Wi-Fi, Wireless connection from wherever you are

คุณเคยนึกบ้างหรือเปล่า ว่ามันจะดีแค่ไหน ถ้าคุณสามารถนั่งอยู่ที่ใดก็ได้ในกรุงเทพฯ กับโน้ตบุคหนึ่งเครื่อง ที่สามารถต่อเข้ากับเน็ทเวิร์คหรืออินเตอร์เน็ทความเร็วสูงได้ โดยไม่ต้องใช้สายโทรศัพท์หรืออุปกรณ์ใดๆ ให้ยุ่งยาก นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาสักพักหนึ่งแล้วในบ้านเรา และมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่ใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อสร้างความสะดวกสบายและรวดเร็วในการดำเนินชีวิตประจำวัน เทคโนโลยีที่ว่านี้คือ Wi-Fi นั่นเอง

เราคงเคยได้ยินคำว่า Wi-Fi กันมาบ้างแล้ว มาดูกันว่า Wi-Fi คืออะไรและเทคโนโลยีนี้จะช่วยทำให้ชีวิตของคุณสะดวกสบายและง่ายขึ้นได้อย่างไร

Wi-Fi หรือ Wireless Fidelity คือ เทคโนโลยีการเชื่อมคอมพิวเตอร์หรือ PDA ต่อเข้ากับเครือข่าย LAN (Local Area Network) โดยการใช้คลื่นวิทยุเป็นตัวส่งสัญญาณเพื่อใช้ในการรับส่งข้อมูล จึงเป็นลักษณะของ wireless ไม่ใช่ wire line การเชื่อมต่อลักษณะนี้โดยมากในปัจจุบันจะใช้เทคโนโลยี Wireless LAN 802.11b ซึ่งสามารถรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุด 11 Mbps ซึ่งนับว่าสูงมาก สูงกว่าการต่ออินเตอร์เน็ทตามบ้านแบบเทียบกันไม่ได้ และนอกจากนั้น การพัฒนามาใช้ 802.11g ยังจะเพิ่มความเร็วไปถึง 54 Mbps (แต่ราคาค่าติดตั้งก็สูงตามไปด้วยนะครับ) อย่างไรก็ตาม ความเร็วในการรับส่งข้อมูลแบบ Wi-Fi จะเป็นการแชร์สัญญาณกันระหว่างผู้ใช้ ดังนั้น ถ้าหากมีจำนวนผู้ใช้มากขึ้น ความเร็วก็จะลดลงตามไปด้วย

ลักษณะการใช้งานเพื่อต่อเข้ากับเนทเวิร์คของระบบ Wi-Fi จะใช้อุปกรณ์หลักที่เรียกว่า Access Point ซึ่งสามารถให้บริการที่รัศมีประมาณ 50 ถึง 100 เมตร ส่งสัญญาณด้วยคลื่นความถี่ที่ 2.4 GHz (คล้ายๆ กับ Bluetooth แต่ในรัศมีที่กว้างกว่ามาก) แต่ก็อีกเช่นกัน ประสิทธิภาพในการส่งสัญญาณจะดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับระยะทางระหว่างโน้ตบุคของคุณกับตัว Access Point ยิ่งไกลกัน ความเร็วก็จะลดลง หรือถ้ามีสิ่งกีดขวางมากๆ เช่น กำแพง ก็จะทำให้ประสิทธิภาพของการรับส่งข้อมูลลดลงไปด้วยเช่นกัน ส่วนโน้ตบุคหรือ PDA ของคุณที่ใช้ ก็จะต้องมี Wireless Access card ที่เป็นมาตรฐานของ Wi-Fi เพื่อเข้าไปใช้กับเนทเวิร์คนั้น ซึ่งอุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ มักจะมีตัว Wireless card นี้ติดมาเป็นมาตรฐานของเครื่องอยู่แล้ว

