5 ขั้นตอนง่ายๆ ดึงดูดคนด้วย facebook advertising

เคยไหมคะเวลาขายสินค้าออนไลน์บางวันก็มีคนเข้ามาดูเยอะบ้าง น้อยบ้าง แล้วทำยังไงถึงให้มีคนเข้ามาดูมากขึ้นตลอดโดยเสียเงินน้อยที่สุด?

Plusible ขอบอกเลยนะคะว่าลง โฆษณาใน Social Media อย่าง Facebook จะได้ผลลัพธ์มากที่สุดเมื่อเทียบกับใน Social media อื่นๆเพราะจำนวนผู้ใช้งานต่อเดือนนั้นมีมากถึง 1.5 พันล้านคน ซึ่งสามารถเลือกเป้าหมายได้ว่าจะขายกับใคร เพียงแค่คุณมีเงิน 30 กว่าบาทก็สามารถเริ่มต้นได้แล้ว ถ้าอย่างนั้นอย่ารอช้าเลยค่ะมาดูขั้นตอนต่างๆกันเลย >>>

1.กำหนดเป้าหมายทางการตลาด

ในหน้าแรกของเฟสบุ๊คเข้าไปที่ สร้างโฆษณา>ใส่ชื่อแคมเปญ>เลือกวัตถุประสงค์ทางการตลาด

หลังจากนั้นก็ใส่ชื่อแคมเปญ และเลือกวัตถุประสงค์การตลาด

การเลือกวัตถุประสงค์ทางการตลาดนี้เราเลือกจาก3 วัตถุประสงค์ทางการตลาด ซึ่งมี 3 ระดับตามความต้องการในการสื่อสาร การรับรู้ การพิจารณา และคอนเวอร์ชั่น


การรับรู้ คือ ทำให้คนรู้จักสินค้าเรามากขึ้น
การพิจารณา คือ หลังจากที่รู้จักแล้วนำสินค้าเรามาพิจารณา และหาข้อมูลเพิ่มเติม
คอนเวอร์ชั่น คือ ทำให้สนใจและนำไปสู่การตัดสินใจซื้อ

สามารถดูคำอธิบายของแต่ละวัตถุประสงค์เพิ่มเติมได้โดยเอาเมาส์ไปวางที่เครื่องหมาย i

2.กำหนดกลุ่มลูกค้าที่เราจะสื่อสารด้วย

ยิ่งเรากำหนดได้เฉพาะกลุ่มมากเท่าไหร่ยิ่งสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าจริงได้มากเท่านั้น
ซึ่งจำนวนลูกค้าที่ เข้าถึงได้ควรมีประมาณ 50,000-100,000 คน ต่อไปนี้คือหัวข้อในการทำให้กลุ่มลูกค้าเราแคบลงนะคะ

ความสนใจ: เวลาเลือกความสนใจของกลุ่มลูกค้าควรหลีกเลี่ยง ความสนใจทั่วไปที่ทุกคนสนใจเหมือนกัน แต่ควรเลือกสิ่งที่บ่งบอกถึงตัวตนของกลุ่มลูกค้าเช่น ชอบสินค้าแบรนด์ เพลง หนังสือรวมถึงเฟสบุ๊คเพจ

ที่อยู่ : เลือกที่อยู่ของกลุ่มลูกค้าให้จำกัดลงโดยระบุ ประเทศ , เขต, แขวง, หรือรหัสไปรษณีย์

ข้อมูลเชิงประชากรศาสตร์ เช่น อายุ เพศ ภาษาหรือใส่พฤติกรรมเฉพาะของกลุ่มลูกค้าได้

3.ระบุงบประมาณและตารางเวลา

ในงบประมาณเราต้องดูว่าเราจะจ่ายเท่าไหร่ในระยะเวลาอย่างไร มีให้เลือกรายวัน กับตลอดชีพ ถ้าระยะเวลารายวันจะต้องลงเงินในปริมาณเฉลี่ยต่อวันในจำนวนเงินเท่ากันที่คุณคิดว่าจะจ่าย

แต่ถ้าระยะเวลาตลอดไปคือการระบุจำนวนเงินทั้งหมดที่จะต้องจ่ายหลังจากนั้นก็ระบุวันที่เริ่มต้น และสิ้นสุดของการทำโฆษณาด้วยค่ะ

4.ออกแบบโฆษณาของคุณ


เลือกสื่อที่จะใช้สื่อสารกับลูกค้า เช่น รูปภาพเดี่ยว สไลด์รูปภาพ หรือวีดีโอถ้าในส่วนรูปภาพ ควรมีขนาด1200 🇽 628 พิกเซล

และเราสามารถเลือกรูปภาพเองจากไฟล์ของเราหรือทางเฟสบุ๊คกำหนดให้ก็ได้ ต่อไปนี้จะเป็นส่วนประกอบต่างๆของโฆษณานะคะ

  1. รูปภาพที่เราโพส ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการที่คนจะหยุดเลื่อนและเปลี่ยนมาคลิ้กแอดของเรา
  2. หัวข้อเรื่อง ควรเป็นข้อความที่จับความสนใจของผูุ้คนได้และบอกได้ว่านี่คือโฆษณาเกี่ยวกับอะไร ซึ่งไม่ควรเกิน 25 ตัวอักษร
  3. ข้อความ ควรบอกรายละเอียดเกี่ยวกับโฆษณาว่าคุณจะสื่ออะไรซึ่งไม่ควรเกิน 90 ตัวอักษร
  4. ปุ่ม call to action คือปุ่มที่เมื่่อคลิกแล้วจะนำพาไปสู่อีกเว็บไซต์นึงซึ่งเราสามารถกำหนดได้ว่าจะเป็นaction ไหนเช่น “Buy now” “subscribe” “contact us”
  5. คำอธิบายลิงก์ ไว้สำหรับบอกที่อยู่ของลิงก์ และคำอธิบายของเนื้อหาในลิงก์นั้

โดยที่จะมีหน้าสำหรับการใส่ที่อยู่URL ,ชื่อที่เราแสดง URL และหัวข้อเรื่อง รวมถึง รายละเอียดการจ่ายเงินให้เขียนให้ครบถ้วน

นอกจากนี้เราสามารถดูมุมมองการใช้งานในอุปกรณ์ต่างๆได้เช่น ในจอเดสก์ท้อป จอสมาร์ทโฟน รวมถึง ในหน้าแรกของโปรแกรม Instagram

5.ทำความเข้าใจกับรายงานผลโฆษณาในเฟสบุ๊ค

เลือกเฉพาะผลที่เราสามารถวัดได้ เช่นจำนวนลูกค้าเข้ามาเท่าไหร่ จำนวนการคลิ้ก รวมถึงรายละเอียดของลูกค้าเราว่าเค้ามีเพศอะไร อายุเท่าไหร่ อยู่ที่ไหน ใช้อุปกรณ์ใดในการเข้าดู

จบไปแล้วนะคะกับ ขั้นตอนการใช้ Facebook Advertising ไม่ยากเลยใช่ไหมคะลองไปทำกันดูแล้วมาบอก Plusible ได้นะคะ

cr.Headway capital infographic

สุดปัง!! กับ แบรนด์ที่ปรับโลโก้แล้วยอดขายเพิ่มขึ้น

หากพูดถึง โลโก้ แล้ว หลายคนอาจจะนึกถึงตราสัญลักษณ์ของหลากหลายแบรนด์สินค้า และ บริการ ที่ปรากฏอยู่บน หน้าร้าน บรรจุภัณฑ์ หรือบริการต่างๆ ซึ่ง โลโก้ ก็เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแบรนด์ และการทำการตลาดที่สำคัญ อย่างยิ่ง

 

images

คำว่า โลโก้ หรือ ตราสัญลักษณ์ ย่อมาจากคำว่า Logotype ซึ่งหมายถึงเครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือสื่อที่บ่งบอกรูปแบบ ประเภทของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเมื่อเห็น โลโก้ สามารถทำให้ผู้บริโภคเข้าใจความหมายของสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ทันที โดยไม่มีการอธิบาย ด้วยสาเหตุนี้เอง โลโก้ จึงถูกใช้สอดแทรกไปกับการทำการตลาด หรือสื่อโฆษณาไปพร้อมๆกับสินค้าและบริการ

ประโยชน์ของการใช้โลโก้ นอกจากจะใช้เพื่อสร้างการจดจำแบรนด์ไปยังผู้บริโภคแล้ว มันยังทำหน้าที่ในการสื่อสารว่า องค์กร หรือธุรกิจของคุณเกี่ยวกับ หรือให้บริการอะไร นอกจากนี้ โลโก้ ยังส่งผลต่อผู้ใช้บริการในเชิงจิตวิทยาอีกด้วย ทำให้ผู้บริโภค รู้สึกถึงตัวตนของแบรนด์ (Brand Personality) เช่นเมื่อลูกค้าเห็นโลโก้ จะรู้สึกถึงความน่าเชื่อถือ  มืออาชีพ รู้สึกประทับใจ รู้สึกเป็นกันเอง อยากกลับมาใช้บริการอีก เป็นต้น

เราลองมาดูตัวอย่างแบรนด์ที่เปลี่ยน โลโก้ แล้ว ปัง และยอดขายยังพุ่งอีกด้วย!!!

