สุดปัง!! กับ แบรนด์ที่ปรับโลโก้แล้วยอดขายเพิ่มขึ้น

หากพูดถึง โลโก้ แล้ว หลายคนอาจจะนึกถึงตราสัญลักษณ์ของหลากหลายแบรนด์สินค้า และ บริการ ที่ปรากฏอยู่บน หน้าร้าน บรรจุภัณฑ์ หรือบริการต่างๆ ซึ่ง โลโก้ ก็เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแบรนด์ และการทำการตลาดที่สำคัญ อย่างยิ่ง

 

images

คำว่า โลโก้ หรือ ตราสัญลักษณ์ ย่อมาจากคำว่า Logotype ซึ่งหมายถึงเครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือสื่อที่บ่งบอกรูปแบบ ประเภทของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเมื่อเห็น โลโก้ สามารถทำให้ผู้บริโภคเข้าใจความหมายของสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ทันที โดยไม่มีการอธิบาย ด้วยสาเหตุนี้เอง โลโก้ จึงถูกใช้สอดแทรกไปกับการทำการตลาด หรือสื่อโฆษณาไปพร้อมๆกับสินค้าและบริการ

ประโยชน์ของการใช้โลโก้ นอกจากจะใช้เพื่อสร้างการจดจำแบรนด์ไปยังผู้บริโภคแล้ว มันยังทำหน้าที่ในการสื่อสารว่า องค์กร หรือธุรกิจของคุณเกี่ยวกับ หรือให้บริการอะไร นอกจากนี้ โลโก้ ยังส่งผลต่อผู้ใช้บริการในเชิงจิตวิทยาอีกด้วย ทำให้ผู้บริโภค รู้สึกถึงตัวตนของแบรนด์ (Brand Personality) เช่นเมื่อลูกค้าเห็นโลโก้ จะรู้สึกถึงความน่าเชื่อถือ  มืออาชีพ รู้สึกประทับใจ รู้สึกเป็นกันเอง อยากกลับมาใช้บริการอีก เป็นต้น

เราลองมาดูตัวอย่างแบรนด์ที่เปลี่ยน โลโก้ แล้ว ปัง และยอดขายยังพุ่งอีกด้วย!!!

  1.       Starbucks

    starbucks_new_logo.top

นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก กาแฟนางเงือก หรือ Starbucks  แบรนด์กาแฟที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก  ซึ่ง Starbucks เองก็ได้เปลี่ยนโลโก้มาหลายครั้ง  จนมาครั้งล่าสุดในปี 2012 ที่ได้เปลี่ยนเอาคำว่า Starbucks Coffee ออกไป เพื่อขยาย สายผลิตภัณฑ์ที่นอกเหนือจากกาแฟ การเปลี่ยนโลโกครั้งนี้ถือว่าเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าอื่นๆ เช่น เบเกอรี่ หรือของที่ระลึกเพิ่มเติม ไม่เพียงแต่ขายกาแฟ เพียงอย่างเดียว

  1.       Lenovo

แบรนด์ Gadget จากประเทศจีน ที่มีไลน์ผลิตภัณฑ์ทั้ง Notebook ,Tablet และมือถือ ได้ผ่านการเปลี่ยน แปลง โลโก้ ส่งผลให้แบรนด์ดูทันสมัย และ Premiumขึ้น นอกจากเปลี่ยนรูปลักษณ์ของโลโก้แล้ว ทาง Lenovo ยังได้ประกาศว่า Lenovo จะมีพื้นหลังเป็นสีอะไรก็ได้ไม่จำกัด ทำให้แบรนด์มีความสดใส และไม่ยึดติดกับสีเดิมๆ อย่าง ดำ ส้ม ขาว เพียงอย่างเดียว

  1.       Google

googles-new-logo-5078286822539264.2-hp

จะเห็นได้ว่าโลโก้ใหม่ของ Google ถึงนำไปใช้ในทุกช่องทางไม่ว่าจะเป็นหน้า Search Engine ที่หลายคนเปิดเข้ามาเป็นที่แรกเพื่อหาข้อมูล , Application Google Search  หรือ ฟังก์ชั่นต่างๆก็มีการเปลี่ยนฟังก์ชั่น และหน้าตาให้มีความเรียบง่ายเหมือน โลโก้ที่เปลี่ยนแปลงไป