เทคโนโลยี Wi-Fi กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นในสหรัฐอเมริกา ร้าน McDonalds ได้เริ่มติดตั้งระบบ Wi-Fi ในบางสาขาแล้ว เช่นเดียวกับร้านกาแฟ Starbucks ดังนั้น ลูกค้าที่เข้ามานั่งรับประทานอาหารหรือนั่งดื่มกาแฟ ก็จะสามารถทำงานไปด้วยได้ โดยการเชื่อมต่อเข้ากับระบบเนทเวิร์คความเร็วสูงที่ทางร้านจัดหาให้ นอกจากนั้น โรงพยาบาลในหลายๆ รัฐยังติดตั้งระบบนี้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับแพทย์และนางพยาบาล ในการเข้าไปตรวจสอบข้อมูลของคนไข้เพื่อตรวจ และสั่งยา เพื่อความรวดเร็วและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และที่หรูหราไปกว่านั้น บริษัทผลิตเครื่องบินโบอิ้งยังได้เริ่มที่จะติดตั้งระบบ Wi-Fi นี้ในเครื่องโบอิ้งกว่า 100 ลำ ต่อไปผู้โดยสารก็จะสามารถใช้อินเตอร์เนท หรือใช้โทรศัพท์ระหว่างการเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย

มาดูในประเทศไทยเราบ้าง บริษัทหลายบริษัทได้ให้ความสนใจในการติด Wi-Fi ในอาคารสำนักงาน เพื่อให้พนักงานสามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบเนทเวิร์คหรือแหล่งข้อมูลของบริษัท จากที่ใดก็ได้ในบริเวณอาคาร ส่วนผู้ให้บริการอินเตอร์เนท (ISP) ก็ได้เริ่มจับมือกับบริษัทต่างๆ ในการติดตั้ง Access Point หรือที่เราเรียกว่า Hot spot เพื่อให้บริการ Wi-Fi ตามสถานที่ต่างๆ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และไม่ใช่แต่เฉพาะในกรุงเทพฯ บริการ Hot spot นี้ยังสามารถหาได้ตามโรงแรมในเมืองท่อง

Dot Com Return กับ Google

ฺGoogle.com เว็บไซต์ค้นหาข้อมูล (Search Engine) ชื่อดังของโลก ที่เป็นเว็บไซต์จุดเริ่มต้นของนักท่องอินเทอร์เน็ตทุกคนที่ค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ และรองรับการค้นหา มากกว่า 150 ล้านคร้งต่อวันกำลังจะนำบริษัท เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือ IPO ( Initial Public share Offering) โดยจากการประมาณราคาของนักประเมินได้ประเมินราคาของ Google ไว้ที่ 1500 – 2500 ล้านเหรียญ โดยจะเริ่มมีการเปิดให้ประมูลขายหุ้นทางออนไลน์ประมาณต้นปีหน้า ซึ่งการเข้าตลาดหุ้นในครั้งนี้ของ Google สร้างความสนใจไม่น้อยให้จากนักลงทุนในตลาด Wall Street โดยจุดเริ่มต้นของ Google เริ่มเมื่อ 5 ปีก่อนจากเด็กมหาวิทยาลัย สแตนด์ฟอร์ด ที่ได้เริ่มต้นการทำระบบค้นหาข้อมูลด้วยกัน

เหมือน google จะเป็นหุ้นบริษัทอินเทอร์เน็ตที่ดูน่าสนใจที่สุดในตลาดตอนนี้ นับหลังจากที่ได้มีบริษัทอินเทอร์เน็ตอย่าง eBay, Amazon.com and Yahoo.com เข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งความสำเร็จของ Google สร้างความดึงดูดและความสนใจของคู่แข่งในตลาดทางด้าน Search Engine มากขึ้น อย่างเช่น Yahoo เพิ่งได้ซื้อกิจการ บริษัท Overture ซึ่งเป็นบริษัทขายโฆษณาทาง Search Engine ในราคา 1.6 พันล้านเหรีญ และทาง Microsoft ได้ใช้เงินหลายล้านเหรียญในการพัฒนาระบบ Search Engine ของตัวเอง โดยในตอนนี้ระบบค้นหาในเว็บไซต์ MSN ได้ให้บริการโดยบริษัท Overture และบริษัท Inktomi

 