  1.       Starbucks

    starbucks_new_logo.top

นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก กาแฟนางเงือก หรือ Starbucks  แบรนด์กาแฟที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก  ซึ่ง Starbucks เองก็ได้เปลี่ยนโลโก้มาหลายครั้ง  จนมาครั้งล่าสุดในปี 2012 ที่ได้เปลี่ยนเอาคำว่า Starbucks Coffee ออกไป เพื่อขยาย สายผลิตภัณฑ์ที่นอกเหนือจากกาแฟ การเปลี่ยนโลโกครั้งนี้ถือว่าเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าอื่นๆ เช่น เบเกอรี่ หรือของที่ระลึกเพิ่มเติม ไม่เพียงแต่ขายกาแฟ เพียงอย่างเดียว

  1.       Lenovo

แบรนด์ Gadget จากประเทศจีน ที่มีไลน์ผลิตภัณฑ์ทั้ง Notebook ,Tablet และมือถือ ได้ผ่านการเปลี่ยน แปลง โลโก้ ส่งผลให้แบรนด์ดูทันสมัย และ Premiumขึ้น นอกจากเปลี่ยนรูปลักษณ์ของโลโก้แล้ว ทาง Lenovo ยังได้ประกาศว่า Lenovo จะมีพื้นหลังเป็นสีอะไรก็ได้ไม่จำกัด ทำให้แบรนด์มีความสดใส และไม่ยึดติดกับสีเดิมๆ อย่าง ดำ ส้ม ขาว เพียงอย่างเดียว

  1.       Google

googles-new-logo-5078286822539264.2-hp

จะเห็นได้ว่าโลโก้ใหม่ของ Google ถึงนำไปใช้ในทุกช่องทางไม่ว่าจะเป็นหน้า Search Engine ที่หลายคนเปิดเข้ามาเป็นที่แรกเพื่อหาข้อมูล , Application Google Search  หรือ ฟังก์ชั่นต่างๆก็มีการเปลี่ยนฟังก์ชั่น และหน้าตาให้มีความเรียบง่ายเหมือน โลโก้ที่เปลี่ยนแปลงไป

 

และทาง Google เองก็ออกมาให้เหตุผลในการเปลี่ยน Logo ครั้งใหม่ดังนี้

 

Google เปลี่ยนไปมากตลอด 17 ปีที่ผ่านมา จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเราไปสู่การเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่หมดจด วันนี้เรากำลังมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง:

แล้วทำไมเราถึงมาเปลี่ยนตอนนี้ นานมาแล้ว Google เคยเป็นจุดหมายที่คุณเข้าถึงได้จากอุปกรณ์หนึ่งนั่นคือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ  มาวันนี้ผู้คนสื่อสารมีปฏิสัมพันธ์กับ Google จากหลากหลายแพลทฟอร์ม แอพพ์และอุปกรณ์—บางครั้งก็จากทั้งหมดที่กล่าวมาในวันเดียว  คุณคาดหวัง Google ให้ช่วยคุณได้ตลอดเวลาจากทุกที่ที่คุณต้องการความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นจากโทรศัพท์มือถือ ทีวี นาฬิกา แผงหน้าปัทม์ในรถยนต์ และแน่นอนจากคอมพิวเตอร์ของคุณเอง!

วันนี้เราขอแนะนำรูปแบบภาษาภาพที่สะท้อนให้เห็นความเป็นจริงนี้และแสดงให้คุณเห็นความมหัศจรรย์ของ Google กำลังช่วยคุณอยู่แม้จะอยู่ในหน้าจอที่เล็กที่สุดก็ตาม  ที่คุณจะเห็นเราเลือกเอาโลโก้และแบรนด์ของ Google ที่เราสร้างขึ้นสำหรับหน้าค้นหาบนคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปและปรับเปลี่ยนมันไปสู่โลกแห่งการประมวลผลที่ไม่เคยหยุดนิ่งจากอุปกรณ์จำนวนมหาศาลและวิธีการใช้รูปแบบต่างๆ มากมาย (เช่นการแตะ การพิมพ์ และการพูด)

คุณอาจไม่รู้สึกว่าคุณกำลังใช้ Google อยู่ แต่คุณจะเห็นได้ว่า Google กำลังช่วยคุณอย่างไร ตัวอย่างเช่นองค์ประกอบใหม่ที่มีสีสันสดใสอย่างไมโครโฟน Google ช่วยคุณระบุได้และสื่อสารกับ Google ไม่ว่าคุณจะพูด จะแตะ หรือจะพิมพ์ ในขณะเดียวกันเราจะโบกมือลาให้กับไอคอน “g” สีฟ้าและแทนที่ด้วยสัญลักษณ์ที่เข้ากับโลโก้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเปลี่ยนหน้าตาของเราและไม่น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายด้วย แต่เราคิดว่าการเปลี่ยนแปลงวันนี้เป็นการสะท้อนที่ยิ่งใหญ่ที่แสดงให้เห็นวิถีการทำงานของ Google ผ่าน Search  แผนที่  Gmail  Chrome และอื่นๆ อีกมากมาย เราคิดว่าเราได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ Google (เรียบง่าย ไม่ซับซ้อนวุ่นวาย สีสันสดใส เป็นมิตร) และปรับโฉมมันไม่ใช่เพื่อ Google ในวันนี้แต่เพื่อ Google ในอนาคตด้วย

คุณจะเห็นรูปแบบโฉมใหม่ของทุกผลิตภัณฑ์ได้เร็วๆ นี้  หวังว่าคุณคงสนุกไปกับเรา!

โพสต์โดยทามาร์ เยโฮฌัว รองประธาน  Product Management & Bobby Nath,  ผู้อำนวยการฝ่ายประสบการณ์ผู้ใช้

 

  1.       Grab

grab logo

GrabTaxi เปลี่ยนชื่อใหม่ใช้ชื่อว่า Grab พร้อมเปลี่ยนโลโก้ใหม่

การให้บริการในไทย Grab ก็จะยังคงมี 4 บริการเรียกรถที่ผู้ใช้สามารถเรียกใช้งานในแอพพลิเคชันเดียว ทั้ง GrabTaxi, GrabCar, GrabBike และ GrabExpress

สาเหตุหลักที่เปลี่ยนชื่อจาก GrabTaxi มาเป็น Grab นั้นก็เพื่อเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์เดิมที่เน้นให้บริการรถแท็กซี่แต่เพียงอย่างเดียว เนื่องจากในปัจจุบันได้เพิ่มการให้บริการการขนส่งโดยสารหลากหลายรูปแบบกว่าแต่ก่อนนั่นเอง

 

          จะเห็นได้ว่าการใส่ความคิดสร้างสรรค์ ลงไปใน Logo ก็สามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ของแบรนด์ ในสายตาของผู้บริโภคได้อย่างดีทีเดียว  ไม่ใช่แค่เพียงภาพลัดษณ์ แต่คำจำกัดของธุรกิจ หรือการสื่อความหมายของสินค้าและบริการของตัวเองก็เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน 

 

5 เคล็ดลับง่ายๆ ในการสร้าง Profile LinkedIn แบบมืออาชีพ

“จงระวังสิ่งที่คุณจะโพสบน Social Media”

คุณน่าจะเคยได้ยินเรื่องราวเหล่านี้มาก่อนว่าในสังคมปัจจุบัน คุณจะต้องระวังสิ่งที่คุณกำลังจะโพสลงบน Twitter หรือ Facebook ที่ทุกคนสามารถเห็นสิ่งที่คุณโพสได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณต้องการหางานใหม่หรือเป็นตัวแทนพนักงาน นั่นคือสิ่งที่ LinkedIn มีให้บริการ

มีผู้คนจำนวนมากที่กำลังดูโปรไฟล์ของคุณอยู่ ถ้าคุณกำลังจะมองหางานที่คิดว่าเหมาะสมกับตัวคุณเอง อาจจะมีบริษัทที่คุณกำลังมองหาอยู่โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึงลูกค้าที่คาดหวังไว้หรือคู่ค้าทางธุรกิจ

การทำให้โปรไฟล์ของคุณดูดี มันอาจจะแสดงถึงความเป็นมืออาชีพหรือไม่? หรือควรจะต้องทำอยู่แล้ว? มีอยู่ 5 สิ่งที่คุณควรจะทำบน LinkedIn เพื่อทำให้โปรไฟล์ของคุณดูโดดเด่น ไม่เพียงแต่แสดงถึงว่าคุณเป็นคนมีความสามารถ แต่มันแสดงถึงความเป็นมืออาชีพด้วย

 

  1. เข้าร่วม Groups

– อาจจะเป็นเรื่องน่าเบื่อไปหน่อยสำหรับการสลับสับเปลี่ยนจำนวนสมาชิกภายใน Groups แต่มันจะช่วยให้คุณได้รับการเตือน นี้อาจเป็นเรื่องส่วนบุคคล ซึ่งอย่างน้อยคุณควรจะเข้าร่วมกลุ่มอย่างน้อย2-3กลุ่ม โดยอาจจะเริ่มจากกลุ่มสมาคมศิษย์เก่าของคุณซึ่งคุณมีบางอย่างที่สามารถเข้าร่วมกับสมาชิกทั้งหมดได้อยู่แล้ว ส่วนในกลุ่มอื่นๆอาจจะเป็นกลุ่มของอุตสาหกรรมซึ่งกลุ่มเหล่านี้ควรจะเป็นกลุ่มที่คุณต้องให้ความสนใจมากที่สุด

  1. เพิ่ม Keywords และ Links

– คุณสมบัติใน Portfolio ของคุณ ที่แสดงถึงประสบการณ์การทำงานของคุณจะช่วยให้คนที่สำรวจการทำงานของคุณมีความสนใจมากขึ้น โดยจะต้องมีเนื้อหาในLinkของคุณที่เป็นต้นฉบับและเกี่ยวข้องกัน เช่น Blog posts และ Youtube videos ซึ่งนี่คือสิ่งที่อุตสาหกรรมต้องการ แต่ใน Portfolio ของคุณควรบ่งบอกถึงทักษะและความสามารถของคุณด้วย

  1. ใส่ใจในรายละเอียดกับส่วนข้อมูลสนับสนุน  (Rec)

– นักเขียน Forbes, William Arruda กล่าวว่า การสนับสนุนที่มีอยู่อย่างจำกัดใน5อันดับแรกของทักษะที่คุณมีที่ทำให้คุณดูโดดเด่น ไม่เพียงแต่การรองรับทักษะของผู้คนทั่วไปเมื่อคุณได้เห็นเขาเหล่านั้นเป็นการส่วนตัว

– ข้อเสนอแนะของคุณไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะว่ามีเพียงแค่2อันดับแรกที่ปรากฎอยู่บนหน้าเพจของคุณ ซึ่งคุณจะต้องแน่ใจว่าคุณยอมรับในข้อเสนอแนะที่ดีที่สุดของคุณอยู่