 

และทาง Google เองก็ออกมาให้เหตุผลในการเปลี่ยน Logo ครั้งใหม่ดังนี้

 

Google เปลี่ยนไปมากตลอด 17 ปีที่ผ่านมา จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเราไปสู่การเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่หมดจด วันนี้เรากำลังมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง:

แล้วทำไมเราถึงมาเปลี่ยนตอนนี้ นานมาแล้ว Google เคยเป็นจุดหมายที่คุณเข้าถึงได้จากอุปกรณ์หนึ่งนั่นคือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ  มาวันนี้ผู้คนสื่อสารมีปฏิสัมพันธ์กับ Google จากหลากหลายแพลทฟอร์ม แอพพ์และอุปกรณ์—บางครั้งก็จากทั้งหมดที่กล่าวมาในวันเดียว  คุณคาดหวัง Google ให้ช่วยคุณได้ตลอดเวลาจากทุกที่ที่คุณต้องการความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นจากโทรศัพท์มือถือ ทีวี นาฬิกา แผงหน้าปัทม์ในรถยนต์ และแน่นอนจากคอมพิวเตอร์ของคุณเอง!

วันนี้เราขอแนะนำรูปแบบภาษาภาพที่สะท้อนให้เห็นความเป็นจริงนี้และแสดงให้คุณเห็นความมหัศจรรย์ของ Google กำลังช่วยคุณอยู่แม้จะอยู่ในหน้าจอที่เล็กที่สุดก็ตาม  ที่คุณจะเห็นเราเลือกเอาโลโก้และแบรนด์ของ Google ที่เราสร้างขึ้นสำหรับหน้าค้นหาบนคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปและปรับเปลี่ยนมันไปสู่โลกแห่งการประมวลผลที่ไม่เคยหยุดนิ่งจากอุปกรณ์จำนวนมหาศาลและวิธีการใช้รูปแบบต่างๆ มากมาย (เช่นการแตะ การพิมพ์ และการพูด)

คุณอาจไม่รู้สึกว่าคุณกำลังใช้ Google อยู่ แต่คุณจะเห็นได้ว่า Google กำลังช่วยคุณอย่างไร ตัวอย่างเช่นองค์ประกอบใหม่ที่มีสีสันสดใสอย่างไมโครโฟน Google ช่วยคุณระบุได้และสื่อสารกับ Google ไม่ว่าคุณจะพูด จะแตะ หรือจะพิมพ์ ในขณะเดียวกันเราจะโบกมือลาให้กับไอคอน “g” สีฟ้าและแทนที่ด้วยสัญลักษณ์ที่เข้ากับโลโก้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเปลี่ยนหน้าตาของเราและไม่น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายด้วย แต่เราคิดว่าการเปลี่ยนแปลงวันนี้เป็นการสะท้อนที่ยิ่งใหญ่ที่แสดงให้เห็นวิถีการทำงานของ Google ผ่าน Search  แผนที่  Gmail  Chrome และอื่นๆ อีกมากมาย เราคิดว่าเราได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ Google (เรียบง่าย ไม่ซับซ้อนวุ่นวาย สีสันสดใส เป็นมิตร) และปรับโฉมมันไม่ใช่เพื่อ Google ในวันนี้แต่เพื่อ Google ในอนาคตด้วย

คุณจะเห็นรูปแบบโฉมใหม่ของทุกผลิตภัณฑ์ได้เร็วๆ นี้  หวังว่าคุณคงสนุกไปกับเรา!

โพสต์โดยทามาร์ เยโฮฌัว รองประธาน  Product Management & Bobby Nath,  ผู้อำนวยการฝ่ายประสบการณ์ผู้ใช้

 

  1.       Grab

grab logo

GrabTaxi เปลี่ยนชื่อใหม่ใช้ชื่อว่า Grab พร้อมเปลี่ยนโลโก้ใหม่

การให้บริการในไทย Grab ก็จะยังคงมี 4 บริการเรียกรถที่ผู้ใช้สามารถเรียกใช้งานในแอพพลิเคชันเดียว ทั้ง GrabTaxi, GrabCar, GrabBike และ GrabExpress

