5 เคล็ดลับง่ายๆ ในการสร้าง Profile LinkedIn แบบมืออาชีพ

“จงระวังสิ่งที่คุณจะโพสบน Social Media”

คุณน่าจะเคยได้ยินเรื่องราวเหล่านี้มาก่อนว่าในสังคมปัจจุบัน คุณจะต้องระวังสิ่งที่คุณกำลังจะโพสลงบน Twitter หรือ Facebook ที่ทุกคนสามารถเห็นสิ่งที่คุณโพสได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณต้องการหางานใหม่หรือเป็นตัวแทนพนักงาน นั่นคือสิ่งที่ LinkedIn มีให้บริการ

มีผู้คนจำนวนมากที่กำลังดูโปรไฟล์ของคุณอยู่ ถ้าคุณกำลังจะมองหางานที่คิดว่าเหมาะสมกับตัวคุณเอง อาจจะมีบริษัทที่คุณกำลังมองหาอยู่โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึงลูกค้าที่คาดหวังไว้หรือคู่ค้าทางธุรกิจ

การทำให้โปรไฟล์ของคุณดูดี มันอาจจะแสดงถึงความเป็นมืออาชีพหรือไม่? หรือควรจะต้องทำอยู่แล้ว? มีอยู่ 5 สิ่งที่คุณควรจะทำบน LinkedIn เพื่อทำให้โปรไฟล์ของคุณดูโดดเด่น ไม่เพียงแต่แสดงถึงว่าคุณเป็นคนมีความสามารถ แต่มันแสดงถึงความเป็นมืออาชีพด้วย

 

  1. เข้าร่วม Groups

– อาจจะเป็นเรื่องน่าเบื่อไปหน่อยสำหรับการสลับสับเปลี่ยนจำนวนสมาชิกภายใน Groups แต่มันจะช่วยให้คุณได้รับการเตือน นี้อาจเป็นเรื่องส่วนบุคคล ซึ่งอย่างน้อยคุณควรจะเข้าร่วมกลุ่มอย่างน้อย2-3กลุ่ม โดยอาจจะเริ่มจากกลุ่มสมาคมศิษย์เก่าของคุณซึ่งคุณมีบางอย่างที่สามารถเข้าร่วมกับสมาชิกทั้งหมดได้อยู่แล้ว ส่วนในกลุ่มอื่นๆอาจจะเป็นกลุ่มของอุตสาหกรรมซึ่งกลุ่มเหล่านี้ควรจะเป็นกลุ่มที่คุณต้องให้ความสนใจมากที่สุด

  1. เพิ่ม Keywords และ Links

– คุณสมบัติใน Portfolio ของคุณ ที่แสดงถึงประสบการณ์การทำงานของคุณจะช่วยให้คนที่สำรวจการทำงานของคุณมีความสนใจมากขึ้น โดยจะต้องมีเนื้อหาในLinkของคุณที่เป็นต้นฉบับและเกี่ยวข้องกัน เช่น Blog posts และ Youtube videos ซึ่งนี่คือสิ่งที่อุตสาหกรรมต้องการ แต่ใน Portfolio ของคุณควรบ่งบอกถึงทักษะและความสามารถของคุณด้วย

  1. ใส่ใจในรายละเอียดกับส่วนข้อมูลสนับสนุน  (Rec)

– นักเขียน Forbes, William Arruda กล่าวว่า การสนับสนุนที่มีอยู่อย่างจำกัดใน5อันดับแรกของทักษะที่คุณมีที่ทำให้คุณดูโดดเด่น ไม่เพียงแต่การรองรับทักษะของผู้คนทั่วไปเมื่อคุณได้เห็นเขาเหล่านั้นเป็นการส่วนตัว

– ข้อเสนอแนะของคุณไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะว่ามีเพียงแค่2อันดับแรกที่ปรากฎอยู่บนหน้าเพจของคุณ ซึ่งคุณจะต้องแน่ใจว่าคุณยอมรับในข้อเสนอแนะที่ดีที่สุดของคุณอยู่

  1. สร้างเพจส่วนตัวของคุณเอง

– ตามที่William Arrudaกล่าว เพจLinkedIn ของคุณไม่ใช่Resume และควรมีการใช้คำพูดที่นุ่มนวล ซึ่งหมายความว่าคุณเป็นคนแรกที่ได้ใช้และมีการแชร์ความเห็นลงในที่ที่เหมาะสม ซึ่งนี้จะช่วยให้เชื่อมต่อกับบุคคลอื่นๆได้

-ให้เก็บเป้าหมายผู้ที่เข้ามาชมโปรไฟล์คุณไว้และพูดออกมาอย่างตรงๆ อย่าไปกลัวที่จะรวบรวมKeywordsในสรุปของคุณ อย่างไรก็ดี Keywordsเหล่านี้จะช่วยให้ค้นหาผลลัพธ์ได้ง่ายขึ้น ถ้าคุณยังไม่ได้เพิ่มลงในสรุปในหน้าเพจของคุณ สามารถดูได้จากภาพข้างล่างนี้

 

bh5Qp048_820x351.png-600x351

คลิปที่ “View More” ปุ่มสำหรับดูหน้าอื่นๆในเพจของคุณ

ทั้งนี้คุณยังสามารถเพิ่มในส่วนของรางวัลที่เคยได้รับมา ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าคุณเยี่ยมแค่ไหน และอาจได้รับการยอมรับในการทำงานของคุณเองด้วย อีกทั้งยังสามารถนำไปคุยโวเกี่ยวกับตัวคุณเองได้

อีกประการหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเล็กๆที่จะช่วยทำให้มั่นใจว่าภาพถ่ายหน้าตรงที่จะเอาไปตั้งเป็นรูปโปรไฟล์ของคุณ จะช่วยดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาสนใจในเนื้อหาของคุณได้

Link Humans แนะนำสำหรับURLส่วนตัวของคุณเพื่อเพิ่มรายละเอียดในโปรไฟล์บนResumeหรือธุรกิจของคุณ

 

The new link ending should make sense and include your name. Something like “sdawgsupersysko” isn’t gonna fly with employers, or honestly, anyone. It should be short, sweet, and easy to remember.