  1. สร้างเพจส่วนตัวของคุณเอง

– ตามที่William Arrudaกล่าว เพจLinkedIn ของคุณไม่ใช่Resume และควรมีการใช้คำพูดที่นุ่มนวล ซึ่งหมายความว่าคุณเป็นคนแรกที่ได้ใช้และมีการแชร์ความเห็นลงในที่ที่เหมาะสม ซึ่งนี้จะช่วยให้เชื่อมต่อกับบุคคลอื่นๆได้

-ให้เก็บเป้าหมายผู้ที่เข้ามาชมโปรไฟล์คุณไว้และพูดออกมาอย่างตรงๆ อย่าไปกลัวที่จะรวบรวมKeywordsในสรุปของคุณ อย่างไรก็ดี Keywordsเหล่านี้จะช่วยให้ค้นหาผลลัพธ์ได้ง่ายขึ้น ถ้าคุณยังไม่ได้เพิ่มลงในสรุปในหน้าเพจของคุณ สามารถดูได้จากภาพข้างล่างนี้

 

bh5Qp048_820x351.png-600x351

คลิปที่ “View More” ปุ่มสำหรับดูหน้าอื่นๆในเพจของคุณ

ทั้งนี้คุณยังสามารถเพิ่มในส่วนของรางวัลที่เคยได้รับมา ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าคุณเยี่ยมแค่ไหน และอาจได้รับการยอมรับในการทำงานของคุณเองด้วย อีกทั้งยังสามารถนำไปคุยโวเกี่ยวกับตัวคุณเองได้

อีกประการหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเล็กๆที่จะช่วยทำให้มั่นใจว่าภาพถ่ายหน้าตรงที่จะเอาไปตั้งเป็นรูปโปรไฟล์ของคุณ จะช่วยดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาสนใจในเนื้อหาของคุณได้

Link Humans แนะนำสำหรับURLส่วนตัวของคุณเพื่อเพิ่มรายละเอียดในโปรไฟล์บนResumeหรือธุรกิจของคุณ

 

The new link ending should make sense and include your name. Something like “sdawgsupersysko” isn’t gonna fly with employers, or honestly, anyone. It should be short, sweet, and easy to remember.

When viewing your public profile, look to the left hand side for a box that says “Your Public Profile URL”. Once edited looks like this:

LinkedIn URL

  1. อัพเดตให้ทันสมัยอยู่เสมอ

–  LinkedIn Profileของคุณจะเป็นตัวแทนในสิ่งที่คุณเคยทำและที่คุณเคยทำงานอยู่ ถ้าคุณจะทำสิ่งหนึ่งในรายการนี้ ควรที่จะเก็บข้อมูลประวัติส่วนตัวของคุณที่ทันสมัยซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายๆที่ ไม่ต้องใช้สมองมากนัก

– LinkedIn จะให้คุณมีพื้นที่มากมายเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถของคุณ นี่เป็นวิธีที่ดีที่คุณสามารถใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ของคุณโดยไม่ต้อง พยายามที่จะจำกัดตัวเองเหมือนกับบนประวัติส่วนตัว

– การศึกษา ประสบการณ์ และสิ่งจำเป็นสำหรับการสมัครงานของคุณ เพื่อให้แน่ใจว่าได้รับการปรับปรุง การหางานและระบบเครือข่ายเป็นสิ่งที่ยาก แต่การทำให้แน่ใจว่าโปรไฟล์ของคุณเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แม้ว่าคุณไม่ได้กำลังมองหางานชั่วคราวใหม่ก็ตาม LinkedIn เป็นทรัพยากรที่ดีเยี่ยมสำหรับลูกค้าที่เป็นหัวใจหลักที่สำคัญที่จะทำให้เป็นมืออาชีพที่ดี ผู้คนต้องการมอบความรู้สึกเชื่อมต่อให้เข้าถึงกับคุณและคุณต้องการให้ความ เคารพคุณ เคล็ดลับเหล่านี้ทำให้ขึ้นในการจัดการ

 

อำนาจบนโลก Social สิ่งสำคัญที่นักการตลาด Social Media ไม่ควรมองข้าม

ที่มา : The Importance of Social Authority in Social Media Marketing 

AUTHORITY

 

นักการตลาดและผู้เชี่ยวชาญหลายๆคนให้ความสำคัญกับขั้นตอนต่างๆในการทำการตลาดบน Social  Media  แต่การทำการตลาดบนช่องทาง Social Media ไม่ได้การันตีว่าจะประสบความสำเร็จในทุกๆธุรกิจ ทุกคนมีเพจบน Facebook และเจ้าของธุรกิจที่พร้อมจะทุ่มงบโฆษณา เช่นเดียวกันกับในช่องทาง Twitter LinkedIn  MySpace และ ทุกๆคน Social Mediaที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่บริษัทที่ประสบความสำเร็จในการทำการตลาดดังกล่างนั้นมีเพียงไม่กี่ราย

บริษัทที่ประสบความสำเร็จเข้าใจในสิ่งสำคัญ โดยที่ธุรกิจอีกกว่า 90% ไม่เข้าใจ  สิ่งนั้นคือ “อำนาจบนโลก Social Media ” ที่มีความสำคัญมากกว่าแค่การนำเสนอผ่าน Social Media  บริษัทที่ไม่ประสบความสำเร็จมักใช้เงินทางการตลาดที่สูงปรี๊ด!  และรวมถึงชั่วโมงการทำงานบนอินเทอร์เน็ตที่บริษัทที่ไม่ประสบความสำเร็จได้ทุ่มเทมากเกินไป เพื่อสร้างอำนาจทาง Social

อำนาจบนโลก Social Media คืออะไร

การมีอำนาจในโลกก social media อาจเหมือนกับการที่จริงจังกับกิจกรรมบน social media  การมีอำาจในsocial media authority หมายถึงคนทั่วไปมองคุณว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมของคุณเอง สิ่งที่คุณพูดจะถูกติดตามโดย” tastemakers” และ “the king makers” ผู้ซึ่งต้องการรักษาความสัมพันธ์กับฐานลูกค้าซึ่งมีมากพอที่จะทำให้คุณอยู่รอกในธุรกิจ สรุปได้ว่ายิ่งคุณมีอำนาจทาง Social Media มากเท่าไหร่ คุณจะลดความทุ่มเทในทำการตลาดบน Social Media น้อยลงเท่านั้น

ทำอย่างไรเราถึงจะมีอำนาจบน Social Media

ธุรกิจขนาดเล็กทั้งหลายควรให้ความสำคัญในการเพิ่มอำนาจบน Social Media ในแบรนด์ที่ตนเองเกี่ยวข้องอยู่  แม้ว่าคุณจะลงโฆษณาเพื่อโปรโมทบนเฟสบุ๊ค หรือทวิตเตอร์ ในสิ่งที่เกิดขึ้นล่าสุดในอุตสาหกรรมของคุณ  แต่มันไม่ได้สร้างยอดขายได้อย่างรวดเร็วขนาดนั้น สิ่งที่คุณได้จากการสร้างอำนาจบนโลก Social Media คือความน่าเชื่อถือต่างหาก

อ่านเพิ่มเติม FREE และวิธีสร้าง Traffic เข้าเว็บไซต์ในราคาต่ำ

และอ่านฉบับหนังสือได้ที่นี่: http://mytoptier-business.com/maximum-traffic/

มีหลายวิธีที่เราจะสามารถเพิ่มอำนาจบนโลก Social Media ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดต้องใช้เวลา และค่อนข้างน่าเบื่อ ดังนั้นวิธีการใดที่ทำได้โดยอัตโนมัติ สามารถทำได้โดยไม่ดูเสแสร้งจนเกินไป

ขั้นตอนแรก คุณควรนำเสนอตัวเองผ่าน Internet อย่างสม่ำเสมอ ทุกที่ๆบริษัทปรากฏอยู่ คุณก็ต้องไปปรากฏเช่นกัน นั่นแปลว่าคุณต้องเข้าไปฝังตัวตาม Webboard หรือ ในกรุ๊ปต่างๆบน Social เพื่อนำเสนอบริษัทของคุณเอง

ขั้นตอนที่สอง คุณควรมีข้อมูลว่าตอนนี้ผู้คนกำลังค้นหาหรือ ต้องการอะไร เมื่อคุณสร้างบัญชีใน Social Media ของคุณแล้ว ลองซุ่มอ่านเนื้อหาในเว็บไซต์เฉพาะกลุ่มหลายๆเว็บไซต์ บางทีคุณอาจจะได้ต้นแบบที่จะเป็นเป้าหมายต่อไปของคุณ คุณจะเรียนรู้แนวโน้มธุรกิจ และค้นพบว่า หากต้องการค้นหาสิ่งที่ผู้คนต้องการได้จากแหล่งข้อมูลไหน หากคุณคือผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในอุตสาหกรรมนั้นแล้ว คุณสามารถนำเสนอข้อมูลใหม่ๆที่น่าสนใจได้

ขั้นตอนที่สาม ทะลุเป้าหมายด้วยการทำ Guest Post (Guest Post: คือการไปเขียนบนความใน Blog ของคนอื่น บทความนั้นจะต้องใหม่และไม่ซ้ำกับของบน Blog คุณ) และเป็นผู้นำในด้านนี้ การ Guest blogging หรือ Guest Post เป็นวิธีการที่ดีที่คุณจะสามารถเป็นแนวหน้าในบรรดาเหล่าผู้นำเทรนด์ในอุตสาหกรรมของคุณ ไม่ใช่การอ้างชื่อในบลอกตัวเองเท่านั้น การทำการตลาดบน social media ของธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากมันมีพื้นฐานมาจากบลอก และการทำ Guest Post นั้นถูกมองเป็นขั้นตอนต่อไปหลายๆอุตสาหกรรม