สาเหตุหลักที่เปลี่ยนชื่อจาก GrabTaxi มาเป็น Grab นั้นก็เพื่อเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์เดิมที่เน้นให้บริการรถแท็กซี่แต่เพียงอย่างเดียว เนื่องจากในปัจจุบันได้เพิ่มการให้บริการการขนส่งโดยสารหลากหลายรูปแบบกว่าแต่ก่อนนั่นเอง

 

          จะเห็นได้ว่าการใส่ความคิดสร้างสรรค์ ลงไปใน Logo ก็สามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ของแบรนด์ ในสายตาของผู้บริโภคได้อย่างดีทีเดียว  ไม่ใช่แค่เพียงภาพลัดษณ์ แต่คำจำกัดของธุรกิจ หรือการสื่อความหมายของสินค้าและบริการของตัวเองก็เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน 

 

ห้ามพลาด!! กลยุทธ์สุดฮอตที่น่าจับตามองในปี 2015

 

ที่มาบทความ : What’s Your Strategy for Being Found in 2015? by Richard Sink

 

สถานการณ์ปัจจุบันของตลาดการซื้อขายทั่วโลก เจ้าของธุรกิจในท้องถิ่นต้องการความช่วยเหลือในเรื่องการดึงดูด และรักษาลูกค้า ความท้าทายคือ ธุรกิจส่วนใหญไม่รู้ว่าจะใช้ระบบหรือกระบวนการ หรือแม้แต่วิธีการอะไรที่จะเพิ่มประสิทธิภาพเรื่องดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันจึงเกิดไอเดียขึ้นมาว่า “เราควรมีบัญชีผู้ใช้ของ Social Media ในแต่ละตัวหรือเปล่านะ?” “เราควรมีเว็บไซต์ของบริษัทรึเปล่า?” เราควรที่จะจ้างคนมาดูแลธุรกิจออนไลน์หรือไม่?”

เพื่อช่วยให้ธุรกิจในท้องถิ่นสามารถสร้างสถานะออนไลน์ได้ Googleได้ใส่ชุดวิดีโอที่เรียกว่า”สร้างธุรกิจออนไลน์ของคุณ (Build Your Local Business Online)” ซึ่งนำโดยทีมนักพัฒนาของGoogle “Maile Ohye” 6ขั้นตอนของชุดนี้สามารถสรุปขั้นตอนขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำเนินการโดยผู้ประกอบการได้ ซึ่งตัววิดีโอจะอธิบายวิธีที่จะสร้างเป้าหมายทางธุรกิจ วิธีเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจและหาลูกค้าออนไลน์ อีกทั้งยังมีแนวทางที่จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจดำเนินกลยุทธ์ออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่เพื่อทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในตลาดออนไลน์

 

เรื่องเด่น ประเด็นร้อน

 

[youtube_sc url=”http://youtu.be/TUOyHUFhHK4″%5D

ในวิดีโอเบื้องต้นนี้ ได้ระบุไว้ว่าเจ้าของธุรกิจจะรู้ถึงวัตถุประสงค์ของชุดวิดีโอนี้ว่าคืออะไร เพื่อแนะนำให้ว่าสามารถสร้างธุรกิจออนไลน์ได้โดยในการเริ่มต้น ผู้ประกอบการควรที่จะระบุวิธีการที่จะค้นหาลูกค้าและเลือกธุรกิจที่จะทำก่อน ซึ่งอาจจะมีการค้นหาได้จากที่บ้านโดยใช้คอมพิวเตอร์หรือจะใช้สมาร์ทโฟนก็ได้ ตามการวิจัยที่ผ่านมาโดยGoogleระบุไว้ว่า

85% ของผู้ใช้Smartphone จะค้นหาข้อมูลท้องถิ่น

81% การดำเนินการมีผลมาจากการค้นหาข้อมูล

40% ถูกเข้าชมโดยผู้คน

35% ถูกเรียกว่าเป็นธุรกิจหลังจากมีการค้นหาข้อมูล

ทั้งนี้ Maile Ohye ได้บอกว่าไม่มีความจำเป็นสำหรับธุรกิจที่จะต้องมีเว็บไซต์ตราบเท่าที่มีหน้าเพจ Social Media  ช่องทางการติดต่อ และจุดยืนที่โดดเด่นตามเพจรีวิวสินค้าอยู่แล้ว แต่ให้คิดไว้ว่าการสร้างสินทรัพย์ทางดิจิตอลของคุณเป็นในลักษณะเช่า พวกเขาเหล่านั้นสามารถเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจได้ตามใจต้องการ