When viewing your public profile, look to the left hand side for a box that says “Your Public Profile URL”. Once edited looks like this:

LinkedIn URL

  1. อัพเดตให้ทันสมัยอยู่เสมอ

–  LinkedIn Profileของคุณจะเป็นตัวแทนในสิ่งที่คุณเคยทำและที่คุณเคยทำงานอยู่ ถ้าคุณจะทำสิ่งหนึ่งในรายการนี้ ควรที่จะเก็บข้อมูลประวัติส่วนตัวของคุณที่ทันสมัยซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายๆที่ ไม่ต้องใช้สมองมากนัก

– LinkedIn จะให้คุณมีพื้นที่มากมายเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถของคุณ นี่เป็นวิธีที่ดีที่คุณสามารถใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ของคุณโดยไม่ต้อง พยายามที่จะจำกัดตัวเองเหมือนกับบนประวัติส่วนตัว

– การศึกษา ประสบการณ์ และสิ่งจำเป็นสำหรับการสมัครงานของคุณ เพื่อให้แน่ใจว่าได้รับการปรับปรุง การหางานและระบบเครือข่ายเป็นสิ่งที่ยาก แต่การทำให้แน่ใจว่าโปรไฟล์ของคุณเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แม้ว่าคุณไม่ได้กำลังมองหางานชั่วคราวใหม่ก็ตาม LinkedIn เป็นทรัพยากรที่ดีเยี่ยมสำหรับลูกค้าที่เป็นหัวใจหลักที่สำคัญที่จะทำให้เป็นมืออาชีพที่ดี ผู้คนต้องการมอบความรู้สึกเชื่อมต่อให้เข้าถึงกับคุณและคุณต้องการให้ความ เคารพคุณ เคล็ดลับเหล่านี้ทำให้ขึ้นในการจัดการ

 

5 เคล็ดลับ การใช้ Google Analytic ติดปีกธุรกิจของคุณ!!

5 เคล็ดลับ การใช้ Google Analytic ติดปีกธุรกิจของคุณ!!

40-Google-Analytics-Solutions3

 

 

Google Analytics อาจดูน่าเข้าใจยาก เมื่ือคุณพยายามทำความเข้าใจ ลอง 5 อ่านเคล็ดลับต่อไปนี้เพื่อเข้าใจเครื่องมือมากขึ้นกันครับ

#1. ทำความคุ้นเคยกับหน้าเพจของ Google Analytic

เมื่อคุณเข้าสู่ระบบของบัญชีr Analytics และคลิกหน้าโปรไฟล์ของเว็บไซต์ของคุณ จากนั้นไปที่ส่วนของ Reporting ที่ด้านซ้าย คุณจะเห็น 4 เมนู ลองไปดูกันว่าแต่ละคืออะไร ใช้ทำอะไร

 
Audience – ผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ
Acquisition – ช่องทางที่เขาเข้าเว็บไซต์ของคุณ
 
Behaviour – สิ่งที่ผู้ชมเข้าชมในเว็บไซต์ของคุณ

Conversions – การกระทำที่พวกเขาเหล่านั้นทำ (อธิบายในรายละเอียดด้านล่างครับ)

เราสามารถกำหนดช่วงวันที่ได้จากช่องช่วงวัยที่ด้านขวาบนหน้าเพจ ซึ่งค่าเริ่มต้นตือ 30 วันก่อนหน้าวัน ณ ปัจจุบัน เราสามารถกำหนดค่าใหม่ โดยเลือกวันเรื่มต้นที่เราต้องการดูข้อมูล และเลือกวันสุดท้ายที่อยากให้ข้อมูลแสดงผล จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Apply

เราสามารถเปรียบเทียบข้อมูลในช่วงเวลาที่แตกต่างกันได้ เช่น ช่วงเวลานี้เมื่อปีที่แล้ว โดยคลิกที่ปุ่ม Compare และเลือกที่เมนูด้านข้างว่าคุณต้องการเปรียบเทียบช้อมูลปัจจุบันกับช่วงเวลาอื่นในรูปแบบใด

#2. รู้จักผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ

คลิกไปที่ปุ่มตัวเลือก Audience Overview ที่ด้านซ้าย เราจะเห็นข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนของ sessions (visit–จำนวนครั้งในการเข้าชมเวปไซต์), users  และ pageviews

Analytics เก็บข้อมูลจากเพจว่ามีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณเท่าไหร่ และเรียกมันว่า session  ถ้าผู้เยี่ยมชม–visitor (หรือผู้ใช้ user) หยุดการเข้าชมหรือเปลี่ยนไปดูเพจอื่นเป็นเวลานาน เช่น 30 นาที  Analytics จะถือว่า session นั้นสิ้นสุด ดังนั้นหากในครั้งหน้า ผู้ชมเข้ามาที่เวปไซต์อีกก็จะถือเป็น session ใหม่ สาเหตุว่าทำไมตัวเลขของ Session ถึงได้มากกว่าตัวเลขของ Users เพราะusers เดียวกันอาจมาเยี่ยมชมเวปไซต์ของคุณมากกว่าหนึ่งครั้งภายในช่วงเวลานั้นๆ

Pageviews คือตัวเลขของเพจที่ผู้ชมดูในช่วงแต่ละsession และหน้าเพจนี้จะแสดงผลเรื่องของผู้เยี่ยมชมรายใหม่ และผู้เยี่ยมชมรายเก่าที่กลับมา ระยะเวลาที่เขาเข้ามาชมเวปไซต์ของเรา และ bounce rate (อธิบายในรายละเอียดด้านล่าง)
คลิกเมนูด้านซ้ายที่ตัวเลือก Location เพื่อดูว่าผู้ชมมาจากประเทศไหน คุณสามารถเจาะลงไปในแผนที่เพื่อดูรายละเอียดเกียวกับ Location

ตัวเลือก Technology และ Mobile แสดงถึงอุปกรณ์สื่อสาร และ Browser ใช้เพื่อเข้ถึงเวปไซต์ของคุณ