รายละเอียดในกลยุทธ์ข้างต้นต้องใช้เวลาและความพยายาม บางขั้นตอนอาจต้องจ้าง outsourced หรือใช้คนภายในเพื่อรับผิดชอบงานนี้ สุดท้ายนี้ จำไว้ให้ดีว่ามีหู ของผู้คน (หมายถึงอำนาจที่จะเข้าถึงใจกลุ่มผู้ฟัง) ย่อมดีว่ามีงบประมาณที่ไม่จำกัด

6 เทรนด์ มาแน่!! การตลาดผ่าน Social Media ปี 2015

มาดูกันว่าในปี 2015 เทรนด์อะไรที่มาแรงในการทำการตลาดผ่าน Social Media
เหล่า Online Retailer ควรจับตาดูเทรนด์ทั้ง  6 ข้อ นี้ให้ดี

1. Social Network เฉพาะกลุ่มมาแน่

Social Network กระแสหลัก เช่น  Facebook, Twitter และ LinkedIn กำลังถูกท้าทายจาก Social Network นอกกระแสที่กำลังมาแรงในปี 2015 ยกตัวอย่างเช่น  Ello  Social Network ไร้โฆษณา จากที่กำลังทดสอบตลาดในช่วง Beta ซึ่งได้รับความสนใจจากนักพัฒนา Social Media เป็นจำนวนมาก
ไม่ว่า Ello สร้างระบบ ecosystem ของตัวเองหรือไม่ก็ตาม มันก็สร้างจุดสนใจที่สำคัญแก่ผู้เล่นรายหลักในตลาดว่า  niche social network เช่น Snapchat และ Path เป็นสิ่งที่น่าจับตามอง
และจากหลักฐานเพิ่มเติมว่า Social Network ตามความสนใจ เช่น Foodie Social Media สำหรับคนที่รักอาหาร  และ  Fitocracy เว็บไซต์สำหรับผู้ที่สนใจในฟิตเนส  ส่วนPolyvore และ Kaboodle ซึ่งเป็น Social Network สำหรับการซื้อของผ่าน social
Foodie is a social network for food lovers.รูปภาพ : Foodie — Social Network สำหรับคนรักอาหาร

2. Google+ กำลังจะตาย

ขณะที่มีผู้เล่นในตลาดเป็นจำนวนมาก , Google+ ไม่ค่อยเป็นปัจจัยสำคัญในการทำการตลาดผ่าน Social Network  เห็นได้จากจำนวนผู้ใช้ของ Google+ ที่ลดลง

การจากไปของ Vic Gundotra หัวหอกคนสำคัญของ Google+ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ,เนื่องจากความล้มเหลวของ Google Authorship, ที่ชี้วัดว่าsocial network ได้สูญเสียความมั่นคง และ สับสนกับบทบาทที่เป็นเครื่องมือค้นหา (Search Engine) เจ้าตลาด ที่พยายามเข้ามาบุกตลาด Social Media

3. ความพยายามโฆษณาผ่าน Social Network จะมีมากขึ้น

ในทางปฏิบัติ social networkทุกตัวพุ่งความพยายามไปยังการโฆษณาซึ่งเป็นความจริงที่เห็นได้ชัดจาก Facebook, Twitter, and LinkedIn. ส่วน Pinterest Instagram และ Snapchat กำลังทดลองระบบโฆษณาอยู่

Facebook ใช้การโฆษณากลับไปยังกลุ่มเป้าหมาย ผสมผสานกับความสามารถของร้านค้าที่จะ upload ฐานข้อมูลลูกค้าผ่านฟังก์ชั่นCustom and Lookalike Audiences ซึ่งเป็นความพยายามจาก Facebook ที่จะสร้างแพลทฟอร์มเพื่อการโฆษณาให้ครบถ้วนที่สุด

Twitter’s Tailored Audiencesที่ สามารถนำเสนอเนื้อหาให้แก่ผู้ใช้ที่แสดงความสนใจของพวกเขา สะท้อนถึงการให้ความสำคัญของการโฆษณาของ Twitter

4. การทดลองขายสินค้าผ่านSocial  จะได้รับความนิยมมากขึ้น

ในปีที่ผ่านมา ทั้ง Twitter และ Facebook กำลังทดลองที่จะรวมการขายสินค้าผ่าน platforms ของพวกเขา Twitter ออกบริการ Product Cards ที่สามารถออกแบบการนำเสนอสินค้าในรูปแบบของรูปภาพ คำบรรยาย และรายละเอียดหลักของสินค้า

นอกจากนี้ Twitter และ Facebook ยังทดสอบปุ่ม Call to Action “Buy” ในปีนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า tweets และ postsที่มีปุ่ม “Buy ” สามารถสร้างการซื้อจากนักช้อปออนไลน์ได้มีประสิทธิภาพกว่า

5.การใช้ Social Media ที่เน้นรูปภาพ กำลังจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ในบทความ“Add Visuals to 2015 Social Media Marketing” ได้กล่าวไว้ว่า Social network เช่น Pinterest, Instagram, Snapchat และ Vine มีการเติบโตค่อนข้างเร็ว และจะเติบโตไปอีกในปี 2015

เนื่องจากการกรองเนื้อหาใน Facebook News Feed ซึ่งจำกัดการเข้าถึงลูกค้าของกลุ่มธุรกิจ และ แบรนด์ต่างๆ พวกเขาจึงถูกบังคับให้หาหรทางใหม่ๆที่จะนำเสนอสินค้าและบริการ ทางเลือกที่น่าสนใจคือ Instagram และ Pinterest เพราะทั้งคู่ไม่ได้ใช้ algorithm เพื่อพิจารณาเนื้อหาที่ให้ผู้ใช้เห็น

นักการตลาดใช้ Instagram เป็นเครื่องมือพื้นฐานของSocial  network. อ้างอิงจาก oneindustry report,นักการตลาดที่ใช้เวลา 40 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นใน 1 สัปดาห์ มักจะเน้นการทำการตลาดผ่าน  Instagram มากกว่าในอดีต และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะเพิ่มขึ้นกว่า 49% ในปี 2015

6. LinkedIn จะรุกเข้าไปสู่การทำการตลาดแบบ  B2B

LinkedIn ได้เป็นผู้นำของ social network ในการทำการตลาดระหว่างธุรกิจ (B2B) และกำลังจะเป็นเจ้าตลาดในปี 2015

จากบางบัญชีใน LinkedIn พบว่ากว่า 88% ของนักการตลาดแบบ  B2B ใช้LinkedIn และ Social Network ตัวนี้นำลังจะพัฒนา Platform ที่สามารถสร้างเนื้อหาในระยะยาวที่แตกต่างจาก social network อื่นๆที่ไม่มีเนื้อหาที่ดึงดูดผู้ใช้ที่เป็นธุรกิจ

 

ที่มา: http://www.practicalecommerce.com/articles/77304-6-Social-Media-Marketing-Trends-for-2015

ค้นให้เจอ !!! ปัจจัยไหนในการทำการตลาดผ่าน Social Media ที่ช่วยเพิ่มผลกำไรให้เราจริงๆ

การทำการตลาดบน Social mediaก็มีค่าใช้จ่ายเหมือนกับการตลาดในช่องทางอื่นๆ หลายๆคนที่เรียกตัวเองว่าผู้เชี่ยวชาญด้าน Social Network ชอบพูดว่ามันเป็นวิธีการที่ฟรี ! ขณะที่หลายส่วนของการทำการตลาดบน social media ไม่เก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้าแต่สิ่งที่เป็นต้นทุนคือ”เวลา”นั่นเอง และ ต้นทุนของเวลาก็คือ “เงิน” ดังนั้น มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะเก่งในเรื่องการทำการตลาดบน Social Media หรือไม่ สิ่งที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นต่างหาก.

เพื่อทดลองและตัดสินใจผลตอบแทนของการลงทุนในที่แท้จริงของธุรกิจ คุณต้องเข้าใจเป้าหมายของธุรกิจของคุณ  มันเป็นสิ่งสำคัญเมื่อคุณจะสร้างเป้าหมายในการทำการตลาด social ว่าคุณต้องการที่จะบรรลุอะไร อย่างเฉพาะเจาะจง โดยมองทั้งในภาพรวม และสามารถบรรลุเป้าหายในแต่ละแคมเปญบน Social media

มีปัจจัยที่หลากหลายในการวัดผลที่ Social Media

social

 

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป้าหมายของคุณสอดคล้องกับตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินผล

อย่าประมาทกับเป้าหมายของ มันเป็นสิ่งสำคัญกับการเชื่อมโยงระว่างเป้าหมายกับสิ่งที่คุณสามารถวัดได้ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการวัดผลอะไรก็ตามที่จะสร้างยอดขายจากแคมเปญนั้นๆ คุณจะรู้ได้ทันทีว่าคุณต้องดูตัวเลขในส่วนไหน   ปัจจับที่คุณจะพิจารณา คือ ยอดขายมาจากไหน กิจกรรมใดที่ทำแล้วเกิดยอดขายและไม่เกิดยอดขาย สิ่งนี้เองทำให้เห็ยว่าปัจจัยใดสำคัญกับธุรกิจของคุณจริงๆ

ตรวจดูลำดับความสำคัญของทุกการทำการตลาดใหม่ผ่าน Social Media

นอกจากรู้ว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ยอดขาย แล้ว เราควรลำดับความสำคัญของแต่ละปัจจัยด้วย เช่น คุณต้องการที่จะเพิ่มผู้รับข่าวสารรายใหม่ (Newsletter Subscriber ) และวางแผนไว้ว่าจะทำ ปัจจัยแรกที่ควรตรวจสอบคือ จำนวนผู้ขอรับข่าวสาร ณ ปัจจุบัน การวัดจำนวนผู้ขอรับข่าวสารมีจำนวนเท่าใดในแต่ละวัน แต่ละอาทิตย์ และแต่ละเดือน เพื่อจะบรรลุแผน 90 วันได้ แล้วการโฆษณาทาง Facebook ของคุณสามารถเพิ่มตัวเลขเหล่านี้ได้ไหม  คุณจะสามารถเพิ่มยอดผู้ติดตามข่าวสารโดยที่ไม่โฆษณาได้เท่าไร