รูปแบบการสร้างรายได้ของ Google

การเข้าตลาดหลักทรัพย์ของ Google ได้ปลุกธุรกิจดอทคอมขึ้นมา ซึ่งได้ซบเซาลงไปในช่วงยุคปลายปี 90 ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากดอทคอมในยุคนั้นเพราะ Google ไม่ได้เร่งที่จะเข้าไปทำเงินในตลาดหลักทรัพย์เหมือนบริษัทดอทคอมอื่นๆ ที่พยายามจะนำพาบริษัทของตัวเองเข้าไปเพื่อสร้างเงินจากตลาดหลักทรัพย์ แต่ตัวบริษัท Dot Com เหล่านั้นก็ต้องม้วนพับกลับไป เพราะไม่สามารถแสดงรูปแบบการสร้างรายได้อย่างแน่นอนให้กับนักลงทุนในตลาดให้เห็น แต่ Google สามารถสร้างข้อพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า บริษัท Google เองสามารถสร้างรายได้กว่า 800 ล้านเหรียญในปีนี้ ซึ่งคิดเป็นกำไรมากกว่า 200 ล้านเหรียญ จากการขายโฆษณาซึ่งปรากฏอยู่ในการค้นหา ข้อมูลภายในเว็บไซต์ ของ google และยังรวมถึงการขายเทคโนโลยี Search Engine ให้กับบริษัทๆต่างๆ เช่น Amerca Online ซึ่งตรงนี้เอง ทำให้ Google เป็นธุรกิจดอทคอม ที่สามารถอยู่รอดได้จากการให้บริการทางด้านออนไลน์อย่างแท้จริง

และด้วยการตื่นตัวของการทำธุรกิจด้านการค้นหาข้อมูล (Search Engine) จากการเริ่มต้นของ Google จึงเป็นสาเหตุทำให้ธุรกิจประเภทนี้เป็นธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุด ในธุรกิจการให้บริการออนไลน์ และนอกจากนี้ Google ยังได้เปิดให้บริการใหม่ๆ ตามมา ได้แก่ Google News บริการค้นหาข่าวสารต่างๆ จาก 4000 แหล่งข่าว และรวมถึงการค้นหาข้อมูลการซื้อสินค้า ซึ่งใช้ชื่อว่า Froogle (www.Froogle.com) และนอกจากนี้ Google ยังมีกลยุทธ์ในการ Localize Service ของ Search Engine ของตัวเองออกไปยังหลายๆ ภาษาทั่วๆโลก ตรงนี้เองทำให้ Google สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้บริการทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว

 

มองย้อนดอทคอมเมืองไทย

หากมองดูต่างประเทศแล้วจะพบว่าธุรกิจดอทคอมของต่างประเทศ สามารถสร้างรายได้ๆอย่างมากมายและหลากหลายวิธี ซึ่งหากลองมามองดูปัจจัยสำคัญๆ ที่ทำให้บริษัทเหล่านั้นสามารถทำได้ ประกอบไปด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างเช่น รูปแบบของการให้บริการที่หลากหลาย, ขนาดของตลาดที่ให้บริการใหญ่กว่าที่อื่นๆ เว็บไซต์ที่เปิดมาจึงสามารถเปิดให้บริการให้กับคนทั่วโลก, ความเป็นเจ้าของและเป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยี, การนำเทคโนโลยีไปใช้กับชีวิตประจำวันและธุรกิจซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ และที่สำคัญที่สุดคือ รุปแบบการสร้า

Bluetooth กับการผนวกเทคโนโลยี

ตอนนี้เทคโนโลยีต่างๆ เกิดขึ้นมากมายรอบตัวคุณอย่างรวดเร็ว หลายบริษัทเริ่มนำเทคโนโลยีต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน มาใช่ร่วมกับเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อทำให้ประโยชน์สูงสุดทางการค้า และทางธุรกิจของตนและของลูกค้า โดยตอนนี้ ได้มีการนำเทคโนโลยีต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน นำมาผสมผสานร่วมกันทำให้เกิดการตอบสนองความต้องการในรูปแบบใหม่ๆเกิดขึ้น? โดยยกตัวอย่างเช่น การนำเทคโนโลยี Bluetooth กับเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือกำลังนำมาใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพอย่างมาก