ดังนั้นประเด็นที่คุณสามารถทดสอบหรือหาจากที่นี่คือ

  • จำนวครั้งที่เข้าชมเวปไซต์ของเราโตขึ้นรึเปล่านะ ?
  • จำนวนของผูเข้าชมใหม่ มีกี่คน ?
  • Bounce rate คืออะไร ? คือจำนวนของคนที่เข้ามาดูเวปไซต์และคลิกออกไปในระยะเวลาอันสั้น นี่อาจเป็นตัวเลขสำคัญหากคุณอยากให้ผู้ชมอยู่บนเว็บไซต์ของคุณนานๆ แต่ก็เป็นสัญญาณได้ว่าผู้ชมได้ข้อมูลที่เขาต้องการเร็วเกินไป

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธุรกิจ และกลยุทธ์ของทางเว็บไซต์ของคุณ และจุดประสงค์ที่ชัดเจนว่าคุณจะวัด และวิเคราะห์ไปเพื่ออะไร แต่การวัดผลสิ่งเหล่านี้ก็เป็นการวัดประสิทธิภาพของธุรกิจ และกลยุทธ์ของเว็บไซต์ของคุณได้

#3. เข้าใจที่มาของผู้ชม

ลิ้งก์ Acquisition Overviewจะแสดงผลสถิติภาพรวมว่าที่มาหลักของคนที่มาเยี่ยมชมเว็บไซต์คุณ ซึ่งมี 6 ช่องทาง ดังนี้

  1. Social คนที่เข้ามาจากsocial media
  2. Direct, คนที่เข้ามาจากการพิมพ์ชื่อ Url เว็บไซต์ของคุณลงใน Browser โดยตรง
  3. Organic Search, ผู้ชมที่เข้ามาจากการค้นหาผ่านเว็บไซต์ประเภท Search Engine
  4. Referral, คนที่มาจากการคลิกลิ้งก์ที่เว็บไซต์อื่นๆที่อ้างอิงเว็บไซต์ของคุณ
  5. Email, มาจากการส่งอีเมลล์ของคุณ
  6. Other, หากคุณใช้บริษัทตัวกลางในการส่งเนื้อหา เช่น  dlvr.it
ลองคลิกเข้าไปที่ All Traffic เพื่อดูแหล่งข้อมูล 10 อันดับที่นำผู้ชมเข้าสู่เว็บไซต์ของคุณได้มากที่สุด คุณอาจจะเจอแหล่งข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น จำนวนผู้ชมหน้าใหม่ที่มาจากเวปไซต์เหล่านี่ ระยะเวลาที่เขาเข้าชมเวปไซต์เรานานแค่ไหน (เวลาเฉลี่ยต่อ Session ) จำนวนเพจที่พวกเขาเข้าชม

คุณควรค้นหาว่าพวกเขาเหล่านั้นค้นหาคุณจากอะไรโดยการคลิก Campaigns, Keywords, Organic.

ข้อมูลของ keywords ที่ผู้ชมใช้ในการค้นหาผ่าน Google หรือ search engine อื่นๆ และเชื่อมมายังเว็บไซต์ของคุณ
คำถามคือ Keyword เหล่านี้สำคัญอย่างไร มันเป็นคำใบ้ว่าคุณจะทำการตลาดบนโลกดิจิตอลอย่างไร หากคุณกลับไปที่เว็บไซต์ที่ลิ้งก์หาคุณ ดู Keyword มันกำลังบอกถึงประสิทธิภาพการทำSEO บนเวปไซต์ของคุณ

#4. หาให้เจอ!! ข้อมูอะไรพวกเขากำลังดูอยู่

คลิกที่ลิ้งก์ Site Content All Pages เพื่อค้นหาว่าเนื้อหาอะไรที่ผู้ชมกำลังชมอยู่  รายงานนี้อ้างอิงจากเพจ URLs ดังนั้นบางครั้งการคลิกหัวข้อของเพจควบคุมง่ายกว่า หากคุณไม่คุ้นเคยกับ URL แต่คุ้นเคยกับเพจ และหัวข้อทีโพสมากกว่า

เราจะะได้เห็นจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเราในแต่ละเพจ และเวลาที่พวกเขาใช้ในการดูแต่ละเพจ และรวมถึงจำนวนคนที่ออกจากเว็บไซต์เราจากหน้าเพจนั้นๆด้วย

เราสามารถกรองข้อมูลตัวรายงานนี้ได้ โดยการพิมพ์ Keyword ตั้งแต่ 1  Keyword ขึ้นไปในช่อง Search ที่ใต้กราฟในด้านขวา และคลิกปุ่มไอคอน search

สาเหตุที่สิ่งเหล่านี้สำคัญ เพราะคุณจะ…

  • สร้าง  landing pageสำหรับแคมเปญการตลาดใหม่ๆ และคุณต้องการวัดประสิทธิภาพของแคมเปฐนี้
  • ต้องการตรวจสอบว่ามีใครที่คลิก newsletter เพื่อสมัครสมาชิกกับเพจของคุณ
  • มียอดเข้าชมเพจที่อธิบายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ของคุณเท่าไหร่

ด้วยข้อมูลเหล่านี้คุณสามารถนำข้อูลไปวางแผนกลยุทธ์ หรือวาง content ในเว็บไซต์ของคุณ และรู้ได้ว่าเนื้อหาแบบไหนมีผู้ชมมากที่สุด และได้รับความนิยม

เคล็ดลับฉบับง่าย : ด้านบนของURL หรือ Page Title คุณจะเห็นกล่องข้อความในส่วนที่สอง คลิกมันและเพิ่มปัจจัยอื่นๆที่คุณต้องการรู้เข้าไปในรายงาน ยกตัวอย่าง เช่น คุณอาจเขียนบลอก และเผยแพร่ทางอีเมลล์ และทาง Social Media  แต่คุณต้องการแน่ใจว่า ผู้ชมมาจากช่องทางไหน เท่าไหร่

การกรองรายงานของคุณจากการโพสท์ในบลอก ต่อมานั้นคลิกไปที่ Secondary Dimension  คลิก Acquisition จากนั้นคลิก Sourceคุณจะเห็นคอลัมน์ใหม่ที่ด้านขวามือของเพจคุณที่แสดงที่มาของผู้อ่านของบลอกของคุณ