รู้ให้แน่ ทำไมกำไรถึงขึ้น หรือลง

เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มันจะลดต้นทุนและทำให้กำไรคุณ “ดู” เพิ่มมากขึ้นเพราะกระแสเงินสดของคุณจะดูง่ายขึ้น และ ยอดเงินในบัญชีของคุณก็จะดูสูงขึ้น แต่ความจริงก็คือ กำไรไม่ได้เพิ่มขึ้นหรอก… แต่คุณลดต้นทุนต่างหาก ลองให้ความสนใจไปกับกิจกรรมที่คุณอาจไม่รู้ว่ามันเพิ่ม หรือ ลดต้นทุนรายเดือนให้ของกิจาร เมื่อทำแบบนี้แล้วคุณก็จะรู้ได้ว่า กำไรของคุณขึ้นหรือลง เพราะอะไรกันแน่ การเพิ่มกำไรจากการลดต้นทุนไม่ใช่สิ่งเลวร้ายหรอก มันเป็นเรื่องที่ดี แต่ในขณะที่คุณลดต้นทุน คุณไม่ควรลดกิจกรรมทางการตลาดบน Social  Media ตามนะ

ตรวจสอบตัวชี้วัดด้วยข้อสันนิษฐานขั้นต้น

ปัจจัยสำคัญที่คุณควรวัดผลอยู่เสมอคือ ค่า likes  shares  comments  click-through rates  และ conversions.เพราะมันคือค่าเป็นตัวชี้วัดของทีมการตลาด  หากมีตัวใดที่ดี ในขณะที่ปัจจัยอื่นไม่ดี  มันจะทำให้คุณเกิดความคิดที่จะวางแผนเลือกชนิดของโฆษณาของแคมเปญการตลาดใน social media

เข้าใจหลุมพรางของผลตอบแทนจากการลงทุน ปจจัยทั้งมหดที่มีผลในแต่ละแคมเปญการตลาดผ่าน Social media  ต้นทุนเท่าไหร่ เวลาและแรงที่ต้องทุ่มเทไป สิ่งเหล่านี้คุ้มค่าหรือไม่ การวัดผลอย่างสม่ำเสมอจะเป็นเครื่องมือนำทางคุณได้เป็นอย่างดี

 

ที่มาบทความ : https://website-designs.com/online-marketing/effectively-measuring-your-social-marketing-to-determine-real-business-roi/

5 เคล็ดลับ การใช้ Google Analytic ติดปีกธุรกิจของคุณ!!

5 เคล็ดลับ การใช้ Google Analytic ติดปีกธุรกิจของคุณ!!

40-Google-Analytics-Solutions3

 

 

Google Analytics อาจดูน่าเข้าใจยาก เมื่ือคุณพยายามทำความเข้าใจ ลอง 5 อ่านเคล็ดลับต่อไปนี้เพื่อเข้าใจเครื่องมือมากขึ้นกันครับ

#1. ทำความคุ้นเคยกับหน้าเพจของ Google Analytic

เมื่อคุณเข้าสู่ระบบของบัญชีr Analytics และคลิกหน้าโปรไฟล์ของเว็บไซต์ของคุณ จากนั้นไปที่ส่วนของ Reporting ที่ด้านซ้าย คุณจะเห็น 4 เมนู ลองไปดูกันว่าแต่ละคืออะไร ใช้ทำอะไร

 
Audience – ผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ
Acquisition – ช่องทางที่เขาเข้าเว็บไซต์ของคุณ
 
Behaviour – สิ่งที่ผู้ชมเข้าชมในเว็บไซต์ของคุณ

Conversions – การกระทำที่พวกเขาเหล่านั้นทำ (อธิบายในรายละเอียดด้านล่างครับ)

เราสามารถกำหนดช่วงวันที่ได้จากช่องช่วงวัยที่ด้านขวาบนหน้าเพจ ซึ่งค่าเริ่มต้นตือ 30 วันก่อนหน้าวัน ณ ปัจจุบัน เราสามารถกำหนดค่าใหม่ โดยเลือกวันเรื่มต้นที่เราต้องการดูข้อมูล และเลือกวันสุดท้ายที่อยากให้ข้อมูลแสดงผล จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Apply

เราสามารถเปรียบเทียบข้อมูลในช่วงเวลาที่แตกต่างกันได้ เช่น ช่วงเวลานี้เมื่อปีที่แล้ว โดยคลิกที่ปุ่ม Compare และเลือกที่เมนูด้านข้างว่าคุณต้องการเปรียบเทียบช้อมูลปัจจุบันกับช่วงเวลาอื่นในรูปแบบใด

#2. รู้จักผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ

คลิกไปที่ปุ่มตัวเลือก Audience Overview ที่ด้านซ้าย เราจะเห็นข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนของ sessions (visit–จำนวนครั้งในการเข้าชมเวปไซต์), users  และ pageviews

Analytics เก็บข้อมูลจากเพจว่ามีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณเท่าไหร่ และเรียกมันว่า session  ถ้าผู้เยี่ยมชม–visitor (หรือผู้ใช้ user) หยุดการเข้าชมหรือเปลี่ยนไปดูเพจอื่นเป็นเวลานาน เช่น 30 นาที  Analytics จะถือว่า session นั้นสิ้นสุด ดังนั้นหากในครั้งหน้า ผู้ชมเข้ามาที่เวปไซต์อีกก็จะถือเป็น session ใหม่ สาเหตุว่าทำไมตัวเลขของ Session ถึงได้มากกว่าตัวเลขของ Users เพราะusers เดียวกันอาจมาเยี่ยมชมเวปไซต์ของคุณมากกว่าหนึ่งครั้งภายในช่วงเวลานั้นๆ

Pageviews คือตัวเลขของเพจที่ผู้ชมดูในช่วงแต่ละsession และหน้าเพจนี้จะแสดงผลเรื่องของผู้เยี่ยมชมรายใหม่ และผู้เยี่ยมชมรายเก่าที่กลับมา ระยะเวลาที่เขาเข้ามาชมเวปไซต์ของเรา และ bounce rate (อธิบายในรายละเอียดด้านล่าง)
คลิกเมนูด้านซ้ายที่ตัวเลือก Location เพื่อดูว่าผู้ชมมาจากประเทศไหน คุณสามารถเจาะลงไปในแผนที่เพื่อดูรายละเอียดเกียวกับ Location

ตัวเลือก Technology และ Mobile แสดงถึงอุปกรณ์สื่อสาร และ Browser ใช้เพื่อเข้ถึงเวปไซต์ของคุณ

ดังนั้นประเด็นที่คุณสามารถทดสอบหรือหาจากที่นี่คือ

  • จำนวครั้งที่เข้าชมเวปไซต์ของเราโตขึ้นรึเปล่านะ ?
  • จำนวนของผูเข้าชมใหม่ มีกี่คน ?
  • Bounce rate คืออะไร ? คือจำนวนของคนที่เข้ามาดูเวปไซต์และคลิกออกไปในระยะเวลาอันสั้น นี่อาจเป็นตัวเลขสำคัญหากคุณอยากให้ผู้ชมอยู่บนเว็บไซต์ของคุณนานๆ แต่ก็เป็นสัญญาณได้ว่าผู้ชมได้ข้อมูลที่เขาต้องการเร็วเกินไป

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธุรกิจ และกลยุทธ์ของทางเว็บไซต์ของคุณ และจุดประสงค์ที่ชัดเจนว่าคุณจะวัด และวิเคราะห์ไปเพื่ออะไร แต่การวัดผลสิ่งเหล่านี้ก็เป็นการวัดประสิทธิภาพของธุรกิจ และกลยุทธ์ของเว็บไซต์ของคุณได้

#3. เข้าใจที่มาของผู้ชม

ลิ้งก์ Acquisition Overviewจะแสดงผลสถิติภาพรวมว่าที่มาหลักของคนที่มาเยี่ยมชมเว็บไซต์คุณ ซึ่งมี 6 ช่องทาง ดังนี้

  1. Social คนที่เข้ามาจากsocial media
  2. Direct, คนที่เข้ามาจากการพิมพ์ชื่อ Url เว็บไซต์ของคุณลงใน Browser โดยตรง
  3. Organic Search, ผู้ชมที่เข้ามาจากการค้นหาผ่านเว็บไซต์ประเภท Search Engine
  4. Referral, คนที่มาจากการคลิกลิ้งก์ที่เว็บไซต์อื่นๆที่อ้างอิงเว็บไซต์ของคุณ
  5. Email, มาจากการส่งอีเมลล์ของคุณ
  6. Other, หากคุณใช้บริษัทตัวกลางในการส่งเนื้อหา เช่น  dlvr.it
ลองคลิกเข้าไปที่ All Traffic เพื่อดูแหล่งข้อมูล 10 อันดับที่นำผู้ชมเข้าสู่เว็บไซต์ของคุณได้มากที่สุด คุณอาจจะเจอแหล่งข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น จำนวนผู้ชมหน้าใหม่ที่มาจากเวปไซต์เหล่านี่ ระยะเวลาที่เขาเข้าชมเวปไซต์เรานานแค่ไหน (เวลาเฉลี่ยต่อ Session ) จำนวนเพจที่พวกเขาเข้าชม

คุณควรค้นหาว่าพวกเขาเหล่านั้นค้นหาคุณจากอะไรโดยการคลิก Campaigns, Keywords, Organic.