ตอนนี้ที่สวนสัตว์ Aalborg ประเทศเดนมาร์กได้ติดตั้งระบบที่จะช่วยให้ผู้ปกครองที่นำบุตรหลานไปสวนสัตว์สามารถค้นหาตำแหน่งของเด็กๆ ได้ด้วยการนำเทคโนโลยี Bluetooth และโทรศัพท์มือถือเข้ามาใช้ร่วมกัน ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท BodyTags ระบบค้นหาพิเศษที่ชื่อ BlueTags โดยเป็นนำอุปกรณ์ที่เป็นลักษณะป้ายที่มีระบบสัญญาน Bluetooth ติดไว้กับเสื้อผ้าของเด็กๆ ที่เข้ามาใช้บริการภายในสวนสัตว์ และทั่วภายในสวนสัตว์มีการติดตั้ง Base Station เพื่อเชื่อมโยงระบบทั้งหมดเข้าด้วยกันที่ศูนย์กลางข้อมูลของสวนสัตว์ ผ่านระบบ Wireless LAN (Local Area Network)? ผู้ปกครองสามารถลงทะเบียนโทรศัพท์มือถือของตนเข้ากับระบบของสวนสัตว์ และสามารถตรวจสอบตำแหน่งของเด็กๆ ของตนได้ เพียงแค่ส่ง SMS เข้าไปในของทางสวนสัตว์ โดยตอนนี้ทางสวนสัตว์ได้เริ่มนำระบบนี้มาใช้ตั้งแต่เดือน มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเริ่มต้นที่จำนวนป้าย Bluetooth 200 อันและ 50 Access Point ที่ติดตั้งอยู่ทั่วสวนสัตว์ และนอกจากนี้ระบบนี้ยังสามารถแจ้งเมื่อเด็กกำลังอยู่ใกล้ตำแหน่งที่ออกจากสวนสัตว์ และสามารถส่งสัญญานเตือนผู้ปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์ได้ทันที แต่ระบบนี้ก็อาจจะไม่เหมาะกับเด็กที่ซุกซน ซึ่งอาจจะทำการแกะอุปกรณ์ที่ติดอยู่ออกก็ได้ ซึ่งตอนนี้ทางบริษัทผู้ให้บริการกำลังผลิตรุ่นที่ติดกับแขนเสื้อ โดยที่ไม่สามารถถอดออกได้ หากไม่มีเครื่องปลดออก ซึ่งระบบนี้จะช่วยลดภาระของผู้ปกครองในการดูและบุตรหลานเมื่อเข้ามาในสวนสัตว์ และช่วยให้เด็กมีโอกาศที่จะเด็กที่ศึกษาเรื่องราวต่างๆในสวนสัตว์ด้วยตัวอย่างเองอิสระและปลอดภัย และอีกความสามารถที่น่าสนใจของระบบนี้ก็คือ? ระบบนี้สามารถส่ง SMS แจ้งทุกครั้งทีเด็กมีการเดินทางจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่งได้ด้วย ซึ่งจะช่วยสามารถทำให้ผู้ปกครองสามารถ ตรวจสอบได้ตลอดเวลาได้ว่า ตอนนี้บุตรหลานของตน ตอนนี้กำลังอยู่ในตำแหน่งใดของสวนสัตว์ได้อย่างมั่นใจ

โดยระบบนี้สามารถรองการตรวจสอบและรองรับเครื่องลูกข่ายได้มากกว่า 100,000 เครื่องซึ่งการให้บริการในลักษณนี้กำลังจะขยายขอบเขตและรูปแบบการให้บริการไปยังธุรกิจและสถานที่อื่นๆ ที่น่าสนใจเช่น สนามบินหรือโรงพยาบาล? และตอนนี้การนำเทคโนโลยี Bluetooth เริ่มมีการนำมาใช้ร่วมกับอุตสาหกรรมรถยนต์ เพราะเนื่องจากตอนนี้หลายๆ ประเทศมีกฏห้ามใช้โทรศัทพ์ในขณะขับรถยนต์ ซึ่งการนำเทคโนโลยี Bluetooth กับวงการรถยนต์น่าจะสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ได้อย่างมากมายเลยทีเดียว โดยตอนนี้ได้มีผู้ผลิดรถยนต์หลายรายได้นำเทคโนโลยี Bluetooth เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตรถยนต์แล้ว เช่น BMW, Saab, Toyota, Ford and DaimlerChrysler เป็นต้น

หากมองดูรูปแบบการให้บริการในลักษณะนี้แล้วจะเห็นว่า เป็นการนำเทคโนโลยี Wireless LAN, Bluetooth และระบบ SMS ผ่านโทรศัพท์มือถือ มารวมกัน ซึ่งเป็นนำเทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบ ที่แต่ละเทคโนโลยีมีความโดดเด่นและความสามารถเฉพาะด้าน? นำมาผสมผสาน และดึงจุดเด่นของเทคโนยีแต่ละตัว เพื่อนำมาส