สรุปคือ การจะ Filter หรือกรองข้อมูลในรายงานของคุณ เลือกเพจหนึ่งเพจที่คุณต้องการ หลังจากนั้น คลิกไปที่Secondary Dimension ตามด้วยคลิก Acquisition และสุดท้ายคลิก Source ข้อมูลคอลัมน์ใหม่ก็จะแสดงผลถึงที่มาของคนที่เข้าชมเวปไซต์เรา

ลองทดสอบดูเพื่อทำความเข้าใจถึงลักษณะเนื้อหาที่ผู้ชมชื่นชอบ แหล่งที่มาของคนที่เข้าเยี่ยมชมเวปไซต์ของคุณ 

#5. ตั้งเป้าหมาย

คุณสามารถตั้งเป้าหมายบน Google Analytics ที่จะช่วยเก็บข้อมูล conversions บนเว็บไซต์ของคุณ  บางที่คุณอาจจะสนใจว่าใครสมัครรับข่าวสารจากคุณหรือว่าใครซื้อสินค้า บริการจากคุณ และนี่คือวิธีการตั้งเป้าหมาย

1)ค้นหาลิ้งก์บนเวปไซต์ของคุณสำหรับfor the end of the action you want to track. So for example the Thank you for Signing up page or Thanks for purchasing page on your website. Copy that link and paste it into a notepad or wordpad.

2) ไปที่ Admin on the top menu on Google Analytics and at your Account page on the 3rd column you will see Goals, click on that option.

3) คลิกที่ปุ่ม New Goal สีแดง จะมีตัวเลือกบางอันขึ้นมาเช่น  people creating an account, downloading หรือ ตัวเลือกอื่นๆ ในตัวอย่างนี้ คลิกไปที่ Custom และเลือกถัดไป

4)พิมพ์เป้าหมายของคุณลงไป เช่น ซื้อสินค้า หรือ สมัครสมาชิก คุณสามารถตั้งเป้าหมายที่แตกต่างกันไปได้ แต่ในกรณีนี้เราจะตั้งเป้าหมายในเรื่อง Destination คลิกไปที่ next step.
5) วาง  URL ลงไปในตอนท้ายเพจที่คุณบันทึกไไว้  คุณสามารถคลิก Verify เป้าหมายนี้เพื่อดูว่าเป้าหมายของคุณจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรใน 7 วันสุดท้าย
6) คลิกปุ่ม Create Goal

เมื้อคุณสร้างเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว คุณกลับไปที่ รายงาน และคุณจะเห็นว่าคนซื้อของผ่านเว็บไซต์ของคุณ หรือสมัครสมาชิกเว็บไซต์คุณอย่างไร พวกเขามีแหล่งที่เข้าถึงเวปไซต์ที่แตกต่างกัน หรือลักษณะการค้นหาเนื้อหาที่แตกต่างกัน หรือแม้กระทั่ง ประเทศที่อยู่หรือ ภูมิลำเนาของคนเหล่านั้น

นี่คือตัวอย่างอีกหนึ่งอันว่าแหล่งเวปไซต์ที่อา้งถึงเว็บเราที่จะช่วยให้เราพัฒนาเป้าหมายได้ คลิกไปที่รายงานเรื่อง Acquisition All Referrals

ด้านบนของกราฟคุณจะเห็นตัวเลือก Goal Set คลิกแล้วคุณจะได้เห็นอัตราเป้าหมายของคุณในแต่ละโเวปไซต์ที่อ้างอิงถึงคุณ ( referrer ) และนี่คือตัวอย่างการแสดงผลของ Twitter และ Facebook ด้วย เป้าหมายที่เป็นอัตรา conversion rates ในคอลัมน์ที่ 3

ทำไมมันถึงสะดวก และง่ายต่อผู้ใช่้ บางที่คุณอยากจะเทียบว่า แหล่งที่มาที่แตกต่างกันจะสร้างผลลัพธ์เป็นอย่างไรในเรื่องเดียวกัน ช่องทางบางช่องทางดีกว่าช่องทางอื่นๆ ในแง่ของการสมัครสมาชิกหรือซื้อสินค้าหรือเปล่า  This can help you tweak your marketing. ยกตัวอย่างเช่น แม้ว่า Twitter จะสร้าง Visit ได้น้อยให้แก่ Mykidstime (เว็บไซต์ของผู้เขียน) แต่ยอดการสมัครสมาชิกเพื่อติดตามข่าวสารกลับสูงกว่า Facebook

บางทีเราอาจตัดสินใจออกแคมเปญแจกของขวัญกับผู้ใช้ Twitter ในการสมัครสมาชิกติดตามข่าวสารทางอีเมลล์เพื่อเป็นรางวัลแก่พวกเขา หรือเราจะออกแคมเปญแจกของขวัญให้คนใน Facebook ที่สมัครสมาชิกเพื่อกระตุ้นให้ช่องทางนี้มีอัตรการสมัครสมาชิกเพิ่ม

 

ข้อมูลในลักษณะนี้จะช่วยให้คุณวางกลยุทธ์การตลาดและการทำ CRM ในขณะเดียวกันก็วัดผล Call to Action (ซื้อสินค้า หรือ สมัครสมาชิก)บนเว็บไซต์ของคุณได้ด้วย

 

ที่มา : 5 Quick Tips for Using Google Analytics for Your Business  โดย  Director at Mykidstime Ltd

Checklists สุดล้ำ!เพิ่ม Conversion Rate ให้เวปไซต์พุ่งกระฉูด (1)

photodune-6171885-website-seo-and-analytics-icons-xs-1728x800_c

 

 

สิ่งสำคัญที่สุดในการเพิ่ม Conversion Rate คือวิเคราะห์ประสิทธิภาพของเวปไซต์ของคุณอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะเพิ่มยอดผู้ชมเวปไซต์ และไขความลับถึงพฤติกรรมการชมเวปไซต์ของพวกเขา วิธีการง่ายๆคือการปรับปรุงเวปไซต์ของคุณให้ดีขึ้น Checklist นี้จะช่วยให้คุณเพิ่ม Conversion Rate และ ปรับปรุง Opt-in*ให้ดีขึ้น