ในทุกวันนี้มีทางเลือกมากขึ้นมากมายกว่าเดิมที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงธุรกิจออนไลน์ได้ มีทั้งSocial media, local listing, เว็บไซต์รีวิว และส่วนใหญ่ในช่องทางออนไลน์สามารถเข้าถึงได้โดยใช้โทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ผู้คนสามารถมองหาธุรกิจที่ต้องการได้ทันที

 

– ตรวจสอบธุรกิจของคุณ เพิ่มมูลค่าและเป้าหมายออนไลน์

 

[youtube_sc url=”http://youtu.be/gzVMeXI94h0″%5D

คลิปนี้จะพูดถึงเกี่ยวกับการกำหนดธุรกิจ “Value-Add” Value-Addอธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมลูกค้าเลือกธุรกิจเฉพาะที่เหนือกว่าคู่แข่ง การทำให้ธุรกิจไม่ซ้ำกันคืออะไร? ทำอย่างไรให้ธุรกิจดีกว่าคู่แข่ง? เมื่อเจ้าของธุรกิจได้ระบุValue addไว้ เขาสามารถนำมารวมในonline marketing campaignได้

ในขณะที่ส่วนใหญ่เจ้าของธุรกิจมักจะเพิ่มพูนรายได้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แต่สำหรับบางรายอาจให้ความสำคัญกับการรักษาฐานลูกค้าหรือการเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจที่จะต้องรู้เป้าหมายทางการตลาดอีกทั้งยังจะช่วยผลักดันทุกสิ่งอย่างที่ได้วางแผนที่จะทำ เพื่อธุรกิจออนไลน์ของพวกเขาเอง สุดท้ายเจ้าของธุรกิจต้องรู้อะไรคือการกระทำของลูกค้าที่ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจหมายถึงตัวธุรกิจเองหรือการเข้าชมของคนออนไลน์เพื่อสอบถามข้อมูลต่างๆ

 

– การค้นหาลูกค้าที่มีศักยภาพ

 

[youtube_sc url=”http://youtu.be/0v4kjPtEgxQ”%5D

ณ จุดนี้เจ้าของธุรกิจควรเข้าใจว่าลูกค้ามีการมองหาธุรกิจอย่างไร ซึ่งเรียกว่า “Customer Journey” แม้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่ในปัจจุบันต้องการใช้อินเทอรเน็ตในการค้นหาสินค้าหรือบริการเป็นจำนวนมาก ฉะนั้นลูกค้าอาจจะเริ่มต้นด้วยการดูธุรกิจในเว็บไซต์เช่นเดียวกับYelpหรือMaps apps ลูกค้าโดยทั่วไปกำลังมองหาคำแนะนำจากคนอื่นๆในFacebookหรือLinkedIn ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมาก

 

– การดำเนินการขั้นพื้นฐานและBest Practices

[youtube_sc url=”http://youtu.be/5EjjTxDVh5M”%5D

หลังจากได้มีการระบุValue-Add, เป้าหมายออนไลน์และลูกค้า ในคลิปนี้จะโฟกัสไปที่กลยุทธ์การดำเนินการในธุรกิจออนไลน์และการดึงดูดลูกค้า ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องเริ่มตั้งค่าบัญชีในช่องทางออนไลน์ที่รู้สึกว่าเกี่ยวข้องกับลูกค้า

Highlightบางส่วนของBest practicesถูกกล่าวถึงโดย Ohyeที่บอกถึงตำแหน่งในธุรกิจออนไลน์ของเขา

– อำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า

– หลีกเลี่ยงการCopyจากเว็บไซด์หนึ่งไปอีกเว็บไซด์หนึ่ง

– จดจำรายละเอียดการล็อคอินและการสร้างPasswordยากๆสำหรับแต่ละช่องทางออนไลน์

– ถามเพื่อนหรือคนในครอบครัวที่รักในSocial media หรือประวัติออนไลน์หรือข้อเสนอแนะ

 