คนทำเว็บไทยฮือรวมตัวตั้งสภาวิชาชีพฯ

เป็นข่าวขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อคนในแวดวงเว็บไซต์ทั่วประเทศชุมนุมกัน เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการสภาวิชาชีพผู้ดูแลเว็บไทย จำนวน 9 คนเพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพผู้ดูแลเว็บไทย พร้อมปฏิบัติหน้าที่ตามธรรมนูญสภาวิชาชีพผู้ดูแลเว็บไทย พ.ศ.2546 ด้านนักวิเคราะห์เชื่อหากรวมตัวกันติดในช่วงที่กระแสธุรกิจดอทคอมมีสัญญาณฟื้นสูง อาจส่งผลให้ปี 2547เป็นปีที่ดีปีหนึ่งของวงการอีคอมเมิร์ซไทย

เวลา 13.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตัวแทนจากเว็บไซต์ ชื่อดัง อาทิ Siam2you.com, Kapook.com, Truehits.net, Siamguru.com, Police.go.th ฯลฯ รวมตัวกันห้องประชุมอิสรา อมันตกุล อาคารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เพื่อทำการเลือกตั้งคณะกรรมการสภาวิชาชีพผู้ดูแลเว็บไทย จำนวน 2 ประเภท โดยประเภทที่ 1 เป็นประเภทเจ้าของเว็บไซต์ และประเภทที่ 2 คือผู้แทนเว็บไซต์และนักพัฒนาเว็บไซต์ที่เจ้าของเว็บไซต์ได้ลงนามรับรองแล้ว โดยมีพ.ต.อ. ญาณพล ยั่งยืน นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยเป็นประธานในพิธี

อาชีพเว็บมาสเตอร์เป็นอาชีพที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานในสังคมไทย จึงยังไม่ค่อยมีการส่งเสริมจากภาครัฐมากนัก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรวมตัวกันเพื่อให้อาชีพนี้เป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น เพราะเว็บมาสเตอร์เป็นอาชีพที่ค่อนข้างใหม่ ที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้ทำงานกันเองเดี่ยวๆ เวลามีปัญหาทางกฏหมาย หรือปัญหาอื่นๆ ทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างค่อนข้างลำบาก เลยมีการจัดตั้งสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยขึ้นให้ถูกกิจจะลักษณะ และคราวนี้ก็ได้มีการจัดตั้งสภาวิชาชีพขึ้นมาอีก ก็เหมือนการเริ่มต้นทำงานกันหลายคน บางคนอาจจะตั้งข้อสงสัยว่า ว่ารวมตัวกันได้อะไรขึ้นมา เมื่อก่อนอยู่เป็นอิสระไม่อยู่ในกรอบบังคับอะไรเลยจะดีกว่าไหม แต่อาจจะมองได้ว่าเมื่อเกิดการรวมตัวกันได้ และทำงานกันเป็นทีม สังคมคนทำเว็บฯ จะเกิดการแลกเปลี่ยน เกิดการส่งเสริมซึ่งกันและกันมากขึ้น และอาชีพเว็บมาสเตอร์เป็นที่ยอมรับของสังคมไทยมากขึ้นและการรวมตัวกันจัดตั้งเป็นสภาวิชาชีพขึ้นมากช่วยให้เวลาคนทำเว็บหรือผู้บริโภคเกิดมีปัญหาก็ไม่รู้จะหันไปพึ่งใคร รัฐบาลก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเท่าที่ควร ก็สามารถให้ทางสภาฯสามารถเป็นตัวกลางในการช่วยเหลือได้

คนทำเว็บส่วนใหญ่เชื่อดอทคอม Turn Around

ในปีหน้าโมเดลในการสร้างรายได้จากธุรกิจเว็บไซต์จะมีรูปแบบที่ชัดเจนมากขึ้น และคงไม่เป็นฟองสบู่อย่างที่ผ่านมา ภายในปีหน้าภาคธุรกิจจะนำเว็บไซต์เข้าไปผนวกเข้ากับธุรกิจมากขึ้น มีการซื้อขายและการทำ Transaction ผ่านทางเว็บไซต์มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดด้าน web service, payment และอีกจุดหนึ่งที่น่าจับตามองก็คือเรื่องของ Mobile Application ที่จะเข้ามามีผลต่อแวดวงเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซมากยิ่งขึ้น โทรศัพท์มือถือจะรวมกับเว็บไซต์มากยิ่งขึ้น อย่างที่เห็นกันได้ว่ามีบริษัทที่เปิดตัวขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะอาทิ บริษัทผู้ให้บริการบางแห่งได้มีการใช้ SMS (Short Message Service) ให้ผู้ชมโทรทัศน์มีส่วนร่วมกับรายการมากขึ้น