องค์ประกอบพื้นฐานของการพัฒนา conversion rate

สิ่งที่คุณควรทำในเบื้องต้นเพื่อพัฒนา CVR (Conversion Rate) ของเวปไซต์หรือหน้าเพจของเวปไซต์มีดังนี้

  •  ใส่ใจกับความเร็วในการโหลดหน้าเพจ – คุณมีเวลาไม่นานที่จำทำคะแนนกับลูกค้า ดังนั้นเช็คให้แน่ใจว่าหน้าเพจของคุณใช้เวลาโหลดได้เร็ว ซึ่งเวลาโหลดที่เหมาะสมอยู่ที่ 3-7 วินาที
  •  เวปไซต์ของคุณแสดงผลได้ทุก Browser และ ทุก Device หรือเปล่า?– การใช้ responsive design จะช่วยให้เวปไซต์คุณแสดงผลได้ในทุกๆ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเปิดเวปไซต์ เช่น PC มือถือ หรือแทปเล็ต นอกจากนี้ควรตรวจสอบว่าเวปไซต์ของคุณแสดงผลได้ดีในทุก Browser หรือเปล่า
  •  ลิ้งก์ในเวปไซต์เสียหรือเปล่า – ตรวจสอบลิ้งก์ในเวปไซต์ของคุณอยู่เสมอๆ และแก้ไขลิ้งก์เสียในเวปไซต์ให้เหลือน้อยที่สุด โดยคุณสามารถใช้บริการจาก online broken link checker,หรือ plugin like this one if you use WordPress.ได้
  •  หน้าเพจ Custom 404– นี่เป็นวิธีการอัพเดทที่ง่ายมากที่จะเพิ่ม Conversion Rate กับเพจที่ไม่ใช่แล้วหรือเพจที่ถูกหลงลืม และยังเป็นวิธีการ Back Up ที่ดีหากคุณมีลิ้งก์เสียที่ยังหาไม่เจอ ใช้  “ LeadPages” ช่วยสร้างหน้าเพจ Custom 404นั้นเป็นวิธีการที่ง่ายและเร็วมาก
  •  Pop-ups ฺ๊& Pop-unders-คิดให้ดีก่อนที่จะใช้วิธีการเหล่านี้ และต้องแน่ใจว่าพวกมันจะไม่ไปสร้างความรำคาญ และอย่าให้พวกมันโผล่ขึ้นทุกครั้งที่มีคนเข้าเวปไซต์ของคุณ วิธีการเหล่านี้จะช่วยเพิ่ม CVR หากใช้มันอย่างเหมาะสม
  •  แผนผังเวปไซต์ที่เข้าใจง่าย-แผนผังเวปไซต์ของคณควรทำให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลที่พวกเขาต้องการมากที่สุดและพาผู้อ่านไปยังหน้าเพจหรือเนื้อหาที่ถูกต้อง ขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้ชมเวปไซต์ของคุณ คุณสามารถสร้างแผนผังตามเนื้อหาของเวปไซต์ ( Content based )  , ตามลักษณะการใช้งาน  ( Task based ) และการสร้างแผนผังเพื่อให้เกิดการซื้อ โดยลักษณะแผนผังจะแบ่งประเภทไปตามสินค้าหรือบริการที่เฉพาะเจาะจง
  •  ความปลอดภัยในเวปไซต์ – เป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คุณจะต้องทำเวปไซต์ให้ทันสมัย และปลอดภัยจาก worms , virus และประเด็นเรื่องความปลอดภัยต่าๆง หากคุณใช้ WordPress คุณสามารถใช้ pluginAll In One WP Security & Firewall. อย่าง  ช่วยได้
  •  การออกแบบเวปไซต์-ตรวจสอบให้แน่ใจว่าการออกแบบของเวปไซต์ของคุณทันสมัย และเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยม เพื่อผู้ชมเวปไซต์จะไม่สับสนว่าต้องทำอะไร สีและกราฟฟิคควรออกแบบตามสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายต้องการและคาดหวัง
  • ปุ่ม Call to Action** – ข้อความบนปุ่มcall to action ควรชัดเจน เข้าใจง่าย และโดดเด่น หากคุณไม่ใส่ปุ่ม Call to Action คุณก็ไม่สามารถเปลี่ยนผู้ชมเวปไซต์เป็นลูกค้าได้ และนี่ก็คือหลักการง่ายๆ

Call-to-Action-Above-The-Fold

ตัวอย่างปุุ่ม Call to Action ของ MailChimp  —-ขอบคุณรูปภาพจากhttp://thumbsup.in.th/

  •  เนื้อหาในเวปไซต์ – ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเนื้อหาที่คุณเผยแพร่ตรงกลุ่มเป้าหมาย มีความหมายต่อผู้อ่าน เฉพาะเจาะจง และสม่ำเสมอ นอกจากนี้ตรวจสอบเรื่องการสะกดและข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์อีกครั้งเพื่อความรอบคอบ
  •  Testimonials -การมีความเห็นจากผู้ที่เคยใช้งาน(Testimonial) เช่นการ รีวิว หรือมีช่องแสดงความเห็นของผู้ใช่ จะช่วยเพิ่ม CVR ตรวจสอบให้
  •  ตรวจสอบการสะกดคำ-อย่ามองข้ามสิ่งเล็กน้อย เพราะมันแสดงถึงความใส่ใจ และภาพลักษณ์ของเวปไซต์คุณ
  •  ทดสอบ ทดสอบ และ ทดสอบ -อย่าพอใจกับผลทีได้ พัฒนามันอย่างต่อเนื่อง

 

