Twitter

4. การทดลองขายสินค้าผ่านSocial  จะได้รับความนิยมมากขึ้น

ในปีที่ผ่านมา ทั้ง Twitter และ Facebook กำลังทดลองที่จะรวมการขายสินค้าผ่าน platforms ของพวกเขา Twitter ออกบริการ Product Cards ที่สามารถออกแบบการนำเสนอสินค้าในรูปแบบของรูปภาพ คำบรรยาย และรายละเอียดหลักของสินค้า

นอกจากนี้ Twitter และ Facebook ยังทดสอบปุ่ม Call to Action “Buy” ในปีนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า tweets และ postsที่มีปุ่ม “Buy ” สามารถสร้างการซื้อจากนักช้อปออนไลน์ได้มีประสิทธิภาพกว่า

5.การใช้ Social Media ที่เน้นรูปภาพ กำลังจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ในบทความ“Add Visuals to 2015 Social Media Marketing” ได้กล่าวไว้ว่า Social network เช่น Pinterest, Instagram, Snapchat และ Vine มีการเติบโตค่อนข้างเร็ว และจะเติบโตไปอีกในปี 2015

เนื่องจากการกรองเนื้อหาใน Facebook News Feed ซึ่งจำกัดการเข้าถึงลูกค้าของกลุ่มธุรกิจ และ แบรนด์ต่างๆ พวกเขาจึงถูกบังคับให้หาหรทางใหม่ๆที่จะนำเสนอสินค้าและบริการ ทางเลือกที่น่าสนใจคือ Instagram และ Pinterest เพราะทั้งคู่ไม่ได้ใช้ algorithm เพื่อพิจารณาเนื้อหาที่ให้ผู้ใช้เห็น

นักการตลาดใช้ Instagram เป็นเครื่องมือพื้นฐานของSocial  network. อ้างอิงจาก oneindustry report,นักการตลาดที่ใช้เวลา 40 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นใน 1 สัปดาห์ มักจะเน้นการทำการตลาดผ่าน  Instagram มากกว่าในอดีต และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะเพิ่มขึ้นกว่า 49% ในปี 2015

6. LinkedIn จะรุกเข้าไปสู่การทำการตลาดแบบ  B2B

LinkedIn ได้เป็นผู้นำของ social network ในการทำการตลาดระหว่างธุรกิจ (B2B) และกำลังจะเป็นเจ้าตลาดในปี 2015

จากบางบัญชีใน LinkedIn พบว่ากว่า 88% ของนักการตลาดแบบ  B2B ใช้LinkedIn และ Social Network ตัวนี้นำลังจะพัฒนา Platform ที่สามารถสร้างเนื้อหาในระยะยาวที่แตกต่างจาก social network อื่นๆที่ไม่มีเนื้อหาที่ดึงดูดผู้ใช้ที่เป็นธุรกิจ

 

ที่มา: http://www.practicalecommerce.com/articles/77304-6-Social-Media-Marketing-Trends-for-2015

ค้นให้เจอ !!! ปัจจัยไหนในการทำการตลาดผ่าน Social Media ที่ช่วยเพิ่มผลกำไรให้เราจริงๆ

การทำการตลาดบน Social mediaก็มีค่าใช้จ่ายเหมือนกับการตลาดในช่องทางอื่นๆ หลายๆคนที่เรียกตัวเองว่าผู้เชี่ยวชาญด้าน Social Network ชอบพูดว่ามันเป็นวิธีการที่ฟรี ! ขณะที่หลายส่วนของการทำการตลาดบน social media ไม่เก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้าแต่สิ่งที่เป็นต้นทุนคือ”เวลา”นั่นเอง และ ต้นทุนของเวลาก็คือ “เงิน” ดังนั้น มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะเก่งในเรื่องการทำการตลาดบน Social Media หรือไม่ สิ่งที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นต่างหาก.

เพื่อทดลองและตัดสินใจผลตอบแทนของการลงทุนในที่แท้จริงของธุรกิจ คุณต้องเข้าใจเป้าหมายของธุรกิจของคุณ  มันเป็นสิ่งสำคัญเมื่อคุณจะสร้างเป้าหมายในการทำการตลาด social ว่าคุณต้องการที่จะบรรลุอะไร อย่างเฉพาะเจาะจง โดยมองทั้งในภาพรวม และสามารถบรรลุเป้าหายในแต่ละแคมเปญบน Social media

มีปัจจัยที่หลากหลายในการวัดผลที่ Social Media

social

 

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป้าหมายของคุณสอดคล้องกับตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินผล

อย่าประมาทกับเป้าหมายของ มันเป็นสิ่งสำคัญกับการเชื่อมโยงระว่างเป้าหมายกับสิ่งที่คุณสามารถวัดได้ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการวัดผลอะไรก็ตามที่จะสร้างยอดขายจากแคมเปญนั้นๆ คุณจะรู้ได้ทันทีว่าคุณต้องดูตัวเลขในส่วนไหน   ปัจจับที่คุณจะพิจารณา คือ ยอดขายมาจากไหน กิจกรรมใดที่ทำแล้วเกิดยอดขายและไม่เกิดยอดขาย สิ่งนี้เองทำให้เห็ยว่าปัจจัยใดสำคัญกับธุรกิจของคุณจริงๆ

ตรวจดูลำดับความสำคัญของทุกการทำการตลาดใหม่ผ่าน Social Media

นอกจากรู้ว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ยอดขาย แล้ว เราควรลำดับความสำคัญของแต่ละปัจจัยด้วย เช่น คุณต้องการที่จะเพิ่มผู้รับข่าวสารรายใหม่ (Newsletter Subscriber ) และวางแผนไว้ว่าจะทำ ปัจจัยแรกที่ควรตรวจสอบคือ จำนวนผู้ขอรับข่าวสาร ณ ปัจจุบัน การวัดจำนวนผู้ขอรับข่าวสารมีจำนวนเท่าใดในแต่ละวัน แต่ละอาทิตย์ และแต่ละเดือน เพื่อจะบรรลุแผน 90 วันได้ แล้วการโฆษณาทาง Facebook ของคุณสามารถเพิ่มตัวเลขเหล่านี้ได้ไหม  คุณจะสามารถเพิ่มยอดผู้ติดตามข่าวสารโดยที่ไม่โฆษณาได้เท่าไร