ข้อมูลของ keywords ที่ผู้ชมใช้ในการค้นหาผ่าน Google หรือ search engine อื่นๆ และเชื่อมมายังเว็บไซต์ของคุณ
คำถามคือ Keyword เหล่านี้สำคัญอย่างไร มันเป็นคำใบ้ว่าคุณจะทำการตลาดบนโลกดิจิตอลอย่างไร หากคุณกลับไปที่เว็บไซต์ที่ลิ้งก์หาคุณ ดู Keyword มันกำลังบอกถึงประสิทธิภาพการทำSEO บนเวปไซต์ของคุณ

#4. หาให้เจอ!! ข้อมูอะไรพวกเขากำลังดูอยู่

คลิกที่ลิ้งก์ Site Content All Pages เพื่อค้นหาว่าเนื้อหาอะไรที่ผู้ชมกำลังชมอยู่  รายงานนี้อ้างอิงจากเพจ URLs ดังนั้นบางครั้งการคลิกหัวข้อของเพจควบคุมง่ายกว่า หากคุณไม่คุ้นเคยกับ URL แต่คุ้นเคยกับเพจ และหัวข้อทีโพสมากกว่า

เราจะะได้เห็นจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเราในแต่ละเพจ และเวลาที่พวกเขาใช้ในการดูแต่ละเพจ และรวมถึงจำนวนคนที่ออกจากเว็บไซต์เราจากหน้าเพจนั้นๆด้วย

เราสามารถกรองข้อมูลตัวรายงานนี้ได้ โดยการพิมพ์ Keyword ตั้งแต่ 1  Keyword ขึ้นไปในช่อง Search ที่ใต้กราฟในด้านขวา และคลิกปุ่มไอคอน search

สาเหตุที่สิ่งเหล่านี้สำคัญ เพราะคุณจะ…

  • สร้าง  landing pageสำหรับแคมเปญการตลาดใหม่ๆ และคุณต้องการวัดประสิทธิภาพของแคมเปฐนี้
  • ต้องการตรวจสอบว่ามีใครที่คลิก newsletter เพื่อสมัครสมาชิกกับเพจของคุณ
  • มียอดเข้าชมเพจที่อธิบายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ของคุณเท่าไหร่

ด้วยข้อมูลเหล่านี้คุณสามารถนำข้อูลไปวางแผนกลยุทธ์ หรือวาง content ในเว็บไซต์ของคุณ และรู้ได้ว่าเนื้อหาแบบไหนมีผู้ชมมากที่สุด และได้รับความนิยม

เคล็ดลับฉบับง่าย : ด้านบนของURL หรือ Page Title คุณจะเห็นกล่องข้อความในส่วนที่สอง คลิกมันและเพิ่มปัจจัยอื่นๆที่คุณต้องการรู้เข้าไปในรายงาน ยกตัวอย่าง เช่น คุณอาจเขียนบลอก และเผยแพร่ทางอีเมลล์ และทาง Social Media  แต่คุณต้องการแน่ใจว่า ผู้ชมมาจากช่องทางไหน เท่าไหร่

การกรองรายงานของคุณจากการโพสท์ในบลอก ต่อมานั้นคลิกไปที่ Secondary Dimension  คลิก Acquisition จากนั้นคลิก Sourceคุณจะเห็นคอลัมน์ใหม่ที่ด้านขวามือของเพจคุณที่แสดงที่มาของผู้อ่านของบลอกของคุณ

สรุปคือ การจะ Filter หรือกรองข้อมูลในรายงานของคุณ เลือกเพจหนึ่งเพจที่คุณต้องการ หลังจากนั้น คลิกไปที่Secondary Dimension ตามด้วยคลิก Acquisition และสุดท้ายคลิก Source ข้อมูลคอลัมน์ใหม่ก็จะแสดงผลถึงที่มาของคนที่เข้าชมเวปไซต์เรา

ลองทดสอบดูเพื่อทำความเข้าใจถึงลักษณะเนื้อหาที่ผู้ชมชื่นชอบ แหล่งที่มาของคนที่เข้าเยี่ยมชมเวปไซต์ของคุณ 

#5. ตั้งเป้าหมาย

คุณสามารถตั้งเป้าหมายบน Google Analytics ที่จะช่วยเก็บข้อมูล conversions บนเว็บไซต์ของคุณ  บางที่คุณอาจจะสนใจว่าใครสมัครรับข่าวสารจากคุณหรือว่าใครซื้อสินค้า บริการจากคุณ และนี่คือวิธีการตั้งเป้าหมาย

1)ค้นหาลิ้งก์บนเวปไซต์ของคุณสำหรับfor the end of the action you want to track. So for example the Thank you for Signing up page or Thanks for purchasing page on your website. Copy that link and paste it into a notepad or wordpad.

2) ไปที่ Admin on the top menu on Google Analytics and at your Account page on the 3rd column you will see Goals, click on that option.

3) คลิกที่ปุ่ม New Goal สีแดง จะมีตัวเลือกบางอันขึ้นมาเช่น  people creating an account, downloading หรือ ตัวเลือกอื่นๆ ในตัวอย่างนี้ คลิกไปที่ Custom และเลือกถัดไป

4)พิมพ์เป้าหมายของคุณลงไป เช่น ซื้อสินค้า หรือ สมัครสมาชิก คุณสามารถตั้งเป้าหมายที่แตกต่างกันไปได้ แต่ในกรณีนี้เราจะตั้งเป้าหมายในเรื่อง Destination คลิกไปที่ next step.
5) วาง  URL ลงไปในตอนท้ายเพจที่คุณบันทึกไไว้  คุณสามารถคลิก Verify เป้าหมายนี้เพื่อดูว่าเป้าหมายของคุณจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรใน 7 วันสุดท้าย
6) คลิกปุ่ม Create Goal

เมื้อคุณสร้างเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว คุณกลับไปที่ รายงาน และคุณจะเห็นว่าคนซื้อของผ่านเว็บไซต์ของคุณ หรือสมัครสมาชิกเว็บไซต์คุณอย่างไร พวกเขามีแหล่งที่เข้าถึงเวปไซต์ที่แตกต่างกัน หรือลักษณะการค้นหาเนื้อหาที่แตกต่างกัน หรือแม้กระทั่ง ประเทศที่อยู่หรือ ภูมิลำเนาของคนเหล่านั้น

นี่คือตัวอย่างอีกหนึ่งอันว่าแหล่งเวปไซต์ที่อา้งถึงเว็บเราที่จะช่วยให้เราพัฒนาเป้าหมายได้ คลิกไปที่รายงานเรื่อง Acquisition All Referrals

ด้านบนของกราฟคุณจะเห็นตัวเลือก Goal Set คลิกแล้วคุณจะได้เห็นอัตราเป้าหมายของคุณในแต่ละโเวปไซต์ที่อ้างอิงถึงคุณ ( referrer ) และนี่คือตัวอย่างการแสดงผลของ Twitter และ Facebook ด้วย เป้าหมายที่เป็นอัตรา conversion rates ในคอลัมน์ที่ 3

ทำไมมันถึงสะดวก และง่ายต่อผู้ใช่้ บางที่คุณอยากจะเทียบว่า แหล่งที่มาที่แตกต่างกันจะสร้างผลลัพธ์เป็นอย่างไรในเรื่องเดียวกัน ช่องทางบางช่องทางดีกว่าช่องทางอื่นๆ ในแง่ของการสมัครสมาชิกหรือซื้อสินค้าหรือเปล่า  This can help you tweak your marketing. ยกตัวอย่างเช่น แม้ว่า Twitter จะสร้าง Visit ได้น้อยให้แก่ Mykidstime (เว็บไซต์ของผู้เขียน) แต่ยอดการสมัครสมาชิกเพื่อติดตามข่าวสารกลับสูงกว่า Facebook

บางทีเราอาจตัดสินใจออกแคมเปญแจกของขวัญกับผู้ใช้ Twitter ในการสมัครสมาชิกติดตามข่าวสารทางอีเมลล์เพื่อเป็นรางวัลแก่พวกเขา หรือเราจะออกแคมเปญแจกของขวัญให้คนใน Facebook ที่สมัครสมาชิกเพื่อกระตุ้นให้ช่องทางนี้มีอัตรการสมัครสมาชิกเพิ่ม

 

ข้อมูลในลักษณะนี้จะช่วยให้คุณวางกลยุทธ์การตลาดและการทำ CRM ในขณะเดียวกันก็วัดผล Call to Action (ซื้อสินค้า หรือ สมัครสมาชิก)บนเว็บไซต์ของคุณได้ด้วย

 

ที่มา : 5 Quick Tips for Using Google Analytics for Your Business  โดย  Director at Mykidstime Ltd

Checklists สุดล้ำ!เพิ่ม Conversion Rate ให้เวปไซต์พุ่งกระฉูด (1)

photodune-6171885-website-seo-and-analytics-icons-xs-1728x800_c

 

 

สิ่งสำคัญที่สุดในการเพิ่ม Conversion Rate คือวิเคราะห์ประสิทธิภาพของเวปไซต์ของคุณอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะเพิ่มยอดผู้ชมเวปไซต์ และไขความลับถึงพฤติกรรมการชมเวปไซต์ของพวกเขา วิธีการง่ายๆคือการปรับปรุงเวปไซต์ของคุณให้ดีขึ้น Checklist นี้จะช่วยให้คุณเพิ่ม Conversion Rate และ ปรับปรุง Opt-in*ให้ดีขึ้น

องค์ประกอบพื้นฐานของการพัฒนา conversion rate

สิ่งที่คุณควรทำในเบื้องต้นเพื่อพัฒนา CVR (Conversion Rate) ของเวปไซต์หรือหน้าเพจของเวปไซต์มีดังนี้