ที่มา:  Let’s Improve Your Website Conversion Rate With A Checklist จาก https://website-designs.com
_____________________
* Opt-in หมายถึง การสื่อสารไปยังผู้บริโภคหรือผู้รับ โดยที่ผู้บริโภคอนุญาตให้ติดต่อ เช่น การส่งด้วยสื่อโฆษณาอีเมลที่ผู้รับลงทะเบียนเอง (Source: http://www.bangkokbiznews.com)
**Call-to-Action หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า CTA นะครับ คำว่า CTA นั้นหมายถึงปุ่ม หรือป้ายแบนเนอร์ หรือกราฟิกชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือจะเป็นตัวอักษรก็ได้ที่อยู่บนเว็บไซต์ที่พร้อมจะให้ผู้ใช้คลิก แล้วมันจะพาผู้ใช้ไปสู่หน้าเว็บไซต์อีกหน้าที่นักการตลาดมุ่งหวังไว้ในใจว่าอยากจะให้ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์เข้าไปดู เพื่อที่จะวัดผลว่ามีจำนวนคนคลิกไปทั้งหมดกี่ครั้ง

Bloggers & Blogging ทำบล็อกยังไงให้ได้เงิน

blogสวัสดีครับเพื่อนๆ กลับมาเจอกันอีกครั้งนะครับ วันนี้ผมก็เรื่องราวดีๆ มาฝากอีกเช่นเคย ( เหมาะสำหรับมือใหม่ๆ และคนทั่วไปที่แวะเวียนมาอ่านที่ บล็อกนี้นะครับ) จริงๆ มือเก่าอ่านดูอาจจะถึงบ้างอ้อได้ว่า "เราลืมอะไรไปไหม" จริงๆแล้วมันเหมือนกับเป็นการทำความเข้าใจว่า Blog ที่เราสร้างเราเขียนกันทุกวันนี้ มันหลุดคอนเซ็ปท์หรือ ซึ่งจริงๆแล้ว เราเอามันไปใช้ถูกต้องถูกวิธีแค่ไหน ที่สำคัญ มันทำเงินให้เราได้หรือยัง ผมคงไม่มานั่งเขียนถึงวิธีการสร้างบล็อกหรอกครับ แต่จะอธิบายว่า แนวทางไหนที่เราเขียนบล็อก สร้างบล็อกแล้วสามารถที่จะทำให้มันเกิดรายได้ๆอย่างไร เหอๆชักแม่น้ำร้อยสิบห้าสายแล้ว ยังไม่เข้าสู้เนื้อหนังมังสาเลย อิอิ ไปอ่านกันเลยดีกว่าครับ Note: Bloggers คนที่เขียนบล็อกนั่นแหละครับ หรือเจ้าของบล็อกนั่นแหละครับ ส่วน Blogging ก็เขียนบล็อกไงครับ อิอิ Blogs For? เพื่อเงิน หรือ บล็อกเพื่ออะไร? จำไว้เสมอนะครับว่าการสร้างบล็ฮกเขียนบล็อกไม่ใช่ช่องทางที่จะทำให้คุณเป็นเศรษฐี ในช่วงเวลาข้ามคืน หรือในเวลาไม่กี่เดือน มีบล็อกเกอร์ Bloggers ทั่วโลกที่ประสปความสำเร็จกับบล็อก แต่ทุกๆคนก็ผ่านความยากลำบากมาอย่างมาก แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปที่คุณจะประสปความสำเร็จเช่นพวกเขาเหล่านั้นนะครับ มันอยู่ที่การวางผนที่ดีครับ เพราะฉนั้นถ้าจะบล็อกเพื่อเงิน เราต้องทำตามนี้ครับ Affiliate Commission Blogging บล็อกเชียร์สินค้าที่เราเป็นตัวแทนโฆษณา เป้นการ Blogging ตัวสินค้าที่เราสมัครเป็นแทนโฆษณาขาย เช่น ที่ Amazon.com (Traffics จาก Content Blogs, website สบายๆทำได้ครับ เพราะไม่ใช่ PPC ) เป็นอีกหนึ่งการทำ Blogs ที่ Bloggers ไทยในปัจจุบัน ชอบ Blogging แนวนี้มากที่สุด ซ฿่งมีทั้งทำมือจริง และมือเทียม( พวกเครื่องไม้เครื่องมือทุ่นแรงครับ) ซึ่งสำหรับผมเองนั้น ทำมือ ซฺครับ ถูก ประหยัด ชัวร์ Content อยู่ครบ…. แนะนำแค่นี้มันคงไม่เห็นภาพ งั้นมาดูตัวอย่างกันดีกว่ครับ kintiewwww.kintiew.com เป็นบล็อกที่ผมทำไว้ได้หลายเดือนแล้วครับ ชื่อมันอาจจะเพี๊ยนซะหน่อย (ตอนแรกผมจะจดมาทำเว็บไซต์ กินเที่ยว kinteaw.com) แต่ผมจดผิดก็เลยเอามาลง wordpress แล้วทำสินค้า Amazon.comซะเลย ผลที่ได้รับก็คือ มียอดขายอยู่เรื่อยๆ อิอิ สินค้าที่เน้นๆก็ พวกเสื้อผ้าแฟชั่นต่างๆ ของหนุ่มๆ (ยกเว้นของเล่นผู้ชาย หุหุ) ซึ่งแนวทางของผมก็ทำมือล้วนๆครับ เลือกสินค้า แล้วก็เขียนรีวิว (เอาข้อมูลจาก Amazon นั่นแหละครับ อิอิ) Sponsorship Earning บล็อกเนื้อหาดีก็มรีผู้สนับสนุน สปอนเซอร์ๆ การเขียนและสร้างบล็อกลักษณะนี้ Content ต้องเจ๋งจริง มีคนติดตามอ่านเยอะๆ เพราะไม่ใช่แค่ Traffics อย่างเดียวที่จะเป็นตัวตัดสินใจให้ เหล่า สปอนเซอร์ ทั้งหลาย ยอมหว่านเม็ดเงินเข้ามาเพื่อลงโฆษณา แต่ถ้าถามว่า มันยังให่ในไทยไหม…ตอบว่าใช่ แต่ไม่ตลอดไป มันกำลังจะเปลี่ยนไปครับ เพราะ ระบบการทำงานและวิถีทาง Social Network ทำให้มันเปลี่ยนครับ อีกหน่อย บล็อกเล็กๆเนื้อหาดีๆจะมีคนเข้าวันละหลายพันหลายหมื่นคนครับ แล้วโฆษณามันก็จะไหลมาเทมาครับ dekadsดูแล้อาจเป็นเรื่องยาก แต่จริงๆแล้วมันสามารถทำได้ครับ มีบล็อกเนื้อหาดีๆมากมายที่เป็น Content ภาษาไทย สามารถทำเงินได้จากผู้สนับสนุนครับ เช่น บล็อก blognone.com เป็นต้น เพราะฉนั้นถ้าใครจะพูดว่า บลอกไทยๆ ใ
ครจะมาลงโฆษณา หุหุ ผมว่าเราลองมาเปลี่ยนความคิดกันดูไหมครับ เพราะตอนนี้เรามีตัวกลางในการจัดหาโฆษณา ผู้สนับสนุนมาให้เราแทนซธด้วย ซึ่งก็รู้จักในนามของ DekAds.com ผมคิดว่าเป็นการเริ่มตนที่ดีสำหรับในประเทศไทย แต่ถ้าใครเจ๋งๆก็ลองลุยต่างประเทศดูครับ มีผู้ให้บริการเยอะแยะมากมายครับ สองแนวทางนี้เป็นเพียงแนวทางหลักๆที่ยังเจาะลึกไปได้อีกมากมายหลายๆอย่าง แต่ถ้าที่สุดบทสรุปของมันก็คือเรื่องการโฆษณาครับ ถ้าจะทำให้มันง่ายๆแบบบ้านๆก็สร้างบล็อกเนื้อหาที่เราเองถนัดๆเจ๋งๆซํกเรื่อง เรื่องที่เราถนัดเป้นโปรด้านนี้หรือไม่ต้องเก่งกาจอะไรมากก็ได้ พียงแค่ขยันหาบทความเนื้อหาต่างๆมานำเสนอ หรือนำมาเรียบเรียงใหม่ก็ได้ครับ จากนั้นก็ติดโฆษณาแบบ Contextual Ads เช่น Google AdSense รวยด้วยคลิก หรือคลิกแล้วรวย (แต่อย่าไปคลิกเองละ เด๋วจะซวย หุหุ) โดนยกเลิกบัญชีง่ายๆเลยนะครับ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ อิอิฝากรูปสรุปเงิน Adsense ของผมเดือนนี้ แบบขำๆจาก บล็อกและเว็บไซต์นะครับ adsense-may สำหรับวันนี้ คงขอฝากเอาไว้แค่นี้ก่อนนะครับ หังว่าพอจะจุดปรกายไอเดียต่างๆให้กับเพื่อนๆได้บ้างนะครับ ทรงชัย ณะอำภัย (ต๊ะ)