รู้ให้แน่ ทำไมกำไรถึงขึ้น หรือลง

เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มันจะลดต้นทุนและทำให้กำไรคุณ “ดู” เพิ่มมากขึ้นเพราะกระแสเงินสดของคุณจะดูง่ายขึ้น และ ยอดเงินในบัญชีของคุณก็จะดูสูงขึ้น แต่ความจริงก็คือ กำไรไม่ได้เพิ่มขึ้นหรอก… แต่คุณลดต้นทุนต่างหาก ลองให้ความสนใจไปกับกิจกรรมที่คุณอาจไม่รู้ว่ามันเพิ่ม หรือ ลดต้นทุนรายเดือนให้ของกิจาร เมื่อทำแบบนี้แล้วคุณก็จะรู้ได้ว่า กำไรของคุณขึ้นหรือลง เพราะอะไรกันแน่ การเพิ่มกำไรจากการลดต้นทุนไม่ใช่สิ่งเลวร้ายหรอก มันเป็นเรื่องที่ดี แต่ในขณะที่คุณลดต้นทุน คุณไม่ควรลดกิจกรรมทางการตลาดบน Social  Media ตามนะ

ตรวจสอบตัวชี้วัดด้วยข้อสันนิษฐานขั้นต้น

ปัจจัยสำคัญที่คุณควรวัดผลอยู่เสมอคือ ค่า likes  shares  comments  click-through rates  และ conversions.เพราะมันคือค่าเป็นตัวชี้วัดของทีมการตลาด  หากมีตัวใดที่ดี ในขณะที่ปัจจัยอื่นไม่ดี  มันจะทำให้คุณเกิดความคิดที่จะวางแผนเลือกชนิดของโฆษณาของแคมเปญการตลาดใน social media

เข้าใจหลุมพรางของผลตอบแทนจากการลงทุน ปจจัยทั้งมหดที่มีผลในแต่ละแคมเปญการตลาดผ่าน Social media  ต้นทุนเท่าไหร่ เวลาและแรงที่ต้องทุ่มเทไป สิ่งเหล่านี้คุ้มค่าหรือไม่ การวัดผลอย่างสม่ำเสมอจะเป็นเครื่องมือนำทางคุณได้เป็นอย่างดี

 

ที่มาบทความ : https://website-designs.com/online-marketing/effectively-measuring-your-social-marketing-to-determine-real-business-roi/

5 เคล็ดลับเพิ่มยอด Views ในNews Feed ของ Facebook

5 เคล็ดลับเพิ่มยอด Views ในNews Feed ของ Facebook

Facebookได้มีการปรับปรุงเกี่ยวกับหน้าแรก (News feed)   เพื่อลดจำนวนโพสที่เป็นสแปม(Spam) ที่มาจากเพจต่างๆ  ซึ่งโพสเหล่านี้มักจะมีอยู่สามประเภท คือโพสเรียกไลค์ โพสที่มีการโพสเนื้อหาซ้ำๆ และ ลิ้งค์ที่มีลักษณะเป็นspam

  • โพสเรียกไลค์  โพสที่เรียกร้องอย่างโจ่งแจ้งให้ผู้อ่าน กดไลค์ คอมเมนท์ หรือ แชร์เนื้อหาเพื่อการกระจายของเนื้อหามากกว่าเดิม
fbpost1

                  Facebook ได้เปลี่ยนแปลง News Feed เพื่อลดการปรากฏของเพจที่มีเนื้อหาเป็นสแปม

  • โพสที่มีการเผยแพร่บ่อยจนเกินไป(โพสซ้ำๆ)  ลักษณะของโพสประเภทนี้จะมาในรูปแบบของรูปภาพ และ วีดีโอซึ่งมักถูกอัพโหลดไปยัง Facbook ค่อนข้างถี่   ในของทาง Social Network นั้นผู้อ่านจะพบว่ากรณีการโพสซ้ำๆดังกล่าวเป็นเนื้อหาที่ไม่มีความเกี่ยวเนื่องกัน และเพจที่โพสข้อความเหล่านั้นมักถูกลูกค้า ต่อว่าอีกด้วย
  • ลิ้งค์ที่มีลักษณะเป็นก่อกวน(Spam)
    Facebook รายงานว่าเรื่องราวบางเรื่องบน News Feed ใช้ภาษาไม่ถูกต้อง หรือ รูปแบบที่หลอกลวงผู้คนให้คิดถึงเนื้อหาเหล่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงไม่ใช่  เทคนิคเนื้อหาที่ใช้เหยื่อล่อ (bait-and-switch)  ดังกล่าวนี้ทาง Facebook กำลังพยายามค้นหา และ ลดจำนวนลง

   5 เคล็ดลับเพิ่มคุณภาพคอนเทนต์ในบน Facebook

ในช่วงเวลาไม่กี่เดือนข้างหน้า เราจะเห็นธุรกิจที่โพสข้อความหรือคอนเทนต์ในลักษณะสแปมน้อยลง อย่างไรก็ตาม เพจที่ไม่ได้นำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้เลยก็ไม่ควรได้รับผลกระทบใดๆ

เนื่องจากการเชื่อมโยงของเรื่องราวที่มีจากเพจมีผู้อ่านลดลง คุให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงในรอบสุดท้าย และ เน้นเผยแพร่เนื้อหาที่ตรงประเด็นและมีคุณภาพ