  •  ใส่ใจกับความเร็วในการโหลดหน้าเพจ – คุณมีเวลาไม่นานที่จำทำคะแนนกับลูกค้า ดังนั้นเช็คให้แน่ใจว่าหน้าเพจของคุณใช้เวลาโหลดได้เร็ว ซึ่งเวลาโหลดที่เหมาะสมอยู่ที่ 3-7 วินาที
  •  เวปไซต์ของคุณแสดงผลได้ทุก Browser และ ทุก Device หรือเปล่า?– การใช้ responsive design จะช่วยให้เวปไซต์คุณแสดงผลได้ในทุกๆ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเปิดเวปไซต์ เช่น PC มือถือ หรือแทปเล็ต นอกจากนี้ควรตรวจสอบว่าเวปไซต์ของคุณแสดงผลได้ดีในทุก Browser หรือเปล่า
  •  ลิ้งก์ในเวปไซต์เสียหรือเปล่า – ตรวจสอบลิ้งก์ในเวปไซต์ของคุณอยู่เสมอๆ และแก้ไขลิ้งก์เสียในเวปไซต์ให้เหลือน้อยที่สุด โดยคุณสามารถใช้บริการจาก online broken link checker,หรือ plugin like this one if you use WordPress.ได้
  •  หน้าเพจ Custom 404– นี่เป็นวิธีการอัพเดทที่ง่ายมากที่จะเพิ่ม Conversion Rate กับเพจที่ไม่ใช่แล้วหรือเพจที่ถูกหลงลืม และยังเป็นวิธีการ Back Up ที่ดีหากคุณมีลิ้งก์เสียที่ยังหาไม่เจอ ใช้  “ LeadPages” ช่วยสร้างหน้าเพจ Custom 404นั้นเป็นวิธีการที่ง่ายและเร็วมาก
  •  Pop-ups ฺ๊& Pop-unders-คิดให้ดีก่อนที่จะใช้วิธีการเหล่านี้ และต้องแน่ใจว่าพวกมันจะไม่ไปสร้างความรำคาญ และอย่าให้พวกมันโผล่ขึ้นทุกครั้งที่มีคนเข้าเวปไซต์ของคุณ วิธีการเหล่านี้จะช่วยเพิ่ม CVR หากใช้มันอย่างเหมาะสม
  •  แผนผังเวปไซต์ที่เข้าใจง่าย-แผนผังเวปไซต์ของคณควรทำให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลที่พวกเขาต้องการมากที่สุดและพาผู้อ่านไปยังหน้าเพจหรือเนื้อหาที่ถูกต้อง ขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้ชมเวปไซต์ของคุณ คุณสามารถสร้างแผนผังตามเนื้อหาของเวปไซต์ ( Content based )  , ตามลักษณะการใช้งาน  ( Task based ) และการสร้างแผนผังเพื่อให้เกิดการซื้อ โดยลักษณะแผนผังจะแบ่งประเภทไปตามสินค้าหรือบริการที่เฉพาะเจาะจง
  •  ความปลอดภัยในเวปไซต์ – เป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คุณจะต้องทำเวปไซต์ให้ทันสมัย และปลอดภัยจาก worms , virus และประเด็นเรื่องความปลอดภัยต่าๆง หากคุณใช้ WordPress คุณสามารถใช้ pluginAll In One WP Security & Firewall. อย่าง  ช่วยได้
  •  การออกแบบเวปไซต์-ตรวจสอบให้แน่ใจว่าการออกแบบของเวปไซต์ของคุณทันสมัย และเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยม เพื่อผู้ชมเวปไซต์จะไม่สับสนว่าต้องทำอะไร สีและกราฟฟิคควรออกแบบตามสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายต้องการและคาดหวัง
  • ปุ่ม Call to Action** – ข้อความบนปุ่มcall to action ควรชัดเจน เข้าใจง่าย และโดดเด่น หากคุณไม่ใส่ปุ่ม Call to Action คุณก็ไม่สามารถเปลี่ยนผู้ชมเวปไซต์เป็นลูกค้าได้ และนี่ก็คือหลักการง่ายๆ

Call-to-Action-Above-The-Fold

ตัวอย่างปุุ่ม Call to Action ของ MailChimp  —-ขอบคุณรูปภาพจากhttp://thumbsup.in.th/

  •  เนื้อหาในเวปไซต์ – ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเนื้อหาที่คุณเผยแพร่ตรงกลุ่มเป้าหมาย มีความหมายต่อผู้อ่าน เฉพาะเจาะจง และสม่ำเสมอ นอกจากนี้ตรวจสอบเรื่องการสะกดและข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์อีกครั้งเพื่อความรอบคอบ
  •  Testimonials -การมีความเห็นจากผู้ที่เคยใช้งาน(Testimonial) เช่นการ รีวิว หรือมีช่องแสดงความเห็นของผู้ใช่ จะช่วยเพิ่ม CVR ตรวจสอบให้
  •  ตรวจสอบการสะกดคำ-อย่ามองข้ามสิ่งเล็กน้อย เพราะมันแสดงถึงความใส่ใจ และภาพลักษณ์ของเวปไซต์คุณ
  •  ทดสอบ ทดสอบ และ ทดสอบ -อย่าพอใจกับผลทีได้ พัฒนามันอย่างต่อเนื่อง

 

ที่มา:  Let’s Improve Your Website Conversion Rate With A Checklist จาก https://website-designs.com
_____________________
* Opt-in หมายถึง การสื่อสารไปยังผู้บริโภคหรือผู้รับ โดยที่ผู้บริโภคอนุญาตให้ติดต่อ เช่น การส่งด้วยสื่อโฆษณาอีเมลที่ผู้รับลงทะเบียนเอง (Source: http://www.bangkokbiznews.com)
**Call-to-Action หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า CTA นะครับ คำว่า CTA นั้นหมายถึงปุ่ม หรือป้ายแบนเนอร์ หรือกราฟิกชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือจะเป็นตัวอักษรก็ได้ที่อยู่บนเว็บไซต์ที่พร้อมจะให้ผู้ใช้คลิก แล้วมันจะพาผู้ใช้ไปสู่หน้าเว็บไซต์อีกหน้าที่นักการตลาดมุ่งหวังไว้ในใจว่าอยากจะให้ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์เข้าไปดู เพื่อที่จะวัดผลว่ามีจำนวนคนคลิกไปทั้งหมดกี่ครั้ง

5 เคล็ดลับเพิ่มยอด Views ในNews Feed ของ Facebook

5 เคล็ดลับเพิ่มยอด Views ในNews Feed ของ Facebook

Facebookได้มีการปรับปรุงเกี่ยวกับหน้าแรก (News feed)   เพื่อลดจำนวนโพสที่เป็นสแปม(Spam) ที่มาจากเพจต่างๆ  ซึ่งโพสเหล่านี้มักจะมีอยู่สามประเภท คือโพสเรียกไลค์ โพสที่มีการโพสเนื้อหาซ้ำๆ และ ลิ้งค์ที่มีลักษณะเป็นspam

  • โพสเรียกไลค์  โพสที่เรียกร้องอย่างโจ่งแจ้งให้ผู้อ่าน กดไลค์ คอมเมนท์ หรือ แชร์เนื้อหาเพื่อการกระจายของเนื้อหามากกว่าเดิม
fbpost1

                  Facebook ได้เปลี่ยนแปลง News Feed เพื่อลดการปรากฏของเพจที่มีเนื้อหาเป็นสแปม

  • โพสที่มีการเผยแพร่บ่อยจนเกินไป(โพสซ้ำๆ)  ลักษณะของโพสประเภทนี้จะมาในรูปแบบของรูปภาพ และ วีดีโอซึ่งมักถูกอัพโหลดไปยัง Facbook ค่อนข้างถี่   ในของทาง Social Network นั้นผู้อ่านจะพบว่ากรณีการโพสซ้ำๆดังกล่าวเป็นเนื้อหาที่ไม่มีความเกี่ยวเนื่องกัน และเพจที่โพสข้อความเหล่านั้นมักถูกลูกค้า ต่อว่าอีกด้วย
  • ลิ้งค์ที่มีลักษณะเป็นก่อกวน(Spam)
    Facebook รายงานว่าเรื่องราวบางเรื่องบน News Feed ใช้ภาษาไม่ถูกต้อง หรือ รูปแบบที่หลอกลวงผู้คนให้คิดถึงเนื้อหาเหล่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงไม่ใช่  เทคนิคเนื้อหาที่ใช้เหยื่อล่อ (bait-and-switch)  ดังกล่าวนี้ทาง Facebook กำลังพยายามค้นหา และ ลดจำนวนลง

   5 เคล็ดลับเพิ่มคุณภาพคอนเทนต์ในบน Facebook

ในช่วงเวลาไม่กี่เดือนข้างหน้า เราจะเห็นธุรกิจที่โพสข้อความหรือคอนเทนต์ในลักษณะสแปมน้อยลง อย่างไรก็ตาม เพจที่ไม่ได้นำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้เลยก็ไม่ควรได้รับผลกระทบใดๆ

เนื่องจากการเชื่อมโยงของเรื่องราวที่มีจากเพจมีผู้อ่านลดลง คุให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงในรอบสุดท้าย และ เน้นเผยแพร่เนื้อหาที่ตรงประเด็นและมีคุณภาพ