75 เคล็ดลับ โปรโมท Blog ให้ดัง

1. ถ้าคุณเพิ่งทำเวบใหม่สดๆเลย ก็เขียนบทความอะไรซักหน่อย แล้วไปส่งที่ Digg, Reddit, และ Now Public
2. สร้าง Yahoo Group เกี่ยวกับเรื่องของเวบเรา
3. สมัคร MySpace แล้วใช้มันช่วยโปรโมท
4. บุ๊คมาร์คเวบเราที่ Del.icio.us และถ้าคุณมีกึ๋นซักหน่อยนะ ก็ใส่ปุ่ม Del.icio.us ไว้ในเวบของคุณด้วย
5. สมัคร Technorati แล้วก็ "claim" Blog ของคุณซะ (อย่าลืมใส่ปุ่ม ไว้ที่เวบ)
6. submit เวบของคุณที่ directories ที่เป็น seach engine friendly แบบฟรีๆ ก็มีเยอะแยะ เช่น Info Vilesilencer
7. ทำแบบสำรวจ นี่เป็นวิธีที่ดีที่จะโปรโมทแบบ offline (มีใครเคยทำมั้ยง่ะ – -a)
8. ไปลงโฆษณาฟรีสำหรับบริษัทของคุณที่ Gumtree
9. ใช้ RSS feeds
10. submit RSS feeds ของเราตาม FeedBurner, Squidoo, Feedboy, Jordomedia, FeedBomb, FeedCat, rssmad, feedirectory, และ Feedboy
11. เขียนบทความที่เกี่ยวกับเวบของคุณ แล้วส่งไปตาม article sites
12. สมัคร StumbleUpon แล้วเรียกเพื่อนๆมาช่วย Stumble
13. สร้างหน้า 404 ของตัวเองไว้ เผื่อว่าคนเข้ามาเจอ error ก็จะ redirect ไปที่อื่นๆที่ดีๆ
14. สร้าง 301 redirect เพื่อจะ redicrect traffic ของคุณจาก non-www มาที่ www ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่นี่
15. ใส่ลิ้งของเวบคุณไว้ใน signature ของเวบบอร์ดที่คุณเป็นสมาชิก
16. บอกเพื่อนๆเกี่ยวกับเวบของคุณ (มันเป็นหารโฆษณาฟรีๆน่ะ)
17. ตรวจคำผิดในเวบของคุณด้วย!
18. เช็คเวบของคุณ browser หลายๆอัน
19. ซื้อโฮสต์ที่ดีพอ ไม่มีใครชอบเวบที่เป็นเต่าคลาน
20. ไม่ต้องกังวลกับ PageRank ไปหาทางโปรโมทดีกว่านะ เดี๋ยว PageRank มันก็ดีตามเอง
21. แจกของฟรี !! คนส่วนมากจะบอกต่อ เมื่อมีของฟรี
22. บอกเพื่อนบ้านของคุณ (- -a)
23. บอกวิธีที่จะติดต่อคุณให้มากที่สุด msn email yahoo skype เบอร์โทร ที่อยู่
24. ลงโฆษณากับ Craigslist มันฟรี และก็ดีใช้ได้
25. อย่าใช้ Frames
26. Submit เวบที่ DMOZ.org มันอาจจะต้องใช้เวลาซักหน่อย แต่ก็คุ้ม
27. สร้าง Site Map ให้กับเวบของคุณ แล้วส่งให้ Google
28. ทำเสื้อขึ้นสกรีน URL เวบคุณลงไป แล้วก้ใส่มันบ่อยๆด้วย (อืม..คิดได้เนอะ – -")
29. เอาไปให้สาวสวยหุ่นเร้าใจใส่ด้วยซักตัว *-*
30. สมัคร Affiliate program เพื่อขายสินค้าของคุณ หรือว่าถ้าคุณเป็น Publisher ก็โกยเงินกัน!!
31. ในหน้า contact ถามด้วยว่า คุณสนใจจะรับ Newsletter มั้ย
32. ส่ง Newsletter !!
33. เข้าร่วมสัมมนาคนทำเวบ คุณอาจจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆก็ได้
34. หา Blog ดีๆ ดังๆ แล้วก็ไปตอบคอมเม้นไว้ (ใส่ลิ้งเวบคุณด้วยล่ะ)
35. อย่าจ้างคนให้ submit search engines ให้ เสียตังค์เปล่าๆ เพราะอันที่ดังๆมีแค่ Google 50% Yahoo 25% และ MSN 10%
36. ส่งคลิบเข้าพร้อมกับชื่อเวบคุณในคลิบ ที่ YouTube กับ Google Video
37. แจกฟรี e-book แล้วเวบคุณจะเป็นที่ฮือฮา