เคล็ดลับ 5 ข้อต่อไปนี้ช่วยได้
  • เน้นเนื้อหาที่ตรงประเด็น    มุ่งเน้นการโพสคอนเทนต์ที่ตรงประเด็น และ ตรงความต้องการของกลุ่มผู้อ่านเป้าหมาย Facebookกล่าวว่า สำหรับการถกเถียงกันเกี่ยวกับเนื้อหาของคอนเทนต์ที่เราโพสนั้นไม่เป็นไร แต่หลีกเลี่ยงการเรียกไลค์หรือแชร์เพื่อเพิ่มการกระจายของข้อมูล  
  • สิ่งสำคัญที่จะทำให้ได้เนื้อหาที่ตรงประเด็นหรือโดนใจผู้อ่านเป้าหมายนั้น คุณต้องรู้จักพวหเขาเสียก่อน    Facebook Insights เป็นเครื่องมือที่ให้ข้อมูลที่เพียงพอสำหรับกลุ่มผู้อ่านเป้าหมาย ทั้งในเรื่องประชากรศาสตร์ ความสนใจ และโพสที่ได้รับความนิยม ในแง่ของ Like Comment Share และการเข้าถึงผู้ฟังแบบปากต่อปาก (Viral) เมื่อคุณรู้ว่าผู้อ่านเป้าหมายเป็นใคร  ชอบอ่านโพสแบบไหน คุณก็สามารถสร้างเนื้อหาที่ตรงประเด็นได้ไม่ยาก
  • ใช้คอนเทนต์ต้นฉบับ การพัฒนากลยุทธ์ในเรื่องของการเผยแพร่เนื้อหาโดยใช้ในรูปแบบคอนเทนต์ต้นฉบับ อย่าคัดลอกเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลอื่นๆบน Facebookในขณะที่การแชร์โพสจากเพจอื่นๆเป็นที่ยอมรับ มันคงที่กว่าถ้าเราหาแรงบันดาลใจจากแหล่ง้อมูลอื่นทางอินเทอร์เน็ต เช่น เว็บไซต์รวบรวมคอนเทนต์ต่างๆ อย่าง Mention or Feedly คอนเทนต์ที่เป็นกระแสสังคมจาก Pinterest หรือ Youtube หรือ คำคมสร้างแรงบันดาลใจจาก Brainy Quote และ Quotelicious  อย่างไรก็ตาม การสร้างคอนเทนต์ต้นฉบับมักถูกใช้ในรูปแบบ เช่น บล๊อคที่มีเนื้อหาที่เชื่อมโยงกัน วิดีโอ How-to  รูปที่แสดงถึงตัวผลิตภัณฑ์ของคุณ และอื่นๆอีกมากมาย
  • เชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลที่ถูกกฏหมาย  อย่าหลอกล่อให้ผู้เยี่ยมชมเข้าไปเว็บไซต์ของคุณโดยการใช้เทคนิตล่อเหยื่อ (bait-and-switch) ที่สื่อสารอย่างหนึ่ง แต่แท้จริงแล้วมีเนื้อหาอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ตรงกัน ซึ่งมักจะส่งผลในแง่ลบต่อช่องทางการสื่อสารบน News Feed และ ที่แย่กว่านั้นคือทำลายความน่าเชื่อถือของผู้อ่านอีกด้วย
  • เพิ้่มความน่าสนใจด้วยรูปภาพที่โดดเด่น และชัดเจน การใช้รูปภาพประกอบข้อความเพื่อโพสลงใน Social Media เป็นสิ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและด้วยเหตุผลดีๆที่ว่าผู้บริโภคมักสนใจโพสที่มีรูปภาพประกอบมากกว่าโพสที่ไม่มี
     Shutterstock blog มีคำแนะนำดีๆมากมายเกี่ยวกับการเลือกรูปภาพ  มีเทคนิคที่ว่าการเลือกรูปภาพที่เรียบง่าย และโดดเด่นจะมีผลต่อผู้อ่านมากกว่ารูปภาพธรรมดา นอกจากนี้รูปภาพเ้นไปยังส่วนเดียว มากกว่ารูปภาพที่ดูวุ่นวาย Shutterstockแนะนำเพิ่มเติมอีกว่าเพจควรถ่ายทอดเนื้อหาในแง่บวก สร้างความประทับใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักโฆษณาใช้มานานกว่าสิบปี
    การเล่ารื่องของโฆษณา จะเป็นการดีมากหากเราใช้รูปภาพที่ดึงดูดสายตาผ่านโฆษณาทาง Facebook โดยเฉพาะโฆษณาที่ปรากฏบน News Feed เพราะว่ารูปภาพเหล่านั้นจะสร้างความสนใจ และเพิ่มความผูกพันกับเนื้อหา
  • ใช้เครื่องมือ Custom Audiences ในFacebook Custom Audiences คือรูปแบบของการทำโฆษณาบน Facebookที่ออกแบบมาเพื่อช่วยธุรกิจเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่มีต่อลูกค้าปัจจุบัน และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้แข้มแข็งมากขึ้น และสร้างข้อเสนอในการพุ่งเป้าหมายไปกลุ่มลูกค้าที่ตรงกลุ่มมากขึ้น ทางผู้เขียนได้อธบายรายละเอียดในหัวข้อนี้ผ่านบทความ “Creating Facebook Ads Using Custom Audiences.”

เคล็ดลับ5ข้อนี้จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะมาในรูปแบบของ การเปลี่ยนแปลงผลในหน้าNews Feed และเพิ่มความมั่นใจว่าข้อความของคุณไม่เพียงจะเข้าถึงคนหมู่มาก แต่ยังเข้าถึงกลุ่มผู้ที่สนใจในผลิตภัณฑ์และบริการของคุณอีกด้วย

Source :http://www.practicalecommerce.com/articles/66890-5-Tips-to-Increase-Facebook-News-Feed-Views

(5 Tips to Increase Facebook News Feed ViewsAPRIL 17, 2014 • )

 

Netnography : เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนไป การวิจัยการตลาดต้องเปลี่ยนตาม

Netnography : เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนไป การวิจัยการตลาดต้องเปลี่ยนตาม

netno

ความท้าทายอย่างหนึ่งในอาชีพนักการตลาดคือ “ ความเปลี่ยนแปลง ” ทั้งในแง่ของสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และส่งผลให้ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย และการเปลี่ยนแปลงในระยะหลังที่เห็นได้ชัดเจนคือ พฤติกรรมของผู้บริโภคบนออนไลน์ เถียงไม่ได้เลยว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ และแทบจะประสานเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตของเราอยู่แล้ว และหนึ่งในเทคโนโลยีนั้นได้แก่ ชุมชนออนไลน์ หรือ Social Network นั่นเอง การเข้ามาของ Social Network ทำให้คนเรากล้าแสดงความรู้สึกนึกคิดกันมากขึ้น และในระดับที่รุนแรงขึ้น คำถามคือ นักการตลาดจะใช้ประโยชน์อะไร จากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

Netnography คือวิธีการวิจัยทางการตลาดรูปแบบหนึ่ง ที่พัฒนามาจากวิธี Ethnographyที่เราทำกันในโลก Offline คือ การสังเกตจากสถานที่จริง เพื่อเข้าใจถึงปัจจัยเชิงวัฒนธรรมที่มีผลต่อพฤติกรรมมนุษย์  แตกต่างกันที่ Netnography ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลในการทำวิจัยแทน  โดยจะใช้ข้อมูลจาก Web 2.0 เช่น เวบบอร์ด หรือกระทู้ต่างๆ  และ Social Network

Netnography จึงเป็นวิธีการวิจัยที่เหมาะสมในการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภค (collective consumers) บนอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้บริโภคมารวมกัน ทำกิจกรรมเพื่อตอบสนองเป้าหมายชีวิตของตัวเอง หรือของสังคมหรือกลุ่ม (Pongsakornrungsilp and Schroeder, 2009). ดังนั้น Netnography จึงเป็นวิธีการเก็บรวมรวมข้อมูลที่สามารถรวบรวมข้อมูลจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในการวิจัย รวมถึงวิธีการที่เป็นธรรมชาติในการเก็บรวมรวมข้อมูล

 

 

Online Monitoring Tool ตัวช่วยสำคัญในการทำ Netnography

ความเจ๋งของการที่เราอยู่ในยุคอินเทอร์เน็ตคือ เราสามารถค้นหาอะไร เมื่อไหร่ก็ได้ ทุกทีทีุกเวลาเพียงแค่คุณมีอินเทอร์เน็ต และผู้บริโภคทุกวันนี้นอกจากจะใช้อินเทอร์เน็ตในการหาข้อมูลสินค้าแล้ว ยังใช้ในการบอกเล่าเรื่องราว และแบ่งปันประสบการณ์ที่ตนได้ไปใช้สินค้า และบริการอีกด้วย ซึ่งตรงจุดนี้เองที่เป็น Feedback จากลูกค้า ว่ารู้สึก หรือคิดเห็นอย่างไรกับแบรนด์ของเรา