เคล็ดลับ 5 ข้อต่อไปนี้ช่วยได้
  • เน้นเนื้อหาที่ตรงประเด็น    มุ่งเน้นการโพสคอนเทนต์ที่ตรงประเด็น และ ตรงความต้องการของกลุ่มผู้อ่านเป้าหมาย Facebookกล่าวว่า สำหรับการถกเถียงกันเกี่ยวกับเนื้อหาของคอนเทนต์ที่เราโพสนั้นไม่เป็นไร แต่หลีกเลี่ยงการเรียกไลค์หรือแชร์เพื่อเพิ่มการกระจายของข้อมูล  
  • สิ่งสำคัญที่จะทำให้ได้เนื้อหาที่ตรงประเด็นหรือโดนใจผู้อ่านเป้าหมายนั้น คุณต้องรู้จักพวหเขาเสียก่อน    Facebook Insights เป็นเครื่องมือที่ให้ข้อมูลที่เพียงพอสำหรับกลุ่มผู้อ่านเป้าหมาย ทั้งในเรื่องประชากรศาสตร์ ความสนใจ และโพสที่ได้รับความนิยม ในแง่ของ Like Comment Share และการเข้าถึงผู้ฟังแบบปากต่อปาก (Viral) เมื่อคุณรู้ว่าผู้อ่านเป้าหมายเป็นใคร  ชอบอ่านโพสแบบไหน คุณก็สามารถสร้างเนื้อหาที่ตรงประเด็นได้ไม่ยาก
  • ใช้คอนเทนต์ต้นฉบับ การพัฒนากลยุทธ์ในเรื่องของการเผยแพร่เนื้อหาโดยใช้ในรูปแบบคอนเทนต์ต้นฉบับ อย่าคัดลอกเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลอื่นๆบน Facebookในขณะที่การแชร์โพสจากเพจอื่นๆเป็นที่ยอมรับ มันคงที่กว่าถ้าเราหาแรงบันดาลใจจากแหล่ง้อมูลอื่นทางอินเทอร์เน็ต เช่น เว็บไซต์รวบรวมคอนเทนต์ต่างๆ อย่าง Mention or Feedly คอนเทนต์ที่เป็นกระแสสังคมจาก Pinterest หรือ Youtube หรือ คำคมสร้างแรงบันดาลใจจาก Brainy Quote และ Quotelicious  อย่างไรก็ตาม การสร้างคอนเทนต์ต้นฉบับมักถูกใช้ในรูปแบบ เช่น บล๊อคที่มีเนื้อหาที่เชื่อมโยงกัน วิดีโอ How-to  รูปที่แสดงถึงตัวผลิตภัณฑ์ของคุณ และอื่นๆอีกมากมาย
  • เชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลที่ถูกกฏหมาย  อย่าหลอกล่อให้ผู้เยี่ยมชมเข้าไปเว็บไซต์ของคุณโดยการใช้เทคนิตล่อเหยื่อ (bait-and-switch) ที่สื่อสารอย่างหนึ่ง แต่แท้จริงแล้วมีเนื้อหาอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ตรงกัน ซึ่งมักจะส่งผลในแง่ลบต่อช่องทางการสื่อสารบน News Feed และ ที่แย่กว่านั้นคือทำลายความน่าเชื่อถือของผู้อ่านอีกด้วย
  • เพิ้่มความน่าสนใจด้วยรูปภาพที่โดดเด่น และชัดเจน การใช้รูปภาพประกอบข้อความเพื่อโพสลงใน Social Media เป็นสิ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและด้วยเหตุผลดีๆที่ว่าผู้บริโภคมักสนใจโพสที่มีรูปภาพประกอบมากกว่าโพสที่ไม่มี
     Shutterstock blog มีคำแนะนำดีๆมากมายเกี่ยวกับการเลือกรูปภาพ  มีเทคนิคที่ว่าการเลือกรูปภาพที่เรียบง่าย และโดดเด่นจะมีผลต่อผู้อ่านมากกว่ารูปภาพธรรมดา นอกจากนี้รูปภาพเ้นไปยังส่วนเดียว มากกว่ารูปภาพที่ดูวุ่นวาย Shutterstockแนะนำเพิ่มเติมอีกว่าเพจควรถ่ายทอดเนื้อหาในแง่บวก สร้างความประทับใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักโฆษณาใช้มานานกว่าสิบปี
    การเล่ารื่องของโฆษณา จะเป็นการดีมากหากเราใช้รูปภาพที่ดึงดูดสายตาผ่านโฆษณาทาง Facebook โดยเฉพาะโฆษณาที่ปรากฏบน News Feed เพราะว่ารูปภาพเหล่านั้นจะสร้างความสนใจ และเพิ่มความผูกพันกับเนื้อหา
  • ใช้เครื่องมือ Custom Audiences ในFacebook Custom Audiences คือรูปแบบของการทำโฆษณาบน Facebookที่ออกแบบมาเพื่อช่วยธุรกิจเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่มีต่อลูกค้าปัจจุบัน และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้แข้มแข็งมากขึ้น และสร้างข้อเสนอในการพุ่งเป้าหมายไปกลุ่มลูกค้าที่ตรงกลุ่มมากขึ้น ทางผู้เขียนได้อธบายรายละเอียดในหัวข้อนี้ผ่านบทความ “Creating Facebook Ads Using Custom Audiences.”

เคล็ดลับ5ข้อนี้จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะมาในรูปแบบของ การเปลี่ยนแปลงผลในหน้าNews Feed และเพิ่มความมั่นใจว่าข้อความของคุณไม่เพียงจะเข้าถึงคนหมู่มาก แต่ยังเข้าถึงกลุ่มผู้ที่สนใจในผลิตภัณฑ์และบริการของคุณอีกด้วย

Source :http://www.practicalecommerce.com/articles/66890-5-Tips-to-Increase-Facebook-News-Feed-Views

(5 Tips to Increase Facebook News Feed ViewsAPRIL 17, 2014 • )

 

Netnography : เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนไป การวิจัยการตลาดต้องเปลี่ยนตาม

Netnography : เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนไป การวิจัยการตลาดต้องเปลี่ยนตาม

netno

ความท้าทายอย่างหนึ่งในอาชีพนักการตลาดคือ “ ความเปลี่ยนแปลง ” ทั้งในแง่ของสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และส่งผลให้ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย และการเปลี่ยนแปลงในระยะหลังที่เห็นได้ชัดเจนคือ พฤติกรรมของผู้บริโภคบนออนไลน์ เถียงไม่ได้เลยว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ และแทบจะประสานเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตของเราอยู่แล้ว และหนึ่งในเทคโนโลยีนั้นได้แก่ ชุมชนออนไลน์ หรือ Social Network นั่นเอง การเข้ามาของ Social Network ทำให้คนเรากล้าแสดงความรู้สึกนึกคิดกันมากขึ้น และในระดับที่รุนแรงขึ้น คำถามคือ นักการตลาดจะใช้ประโยชน์อะไร จากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

Netnography คือวิธีการวิจัยทางการตลาดรูปแบบหนึ่ง ที่พัฒนามาจากวิธี Ethnographyที่เราทำกันในโลก Offline คือ การสังเกตจากสถานที่จริง เพื่อเข้าใจถึงปัจจัยเชิงวัฒนธรรมที่มีผลต่อพฤติกรรมมนุษย์  แตกต่างกันที่ Netnography ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลในการทำวิจัยแทน  โดยจะใช้ข้อมูลจาก Web 2.0 เช่น เวบบอร์ด หรือกระทู้ต่างๆ  และ Social Network

Netnography จึงเป็นวิธีการวิจัยที่เหมาะสมในการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภค (collective consumers) บนอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้บริโภคมารวมกัน ทำกิจกรรมเพื่อตอบสนองเป้าหมายชีวิตของตัวเอง หรือของสังคมหรือกลุ่ม (Pongsakornrungsilp and Schroeder, 2009). ดังนั้น Netnography จึงเป็นวิธีการเก็บรวมรวมข้อมูลที่สามารถรวบรวมข้อมูลจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในการวิจัย รวมถึงวิธีการที่เป็นธรรมชาติในการเก็บรวมรวมข้อมูล

 

 

Online Monitoring Tool ตัวช่วยสำคัญในการทำ Netnography

ความเจ๋งของการที่เราอยู่ในยุคอินเทอร์เน็ตคือ เราสามารถค้นหาอะไร เมื่อไหร่ก็ได้ ทุกทีทีุกเวลาเพียงแค่คุณมีอินเทอร์เน็ต และผู้บริโภคทุกวันนี้นอกจากจะใช้อินเทอร์เน็ตในการหาข้อมูลสินค้าแล้ว ยังใช้ในการบอกเล่าเรื่องราว และแบ่งปันประสบการณ์ที่ตนได้ไปใช้สินค้า และบริการอีกด้วย ซึ่งตรงจุดนี้เองที่เป็น Feedback จากลูกค้า ว่ารู้สึก หรือคิดเห็นอย่างไรกับแบรนด์ของเรา

ข้อมูลบนโลกอินเทอร์เน็ตมีมากมาย แต่จะทำยังไงให้เรารู้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการวิจัย  หรือข้อมูลสินค้าของเรา  หรือกลุ่มลูกค้าเราจะมาอยู่รวมกันได้อย่างไร  วันนี้แอดมินเลยอยากจะแนะนำบริการที่เรียกว่า “Online Monitoring Tool” ที่จะเป็นตัวช่วยให้นักการตลาด หรือแบรนด์ ได้เข้าใจถึงสิ่งที่ลูกค้ากำลังพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นในแง่ ฺการใช้งาน ความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์ หรือแม้พฤติกรรมในการซื้อสินค้านั้น  โดยผ่านช่องทางทั้งจาก Social Network และ Web 2.0 เป็นต้น

zocialinc logo   eye

ตัวอย่าง Online Monitoring Tool ในบ้านเรา เช่น บริษัทZocial inc.  ที่ทำเครื่องมือที่ชื่อว่่า ZocialEye ออกมา หลักการทำงานของ เจ้าเครื่องมือประเภทนี้คือ การดึงคำจาก  Big Data มาผ่าน Keyword ที่กำหนด จากนั้นระบบจะนำมารวบรวมในแต่ละ Keyword และแสดงผล และความพิเศษของเครื่องมือจำพวกนี้คือ  เราสามารถดูได้ทั้งในเชิงปริมาณ เช่น Share of Voice ของแบรนด์ในโลกออนไลน์ เป็นเท่าไหร่ ซึ่งเป็นการมองในภาพรวม  และ ในเชิงคุณภาพ ว่าผู้บริโภคแต่ละคน แต่ละ User พูดถึงแบรนด์เราว่าอะไรบ้าง  มีคำด่า คำชมอย่างไร นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดค่าของอารมณ์ในข้อความนั้นๆ หรือที่เรียกว่า Sentiment ได้อีกด้วย

ใครสนใจเครื่องมือนี้ก็ลองไปดูกันได้ที่ Website http://zocialeye.com/

 เราคงเถียงไม่ได้ว่าอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะ Social network เข้ามามีบทบาทกับพฤติกรรมคนเราอย่างมาก เราเริ่มแบ่งปันประสบการณ์ผ่านออนไลน์กันมากขึ้น  ทักษะสำคัญที่นักการตลาดพึงมีคือการปรับตัว ลองถามตัวคุณเอง ว่าคุณฟังผู้บริโภคแค่Offline ด้านเดียวหรือเปล่า

Source:http://siwarit.blogspot.com/2009/11/netnography.html

http://zocialeye.com/