– สร้างความแตกต่างของธุรกิจของคุณจากการแข่งขัน

[youtube_sc url=”http://youtu.be/lIXs4LdCISY”%5D

วิดีโอชุดนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยให้ธุรกิจของพวกเขามีความแตกต่างจากการแข่งขันทางธุรกิจ ในขั้นตอนนี้ต้องใช้การวิจัยธุรกิจเล็กน้อย ซึ่งในขั้นตอนแรกจะต้องระบุคู่แข่งและตรวจสอบกิจกรรมออนไลน์ของพวกเขาก่อน และดูว่าพวกเขามีการใช้Google+หรือไม่? มีการใช้Yelpหรือไม่? และมีการใช้Websiteหรือไม่? องค์กรต่างๆควรทำความเข้าใจในกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จของคู่แข่ง การทำอย่างนี้เพื่อเก็บเอาไอเดียดีๆ และเปรียบเทียบภายในอุตสาหกรรมของตัวเอง

 

-ดึงดูดลูกค้าบนออนไลน์แบบองค์รวม

[youtube_sc url=”http://youtu.be/VmM4od_bGu8″%5D

ในขั้นตอนสุดท้ายนี้ จะโฟกัสไปที่การสร้างสถานะออนไลน์แบบองค์รวมซึ่งหมายความว่า ลูกค้าที่มีศักยภาพจะเป็นตัวนำทางได้ดีและอย่างง่ายดายในช่องทางธุรกิจไปสู่อื่นๆ ที่สำคัญช่องทางออนไลน์เหล่านี้อาจจะถูกพบบ่อย ซึ่งอาจมีการทำการเชื่อมต่อคล้ายๆกัน และมีข้อมูลสารสนเทศไปยังเครือข่ายต่างๆเช่นGoogle+, Facebook, Pinterest and LinkedIn.

เทคนิคการดูข้อมูล Google Analytics ที่หลากหลายโดยนำมาเชื่อมกับ Google Fusion Tables

นักการตลาดหลายๆ คนใช้ Google Analytics อยู่แล้ว แต่วันนี้ผมมีเทคนิคการนำ Google Fusion Tables มาเชื่อมกับ Google Analytics เพื่อดูข้อมูลที่ลึกและปรับไปมาได้ละเอียดมากขึ้น ลองมาดูวิธีกันครับ

  • Google Fusion Tables มันคือ “เว็บแอพสำหรับจัดการข้อมูล” เพื่อนำไปสร้างเป็น visualization หรือเว็บแอพแบบอื่นๆ มันเคยเป็นบริการแยก (ดู Fusion Tables) ตอนนี้ถูกรวมเข้ามาใน Google Docs ในฐานะเอกสารชนิดใหม่ หรือเรียกง่ายๆ มันเป็นเครื่องมืดจัดการข้อมูลที่ใช้จัดเก็บ บริหาร ทำงานร่วมกัน สร้างภาพข้อมูล และเผยแพร่ตารางข้อมูลต่าง ๆ

    ตัวอย่างเช่น WikiEDData ใช้ Google Fusion Table เพื่อวาดแผนที่ระดับความยากจนในเขตโรงเรียนต่าง ๆ ของรัฐวอชิงตัน: “สีเหลืองบ่งชี้ถึงระดับความยากจนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของรัฐวอชิงตัน, สีส้มหมายถึงอยู่เหนือค่าเฉลี่ย, สีแดงหมายถึงระดับความยากจนอยู่ที่ร้อยละ 10 หรืออยู่เหนือค่าเฉลี่ยมาก ๆ เมื่อคลิกที่เขตใดเขตหนึ่ง มันจะแสดงลิงก์ไปยังเขตดังกล่าว พร้อมกับประวัติข้อมูลความยากจนตามเวลา”

เทคนิคการดูข้อมูล Google Analytics ที่หลากหลายโดยนำมาเชื่อมกับ Google Fusion Tables

[VDO] กลยุทธ์การทำ Content Marketing และ Social Media Crisis Management ในมุมมองของนักสื่อสารมวลชน

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) จัดงานเสวนา “กลยุทธ์การทำ Content Marketing และ Social Media Crisis Management ในมุมมองของนักสื่อสารมวลชน” มีผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวสาร ข้อมูลทางออนไลน์มาหลายคนมาก อยากให้ดูกันครับ