ข้อมูลบนโลกอินเทอร์เน็ตมีมากมาย แต่จะทำยังไงให้เรารู้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการวิจัย  หรือข้อมูลสินค้าของเรา  หรือกลุ่มลูกค้าเราจะมาอยู่รวมกันได้อย่างไร  วันนี้แอดมินเลยอยากจะแนะนำบริการที่เรียกว่า “Online Monitoring Tool” ที่จะเป็นตัวช่วยให้นักการตลาด หรือแบรนด์ ได้เข้าใจถึงสิ่งที่ลูกค้ากำลังพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นในแง่ ฺการใช้งาน ความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์ หรือแม้พฤติกรรมในการซื้อสินค้านั้น  โดยผ่านช่องทางทั้งจาก Social Network และ Web 2.0 เป็นต้น

zocialinc logo   eye

ตัวอย่าง Online Monitoring Tool ในบ้านเรา เช่น บริษัทZocial inc.  ที่ทำเครื่องมือที่ชื่อว่่า ZocialEye ออกมา หลักการทำงานของ เจ้าเครื่องมือประเภทนี้คือ การดึงคำจาก  Big Data มาผ่าน Keyword ที่กำหนด จากนั้นระบบจะนำมารวบรวมในแต่ละ Keyword และแสดงผล และความพิเศษของเครื่องมือจำพวกนี้คือ  เราสามารถดูได้ทั้งในเชิงปริมาณ เช่น Share of Voice ของแบรนด์ในโลกออนไลน์ เป็นเท่าไหร่ ซึ่งเป็นการมองในภาพรวม  และ ในเชิงคุณภาพ ว่าผู้บริโภคแต่ละคน แต่ละ User พูดถึงแบรนด์เราว่าอะไรบ้าง  มีคำด่า คำชมอย่างไร นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดค่าของอารมณ์ในข้อความนั้นๆ หรือที่เรียกว่า Sentiment ได้อีกด้วย

ใครสนใจเครื่องมือนี้ก็ลองไปดูกันได้ที่ Website http://zocialeye.com/

 เราคงเถียงไม่ได้ว่าอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะ Social network เข้ามามีบทบาทกับพฤติกรรมคนเราอย่างมาก เราเริ่มแบ่งปันประสบการณ์ผ่านออนไลน์กันมากขึ้น  ทักษะสำคัญที่นักการตลาดพึงมีคือการปรับตัว ลองถามตัวคุณเอง ว่าคุณฟังผู้บริโภคแค่Offline ด้านเดียวหรือเปล่า

Source:http://siwarit.blogspot.com/2009/11/netnography.html

http://zocialeye.com/

เคล็ดไม่ลับ โพสท์ช่วงเวลาไหนให้ถูกจริตชาว Social Network

overview

วันนี้แอดมินไปเจอเรื่องน่าสนใจ ใน slide share เลยเอามาฝากกัน เนื้อหาเกี่ยวกับการทำ Content marketing และPeak Time ในแต่ละ Social Network

เป็นที่รู้กันดีว่า “ช่วงเวลา” เป็นสิ่งสำคัญในการทำ Content Marketing แบบสำรวจวันนี้นำเสนอเนื้อหาที่น่าสนใจมาก เกี่ยวกับการหาช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะโพสลง Social Network ในแต่ละตัว เพราะพฤติกรรมของคนในแต่ละSocial Network ก็ไม่เหมือนกัน

โพส์บน twitter ตอนไหนดี

ช่วงวันที่โพสท์สูงสุดในTwitter คือ วันพฤหัสบดี และลดลงอย่างมากในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์  สำหรับช่วงเวลาส่วนใหญ่ที่ Tweet กันคือ เวลาทำงาน 9โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น  ในวันธรรมดา  โดยมีช่วงเวลาที่ Tweet สูงสุดในช่วงเที่ยง ถึงบ่ายโมง

TW1TW2

ทำcontent marketingตอนไหนดี

วันที่แบรนด์โพสบทความมากที่สุด เรียงตามลำดับดังนี้

1. วันอังคาร และวันพุธ: 18% (อันดับหนึ่งเท่ากัน)
3.วันพฤหัสบดี:17.9%
4. วันจันทร์:17.2%
5. วันศุกร์:15.9%
6.วันอาทิตย์  6.8%
7.วันเสาร์ 6.3%

จะเห็นได้ว่า แบรนด์ส่วนใหญ่จะโพสบทความในช่วง วันธรรมดา คิดเป็น 87%  และช่วงเวลาก็เช่นเดียวกัน แบรนด์มักโพสในช่วงเวลาทำงาน ตั้งแต่ 9.00-18.00  โดยช่วงที่โพสบลอกสูงสุดคือช่วงก่อนเที่ยง  (11.00-12.00  คิดเป็น 8.63%)

แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ วันและเวลาที่เหมาะสม ในการโพสบทความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับพฤติกรรมที่แบรนด์ทำอยู่

จากการสำรวจพบว่าวันที่เหมาะสมในการโพสบทความคือ  “ช่วงวันหยุด ” สีงเกตได้จากรูป จะเห็นได้ว่า ช่วงวันหยุด แม้ว่าจะจำนวนโพสน้อย แต่จำนวนครั้งในการบอกต่อ หรือการแชร์นั้นสูงกว่าวันธรรมดาซะอีก  และช่วงเวลาก็เช่นเดียวกัน  ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือช่วงเวบาที่คนจะพักผ่อน มักเป็นช่วงเวลาหลังเลิกงานหรือในช่วงก่อนนอนที่คนกลับถึงบ้านแล้ว โดยเวลาที่มียอดแชร์บทความสูงสุดคือ ช่วง21.00-00.00  และช่วงพีครองลงมาคือ 16.00-18.00,19.00-20.00 และ 01.00-02.00 (ซึ่งเป็นคนละโลกกับการที่แบรนด์โพสเลย!!)

ct1 ct2 ct3 ct4

โพสบน Instragramตอนไหนดี

แบรนด์โพสvideo โดยกระจายแบบธรรมดา (ดูกราฟลักษณะ เหมือน Normal Curve ในสถิติ) โดยจะโพสสูงที่สุดในช่วง บ่าย (14.00-15.00)
ซึ่งเป็นในลักษณะเดียวกับการโพสรูปภาพ โดยจะอยู่ในช่วงระหว่างวัน ช่วงเวลาที่มีโพสสูงสุดกว่า 1800 รูปคือ 14.00-15.00