38. แจก WordPress Theme, Blogger Theme, หรือ phpLD themes
39. ถ้าคุณขายของที่มีโฆษณาในทีวี เขียนในเวบคุณด้วยว่า "แบบที่เห็นในทีวี"
40. หลีกเลี่ยงเทคโนโลยีที่ไฮโซเกิน เช่น Java หรือ Active x
41. แจกของให้โหลดได้ ระวังลิขสิทธิ์ด้วย
42. เรียนรู้ CSS
43. ตอบคอมเม้น ยิ่งถ้าเป็น Blog ตอบบ่อยๆ
44. ขอให้เวบอื่น หรือ Blogger คนอื่นๆ ช่วย review เวบคุณ หรือว่า สินค้าก็ได้ (แลกกัน review ก็ดี)
45. ใช้ชื่อ page ที่มีความหมาย ไม่ใช่ www.yourdomain.com/pgInfoPages.cfm?cx=50799399822B393BBF95289295A3A10A4FD4F64E511ACB0E020C9048CFE3AEDAF8DD9D
46. ถ้าคุณจำเป็นจะต้องมี Flash ที่หน้าแรก อย่าลืมใส่ปุ่ม skip ด้วย
47. บอกหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น หรือ วารสารประจำโรงเรียนเกี่ยวกับเวบของคุณ บางทีถ้าเค้าไม่มีเรื่องจะเขียน หน้าของคุณอาจจะไปโผล่ในนั้นก็ได้
48. จงดังในหมู่คนที่เขียนเรื่องเดียวกัน
49. บริจาคเพื่อการกุศล แล้วส่วนมากเค้าจะใส่ลิ้งแบคให้คุณ
50. ปฏิบัติตามกฏของ W3C standards มันจะช่วยให้คุณอยู่รอดได้ในระยะยาว
51. ทีมกีฬาในโรงเรียน หรือในชุมชน ให้โอกาสคุณเป็น sponsors ในราคาถูกและดี
52. โปรโมทเวบตามบอร์ดต่างๆ แต่อย่าสแปม
53. ขอให้ Blogger เขียนเกี่ยวกับเวบของคุณ โดยแลกกับลิ้งแบค
54. จัดการ
ประกวดแข่งขันขึ้นมาในเวบ
55. ใส่ปุ่ม "ส่งต่อให้เพื่อน"
56. มี site map ในเวบของคุณ เพื่อช่วยผู้เข้าชม และsearch engine
57. ตั้งชื่อที่มีคีย์เวิร์ดตรงๆ ทั้งผู้อ่านและ search engine ชอบ
58. ใส่ปุ่ม FeedBurner ในเวบด้วย คนอ่านจะได้สมัครได้ง่ายๆ
59. Adwords เป็นทางเลือกที่ดี ถ้าคุณใช้มันเป็น
60. ใส่ About Me ใน Blog ผู้อ่านจะรู้สึกว่ามี'คน'ที่กำลังสื่อสารกับเค้า
61. สร้างหน้าเวบ แบนเนอ และโลโก้ไว้บนเวบ เพื่อว่าใครจะเอาไปตีพิมพ์ หรือเอาไปแปะในเวบ
62. ใส่ลิ้งมาที่เวบคุณจาก ebay profile
63. ขอให้เพื่อนของคุณช่วยวิจารณ์เวบแบบตรงๆ
64. E-books ที่มี reseller rights เป็นของแจกที่ดีอย่างนึงสำหรับเวบคุณ
65. submit รูปที่ Flikr
66. แชร์ banner ที่ เวบแลกเปลี่ยน banner
67. ตอบอีเมลล์ของลูกค้าให้เร็ว ไม่มีใครชอบรอ 3-4 วันกว่าจะได้รับคำตอบ
68. Keep It Simple Stupid (KISS) ใช้ CSS ในการวาง layout และ html text อย่าลวดลายมาก
69. อย่าใส่รูปเยอะมากจนเกินไป จะทำให้โหลดช้า
70. ถ้าคุณคิดว่าจะ submit เยอะมากๆ สร้างเมลล์อันใหม่มาเพื่อการนี้ แล้วทิ้งมันไปซะเพื่อลดการ สแปม
71. ใส่ Favicon ให้เวบคุณ จะได้โดดเด่นเวลา Bookmark
72. เข้า Yahoo answer แล้วตอบคำถาม พร้อมกับใส่เวบของคุณเปน source
73. อย่าซื้อ traffic มันจะมาแค่วูบเดียว แล้วจากไป
74. ทำความรู้จักกับคนที่อยู่ในวงการเดียวกัน เข้า community เป็นต้น
75. เขียนบทความที่จะมีคนอยากลิ้งถึงมากๆ เช่น บทความนี้ไง แลบลิ้น

เครดิต http://juneandtheblog.blogspot.com/2007/08/75.html