แต่จริงๆแล้วช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่คุณควรโพส Video คือ ช่วงเวลาหลังเลิกงาน (17.00-8.00)  ดูเหมือนว่าในช่วงเวลาทำงานคนจะนิยมดูรูปภาพมากกว่า Video ส่วนในประเภทของรูปภาพ คุณสามารถโพสเมื่อไหร่ก็ได้ จากสถิติพบว่าค่าInteraction ในแต่ละช่วงเวลาของการโพสรูปภาพค่อนข้างใกล้เคียงกัน

ในแง่ของวันที่โพส  แม้จำนวนโพสจะมากในช่วงวันพฤหัสบดี แต่พบว่าประสิทธิภาพไม่ได้ขึ้นกับวันที่โพส แต่ ประสิทธิภาพที่ค่อนข้างสูง(ค่า Interaction ค่อนข้างสูง) คือ วันจันทร์

ig1 ig2

ig3

ig4 ig5

ส่ง Email ตอนไหนดี

ทางแบรนด์เองมักส่งอีเมลกันในวันธรรมดา โดยวันพฤหัสเป็นวันที่มีการส่งอีเมลกันสูงที่สุด (กว่า18.8%)และจำนวนการส่งอีเมลจะลดลงอย่างมากในวันหยุด เสาร์อาทิตย์
สำหรับช่วงเวลาที่แบรนด์ส่งอีเมลหาลูกค้าสูงสุดคือในช่วงเวลาพัก 12.00-13.00  โดยมีการส่งอีเมลคิดเป็น 10% ของการส่งทั้งวัน และส่งเป็นจำนวนมากอีกครั้งในช่วง 16.00-17.00 คิดเป็นประมาณ 5% ของจำนวนอีเมลล์ที่ส่งทั้งวัน

คนส่วนใหญ่จะอ่านอีเมลในชวงวันธรรมดา  โดนเฉพาะวันพุธและพฤหัสที่มีค่าเปิดอ่านอีเมลสูงที่สุด และช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการส่งอีเมลล์คือช่วง 14.00-17.00 เพราะคนจะเริ่ม Check อีเมลล์กันเยอะในช่วงบ่าย

em1 em2 em3 em4

โพสท์บน Facebook ตอนไหนดี

fbb1 fbb2

แม้จำนวนโพสท์ในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์จะน้อยกว่าในช่วงเวลาทำงาน  แต่จำนวนของการโต้ตอบ ในช่วงเสาร์อาทิตย์กลับมากกว่าช่วงวันทำงานเสียอีก  และในช่วงวันอาทิตย์มีค่าInteraction  หรือค่า Engagement ต่อโพส อยู่ที่ 2.72

สำหรับช่วงเวลาโพสที่ดีที่สุดจะอยู่ในช่วงดึกๆ  ตั้งแต่หลังสามทุ่มไปถึงช่วงตีหนึ่งนั่นเอง  โดยช่วงเวลาโพสที่มีค่า Engagement สูงสุดจะอยู่ในช่วง เที่ยงคืนถึงตีหนึ่ง  ซึ่งมีค่าInteraction สูงถึง 2.76 Interactions ต่อโพสท์

สรุปในภาพรวม ตามปกติแล้วคนส่วนใหญ่จะโพสท์ข้อความในช่วงวันธรรมดา วันและช่วงเวลาที่มีการโพสท์ข้อมูลมากที่สุดจะอยู่ที่วันพฤหัสบดี ในช่วงเวลาทำงาน โดยเฉพาเวลาทำงาน ซึ่่งมีปริมาณโพสท์สูงสุดในช่วงพักกลางวัน

ดังนั้นคุณควรพยายามโพสในช่วงเย็น และในช่วงวันหยุด เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนที่กำลังมีเล่น Social Network อยู่ แต่ยกเว้นอีเมลที่คนส่วนใหญ่จะเช็คอีเมลในช่วงวันธรรมดา และดูสรุปว่าแต่ละ Social Network ไหนมีช่วงพีค ในวันและเวลาอะไรตามตารางข้างล่างได้เลย

conclu1

หวังว่าข้อมูลเหล่านี้คงจะเป็นประโยชน์กับคนทำ Content หรือนักการตลาดทุกคน  เพราะการเข้าถึงผู้อ่าน หรือผู้บริโภคได้  “ถูกที่” และ  “ถูกเวลา” ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำการตลาด

Source :www.slideshare.net/fullscreen/TrackMaven/when-to-postslidesharepdf/3

คำแนะนำในการรับ-แชร์ข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์

สถานการณ์แบบนี้ ข่าว ทีวี ถูกลดบทบาทลงไปอย่างมาก ออนไลน์และ Social Media ได้กลายเป็นช่องทางหลักในการรีบข้อมูลข่าวสารของหลายๆ คนไปแล้ว เพราะคือช่องทางเดียวที่ยังคงรับได้ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Line เป็นต้น

ด้วยการที่ข้อมูลในโลกออนไลน์ถูกบิดเบือนได้ง่าย และมีหลายๆ ครั้งที่ข้อมูลส่งต่อๆ กันมาเป็นข้อมูลที่ผิด เราเองในฐานะผู้รับสาร และอาจจะเป็น “ผู้ส่งสาร” ต้องระมัดระวังอย่างมากเพราะข่าวสารที่คุณรับมาอาจจะ

– เป็นข้อมูลที่ไม่จริง หรือถูกบิดเบือน
– เป็นข้อมูลที่เกิดมานานแล้ว หรือไม่ทันต่อเหตุการณ์
– ข้อมูลที่มีความจริงเพียงส่วนเดียว ไม่พูดถึงทั้งหมด

เช็กให้ดีก่อนแชร์ เราควรเช็กยังไง
– เป็นข้อมูลที่มีการอ้างอิงถึงแหล่งที่มา หรือต้นสังกัดจริงๆ ลองตามกลับไปดูเว็บไซต์หรือ social media ของแหล่งข้อมูล
– เช็กข้อมุลให้ดีก่อน ว่าเป็นข่าวหรือข้อมูลเก่าหรือเปล่า หากเป็นภาพ ลองเอาภาพนั้นค้นหาใน google image ดู
– หากไม่มั่นใจ อย่าแชร์ โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นไปในทางเชิงลบ เพราะคุณอาจมีส่วนร่วมในการเผยแพร่นั่นๆ

ดังนั้นก่อนจะแชร์อะไร จงระมัดระวังให้ดีก่อนนะครับ

ภาวุธ ป้อม พงษ์วิทยภานุ

Social Media Tips สั้นๆจากกูรูชื่อดังอย่าง Guy Kawasaki

วันนี้มีทิปส์ในการทำ Social Media ดีๆ มาฝากจาก Guy Kawasaki กูรูการตลาดชื่อดังระดับโลกครับ

1.เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อวาน
เมื่อคุณคิดจะสร้างธุรกิจ หรือ ออก Product ใหม่ ทางกูรูชื่อดังแนะนำว่า ควรที่จะโปรโมทสินค้านั้นๆพร้อมกับการพัฒนาสินค้านั้นๆเลย โดยไม่จำเป็นต้องทำขั้นตอนตามตำราหนังสือที่เราเรียนกันมา ซึ่งเค้ากล่าวไว้ว่า โลกทุกวันนี้เป็นเหมือนเส้นขนาน คุณควรจะคิดที่จะสร้าง Social Media platform ตั้งแต่วันแรกที่คุณตัดสินใจจะขายสินค้าเหล่านั้นเลย

2.แบ่งการใช้งาน Social Network ให้เหมาะสม
Guy Kawasaki แนะนำให้ใช้ Social Media ต่างๆเพื่อจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน โดยเขาได้แบ่งออกเป็น 5 platform คือ

– Facebook >> People
ใช้สำหรับในการสื่อสารกับผู้คนรอบข้างที่เรามี Connection อยู่แล้วเป็นหลัก
– Twitter >> Perceptions
ใช้ในการสร้างชื่อเสียง รวมถึง ทำให้คนรู้จักเรามากยิ่งขึ้น
– Google + >> Passions
ใช้ในการแชร์ passion กับคนที่มีความมุ่งมั่น ปรารถนาในสิ่งเดียวกับตัวเรา
– Pinterest >> Pinning
ใช้ในการค้นหาไอเดียในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ รวมถึง ภาพสวยๆรอบตัวเรา
– Linkedin >> Pimping
ใช้ในการเป็น influencer ให้กับคนอื่นๆ รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ในความเป็น Professional ของเรา

3.ทำโปรไฟล์ให้น่าสนใจ
หลังจากที่เราได้ศึกษาและแบ่งช่องทางในการสื่อสารของเราแล้ว เราควรพัฒนา โปรไฟล์ของเราให้ดูน่าเชื่อถือ และ น่าสนใจต่อผู้มาอ่าน รวมทั้งรูปโปรไฟล์นั้นควรที่จะเป็นรูปของเรา เพื่อสร้างความจริงใจในการสื่อสารผ่าน Social Media

4.พยายาม link สู่สิ่งที่น่าสนใจ
พยายามโพสต์สิ่งที่ทำให้ ผลิตภัณฑ์ของเรา ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เช่น ร้านอาหาร อาจจะโพสต์ recipe หรือ ประโยชน์ของสารอาหารชนิดนี้ แทนที่จะเน้น ขายของเช่น Gift Voucher หรือ โปรโมชัน ต่างๆเป็นต้น เพื่อสร้างความน่าสนใจให้คนมาดูเพจของคุณ

5.เลียนแบบ
เนื้อหาที่อยู่ใน Social Media ควรที่จะเป็นเรื่องที่อยู่ในกระแส ลองสังเกตง่ายๆว่า คนส่วนใหญ่กำลังสนใจอะไร หรือ มีการโพสต์อะไร ในช่วงเวลานั้น แล้วก็โพสต์ตาม เพราะ จะสามารถดึงความสนใจจากผู้อ่านได้ง่าย โดยหากเป็นข้อมูลที่มีแหล่งที่มา ก็ควรจะให้เครดิตนั้นด้วย

6.Social Media ไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัว
ทางนักการตลาดไม่ควรที่จะโพสต์เกี่ยวกับเนื้อหาของตัวเอง หรือ ผลิตภัณฑ์ของตัวเองมากเกินไป ควรเน้นที่ผู้อ่านจะได้ประโยชน์อะไรจากโพสต์นี้มากกว่า ซึ่งสัดส่วนที่เหมาะสม Kawasaki แนะนำว่า อาจจะเป็น เรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนอื่น 95% และ เกี่ยวข้องกับตัวเอง 5% ไม่ใช่ 50:50

7.ทำในทางที่สร้างสรรค์ หรือ เงียบไปเลย
ควรหลีกเลี่ยง การโพสต์หรือคอมเม้นในเชิงลบ เด็ดขาด ! ถ้าไม่สามารถที่จะสื่อสารในทางบวก การเงียบต่อโพสต์จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะ ข้อมูลเหล่านั้นจะติดตัวธุรกิจและบริษัทไปตลอด

8.ตอบ !
สิ่งหนึ่งที่แบรนด์ใหญ่มักจะผิดพลาดอยู่เสมอ ก็คือ การพยายามโพสต์เนื้อหาที่น่าสนใจ แล้วจากไปในบทสนทนา

9.มีรูปภาพในโพสต์
ในทุกโพสต์บน Social Media นั้นควรจะมีภาพที่น่าสนใจรวมอยู่ในนั้นด้วย เพื่อเป็นการดึงดูดผู้อ่านผ่านทางสายตา

10.โพสต์บ่อยๆ
นักการตลาดควรลืมกฎที่ว่า ควรโพสต์วันละ … ครั้ง หรือ ไม่ควรเกินกี่โพสต์ไปได้เลย ถึงแม้ว่าการโพสต์บ่อยนั้นๆอาจทำให้สูญเสีย follower แต่ Kawasaki ได้ให้แง่คิดว่า อาจทำให้ธุรกิจของคุณได้ follower ใหม่ๆ ซึ่งหมายถึง ขอดขายใหม่ๆอีกด้วย

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยากให้บรรดานักการตลาดลองไปปรับใช้กันดูครับเผื่อจะได้ผลลัพธ์ในธุรกิจที่ดีขึ้นครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก inc.com

8 เทคนิคผสาน Social Media เข้ากับการตลาดเดิมๆ ของคุณ

ปัจจุบัน Social Media อย่าง  Facebook, LinkedIn, และ Google+ กลายเป็น Platform ที่สามารถเป็นจุดศูนย์กลางเพื่อเชื่อมโยงกิจกรรมทางการตลาดของคุณ ไม่ว่าจะเป็น การแชร์ภาพและ วิดีโอ ผ่าน YouTube, Flickr, และ Instagram  และยังสามารถใช้เป็นแหล่งเก็บข้อมูลที่สำคัญของคุณ ที่สามารถเผยแพร่ไปผ่านช่องทางอื่นๆ  ได้เช่น การนำภาพ และวีดีโอไปลงในบล๊อค (Blogs) ต่อ เพื่อที่จะสามารถใช้เป็นแหล่งรวมข้อมูลทั้งหมดไว้ที่เดียวกัน สำหรับเจาะตลาดเฉพาะ (Niche-Market)

แม้จะกล่าวเช่นนั้นก็ตาม , Social Media ไม่ควรใช้เป็นช่องทางการสื่อสารแบบโดดๆ  (Standalone) ที่แยกออกจากการตลาดแบบเดิมของคุณแบบสิ้นเชิง  เราควรใช้มันเป็นเหมือนกับ “เครื่องมือช่วย”  ที่ช่วยผสมผสาน และพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบเดิมให้สมบูรณ์แบบ และเข้าถึงคนได้มากขึ้น และเร็วขึ้น

พูดง่ายๆ คือ “แทนที่จะสร้างแคมเปญทาง Social Media โดยเฉพาะ ควรเปลี่ยนให้ทุกแคมเปญการตลาดของคุณให้มี Social Media เข้าไปผสมผสานอยู่ทุกๆ อันเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของการสื่อสาร”

และนื่คือ 8 วิธีในการผสมผสาน Social Media เข้ากับการตลาดในรูปแบบอื่นๆ

  1. ใช้ Twitter เพื่อเป็นช่องทางบริการลูกค้า (Customer Service)
    แทนที่จะใช้ twitter เป็นช่องทางการสื่อสารทุกๆ อย่างไว้ในอันเดียว เช่น การใช้เป็นช่องทางพูดคุยกับลูกค้า, โปรโมทโปรโมชั่นสินค้าต่างของคุณ,  การทำการตลาดผ่านเนื้อหา (Content Marketing) เป็นต้น คุณควรแยก Twitter ออกมาเป็นอีกหนึ่งแอคเค้าท์ เพื่อเป็นช่องทางการให้บริการลูกค้า หรือการตอบคำถามของลูกค้า  แยกต่างหากเลย รวมถึงและใช้เป็นช่องทางรับฟังเรื่องราวต่างๆ ของลูกค้าที่แจ้งเข้ามา

    วิธีนี้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายทั้งในบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเข่น Comcast และ Network Solutions และเป็นวิธีการที่ธุรกิจขนาดเล็กกว่าสามารถนำไปปรับใช้ได้เป็ยอย่างดี (ในเมืองไทย ธุรกิจต่างๆ ยังไม่ค่อยใช้ twitter เป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับลูกค้าเท่าไร)

ตัวอย่าง Twitter ของ Comcast ที่มีหลาย Account แยกแต่ละวัตถุประสงค์การใช้งานออกไป

ตัวอย่าง Twitter ของ Comcast ที่มีหลาย Account แยกแต่ละวัตถุประสงค์การใช้งานออกไป

 

  1. ผสาน อีเมล เข้ากับ Social Media
    อีเมล และ Social Media เป็นสิ่งที่ส่งเสริมกันและกัน และนี่คือ 4 วิธีที่จะเชื่อมโยงสื่อทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน

  • เพิ่มปุ่มแชร์ (Share) ผ่านโปรแกรม Social ต่างๆลงใน อีเมล์เทมเพลทที่ส่งประจำ ด้วยวิธีการนี้ หากมีผู้ที่ชื่นชอบในแคมเปญของคุณ สิ่งที่พวกเขาต้องทำมีเพียงแค่คลิกที่ปุ่มแชร์ เพื่อแบ่งปันเนื้อหาให้เพื่อนและผู้ติดตามได้ทันที

  • การใช้ไอค่อน (Icon) ของ Social Media ที่เชื่อมโยงกับช่องทาง Social networks ของธุรกิจของคุณใน อีเมลเทมเพลทที่คุณใช้เป็นประจำ เพื่อทำให้ผู้อ่านเข้าถึงบริษัทของคุณผ่านทาง Social mediaได้ง่ายขึ้น
  • [Email ไป Socail] โพสเนื้อหาของแคมเปญในอีเมลไปที่ Social media  เพื่อที่จะเป็นการเพิ่มช่องทางการให้คนเข้าถึงแคมเปญการตลาดของคุณได้อีกทาง  บริการแพลตฟอร์มอีเมล์บางแห่งมีความสามารถที่จะโพสต์เนื้อหาจากอีเมล์เข้าไปที่ Social Media ของเราได้โดยอัตโนมัติ

  • [Socail ไป E-mail] เปลี่ยนจากผู้ติดตามบนโลก Social ไปสู่รายชื่อผู้ติดต่อในอีเมล์   แพลตฟอร์มบริการส่งอีเมล์ อย่าง MailChimp, Constant Contact, Mad Mimi, และ iContact มีบริการ “แบบฟอร์มสมัครสมาชิกอีเมล์ (Signup Form)” ที่สามารถนำไปใส่ไว้ใน Facebook Page ของคุณได้ เพื่อดึงข้อมูล E-Mail ลูกค้าของคุณออกมาเก็บเอาไว้

 

  1. เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับผลลัพย์การค้นหาใน Google (SEO) โดยเชื่องโยง Google+
    การสร้างหน้าธุรกิจ Google Plus (Google+ Pages) ทำให้ Google+ กลายเป็นเครื่องมือที่มีค่าในการทำให้ธุรกิจติดในผลลัพย์การค้นหาของ Google ได้ดีขึ้น การโพสต์ข้อมูลลงไปใน Google+ มีความสัมพันธ์กับอันดับที่สูงขึ้นในผลลัพย์ของการค้นหาใน Google และ การเก็บข้อมูลจากเว็บเพจต่างๆ ของ Google  ได้มีการอ้างอิง Google+ เป็นแหล่งข้อมูลอีกแห่งหนึ่ง ทำให้การสร้างตัวตนใน Google+ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในตอนนี้ (สร้างหน้า Google+ ให้กับธุรกิจคุณ)

 

  1. รู้จักสื่อสาร ติดตาม และสร้างความสัมพันธ์กับนักข่าวที่ใช้ Social Media
    นักข่าวสมัยนี้ หาแหล่งข่าว ข้อมูลผ่านทาง Social Media หลายครั้งที่เค้าได้ข่าวจากทางช่องทางนี้ ดังนั้นแทนที่จะรอให้เข้าพวกเขามาหาคุณหรือมาเอาข่าวคุณ คุณควรจะเริ่มติดตามนักข่าวในสายธุรกิจคุณทาง Social Media จากนั้นเริ่ม พูดคุย แชร์ เกี่ยวกับข้อมูลของพวกเค้า สร้างความรู้จัก ความสัมพันธ์ (Engagment) กับนักข่าวผ่านทาง Socail Media เพื่อทำให้เค้ารู้จักคุณมากขึ้น และติดตามคุณ หลังจากนั้นควรจะเริ่ม แสดงความคิดเห็นของคุณ ประสบการณ์ และข้อมูลที่น่าสนใจออกไปยัง Social Media เพื่อทำให้เกิดการบอกต่อ และยังเพิ่มโอกาสที่นักข่าวเหล่านั้นจะนำข่าวของคุณไปลง หรืออ้างอิงผสาน Social Media กับ

     

  2. การตลาดที่คุณใช้อยู่ในปัจจุบันด้วยแคมเปญ แฮชแท็ก (Hashtag #)
    เดียวนี้แบรนด์ใหญ่ๆ หลายๆ แบรนด์เริ่มหันมาใช้แฮชแท็ก (Hashtag) หรือคำที่มีตัว # นำหน้า เพื่อเป็นระบุว่าสิ่งที่เราพูดและสื่อสารอยู่ในเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร และคนที่สนใจในเรื่องเดียวกัน หรือพูดถึงแคมเปญนี้ของคุณ เค้าก็จะสามารถนำไป Hashtag ไปอ้างอิงได้  และยังจะทำให้คนที่สนใจสามารถ หาข้อมุลลักษณะเดียวกันผ่าน Hashtag ได้อีกด้วย

    ตัวอย่างเช่น  ในปี 2012 แบรนด์ Nike ได้จัด Hashtag แคมเปญผ่านทาง Social Media อย่าง Twitter, Pinterest และ Instagram โดยให้แฟนๆ (ผู้ที่ติดตามบนโลก Social) แบ่งปันความคิดเห็นว่าพวกเขาวางแผนการใช้ชีวิตให้คุ้มค่าอย่างไรในปี2012 ผ่าน Hashtagที่ว่า #makeitcount

    Nike ได้ทำการโฆษณา Hashtag นี้ผ่านทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อดิจิทัล เพื่อทำให้คนความสนใจ และรู้จัก Hashtag นี้  ซึ่งผลที่ได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก หลายๆ คนแชร์ความเห็นของตัวเองว่าตัวเองจะทำอะไรใหนปี 2012 ผ่าน Hashtag #makeitcount มากมายเป็นประวัติการณ์  เป็นอีกวิธีการสื่อสารของ Nike ผ่านทาง Social Media โดยใช้ Hashtag ทำให้ Nike ขยายระยะเวลาของแคมเปญนี้ออกไปไปสู่ปี 2013 อีกปี Nike created a marketing campaign that featured the hashtag #makeitcount on social networks.

    ในปัจจุบันบริการ Socail Network อย่าง Facebook, Twitter, Instagram ก็สามารถใส่ Hashtag และกดติดตามได้แล้ว ดังนั้นมันจึงเป็นวิธีการที่ง่ายมากที่จะทำให้ ข้อความและ Hashtag ของคุณที่จะสื่อสารไปถึงผู้บริโภคโดดเด่นมากขึ้น

  3. ขยายแคมเปญการตลาดจากช่องทางอื่น สู่ Social Media
    ผู้ขายของผ่านช่องทางออนไลน์ หรือการทำ E-Commerce มักใช้การโปรโมท ส่วนลด ข้อเสนอพิเศษ และ โปรโมชั่นตามเทศกาลต่างๆ  ผ่านทางอีเมล์ และช่องทางการตลาดประเภทอื่นๆ ดังนั้นจงอย่างลืมรวม Social media ไปในช่องทางการสื่อสารเหล่านั้นด้วย

    เราสามารถผนวกการตลาดในรูปแบบเดิมและ Social Mediaได้หลากหลายวิธีดังนี้:

  • โพสต์ข้อความลง Facebook, Twitter, Instagram และ LinkedIn เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนในวงกว้างมากกว่าเดิม

  • สร้าง Facebook Page หรือทำแอพใน Facebook  หรือ LinkedIn Showcase Page เพื่อทำให้คนสนใจในแคมเปญโปรโมชั่นของคุณ

  • โชว์ผู้ที่ชนะการแข่งขันบน Social networks และกระตุ้นให้พวกเขาให้แชร์ (share) ความสำเร็จหรือชัยชนะนั้นออกไปยังเพื่อนและผู้ติดตามของพวกเขา

  • สร้าง hashtags เพื่อสนับสนุนกิจกรรมการแข่งขันโปรโมชั่นต่างๆ

 

  1. ให้ลูกค้ามาให้คะแนน (Rating) และ การรีวิว (Review) บนเว็บไซต์ของคุณ
    เว็บไซต์ขายของหรือ E-Commerce ในหลายแห่ง มาพร้อมกับความสามารถให้ผู้ซื้อสามารถให้คะแนน และรีวิว สินค้าและการให้บริการได้ เช่น TARAD.com แต่หากเว็บไซต์คุณไม่มีบริการลักษณ์นี้ แต่อยากให้บริการ ก็มีผุ้ให้บริการในด้านนี้  อยู่มากมายที่สามารถเปิดโอกาสให้ลูกค้าหรือคนที่สนใจสามารถให้คะแนนและรีวิว โดยการใช้ JavaScript หรือ HTML code มาติดที่เว็บไซต์คุณได้ง่ายๆ ซึ่งวิธีนี้จะเป็นวิธีการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวคุณอีกวิธีนึง (หากคุณบริการเค้าดี แต่หากคุณบริการเค้าห่วย ผลจะออกมาตรงกันข้ามทันที)

 

  1. เชื่อมโยงข้อมูล (Content) เดิมไปสู่ Social Network
    แทนที่จะให้ข้อมูลเดิมของคุณอยู่เพียงแค่บนเว็บไซต์ และคนเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ยาก เช่นข้อมูลบริษัท ประวัติ ความเป็นมา, ข้อมูลสินค้า, ข้อมูลต่างๆ ที่น่าสนใจ เป็นต้น  ให้โพสต์ข้อมูลเหล่านั้นลงไปใน Social  Media ของคุณ และหากคุณข้อมูลที่น่าสนใจในรูปแบบ (Format) ต่างๆ เช่น  PowerPoint นำไปโพสต์แชร์ใน Slideshare.net, Videos ให้ไปแชร์บน YouTube, หากมีรูปภาพให้ไปแชร์ใน Flickr.com,  เอกสารที่น่าสนใจนำไปแชร์ใน  Scribd.com, และโพสต์ข้อมูลลงไปใน LinkedIn, Twitter, Google+ รวมถึง Social Media อื่นๆ เพื่อทำให้เกิดการพูดถึงและแชร์ออกไปให้มากที่สุด

 

ทั้งหมดนี้เป็น 8 ข้อที่น่าสนใจ และคุณสามารถนำไปใช้กับธุรกิจคุณได้ทันที แต่ต้องกลับมาดูก่อนว่า คุณเองได้สร้างตัวตนของคุณใน Social Media แล้วหรือยัง หากยังจงรีบไปสร้าง และกำหนดคนดูและสื่อเหล่านี้ให้ชัดเจน เดียวนี้ หลายๆ องค์กรเริ่มมีเจ้าหน้าที่ด้าน Socail media โดยเฉพาะแล้ว (ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้ฝ่ายการตลาด หรือประชาสัมพันธ์) หากเป็นองค์กรขนาดเล็ก เจ้าของกิจการก็สามารถได้ด้วยตัวคุณเอง

 

แหล่งที่มาของบทความ: http://www.practicalecommerce.com/