และตอนนี้ในต่างประเทศเว็บไซต์ Google.com เว็บเสิร์ชที่เราทุกคนรู้จักกันดีนี้กำลังจะเข้าตลาดหุ้น Nasdaq ซึ่งแน่นอนว่า Google.com ถูกจับตามองมากเพราะเขาคือเว็บไซต์รายใหญ่ที่สุดที่เดินเข้าตลาดหุ้น นับตั้งแต่ธุรกิจดอทคอมล้มลงไปเมื่อหลายปีก่อน หากผลประกอบการของ Google ดี มั่นใจว่านักลงทุนและอีกหลายๆ เว็บไซต์จะต้องเดินกลับเข้าตลาดหุ้นครับ จากนั้นมันก็จะส่งผลมาถึงบ้านเราได้ และโชคดีที่บ้านเรามีโครงการคอมพิวเตอร์เอื้ออาทร บรอดแบนด์เอ

การแพทย์กับเทคโนโลยีวันนี้

เทคโนโลยีการสื่อสารกับการแพทย์ดูจะเป็นเรื่องที่ไปด้วยกันได้อย่างเหมาะเจาะ เพราะนอกจากวงการแพทย์จะต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ในเรื่องการพัฒนายาและการรักษาโรคแล้ว ยังสามารถช่วยให้การให้บริการรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำมากขึ้นอีกด้วย

เริ่มจากสิ่งที่จะมาช่วยให้การดำเนินงานในโรงพยาบาล หรือช่วยให้การปฏิบัติงานของแพทย์สะดวกและง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนโครงสร้างของการรักษาพยาบาลให้เป็นระบบประกันสุขภาพของคนทั้งประเทศอย่างทั่วถึง โรงพยาบาลต่างๆ จึงต้องพัฒนาตัวเองให้สามารถรองรับนโยบายดังกล่าวได้ ในปัจจุบัน โรงพยาบาลหลายแห่งได้นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้มากขึ้น เช่น โปรแกรมเก็บข้อมูลและจัดการข้อมูลต่างๆ ซึ่งในขณะเดียวกันก็ช่วยประหยัดเวลาในการทำงาน ประหยัดงบประมาณในด้านของจำนวนเจ้าหน้าที่ ลดขั้นตอนการทำงานด้านเอกสาร และยังสามารถให้บริการกับคนไข้ได้รวดเร็วขึ้นอีกด้วย จากข้อมูลการวิจัยของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งพบว่าการเปลี่ยนจากการทำงานโดยใช้ระบบคนและเอกสาร มาเป็นระบบสารสนเทศ ทำให้ผู้ป่วยลดเวลาในการรอคอย จาก 1 ชั่วโมงต่อคน เป็นคนละไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว

มาลองดูตั้งแต่ขั้นตอนแรกในการลงทะเบียนคนไข้ โรงพยาบาลหลายๆ แห่งหันมาใช้ระบบออนไลน์กันมากขึ้น เพราะนอกจากจะรวดเร็วและง่ายต่อการจัดการเมื่อเทียบกับระบบเอกสารแล้ว แพทย์หรือพยาบาลยังสามารถเรียกใช้ข้อมูลเมื่อต้องการได้โดยง่ายอีกด้วย การเก็บข้อมูลนี้รวมไปถึงการตรวจและประวัติคนไข้ ที่รวมไว้ในที่เดียวกัน สามารถนำมาใช้หรือช่วยในการวิเคราะห์ได้โดยง่าย เมื่อถึงเวลาในการจ่ายยา โรงพยาบาลบางแห่งได้นำเอา Online Prescription หรือระบบการให้ใบสั่งยาออนไลน์ ซึ่งจะช่วยลดเวลาในการสื่อสารจากห้องตรวจไปยังห้องจ่ายยา เมื่อเทียบกับการที่ต้องให้นางพยาบาลนำใบสั่งยาไปเอง นอกจากนั้นยังลดความผิดพลาด เพราะห้องจ่ายยาจะไม่เจอปัญหาอ่านลายมือแพทย์ผิด (เคยเห็นลายมือแพทย์ส่วนใหญ่ อ่านยากมากครับ)

นอกจากการเก็บข้อมูลแบบปกติแล้ว โปรแกรมบางประเภทยังถูกนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาคนไข้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นการ X-Ray จากแต่ก่อนที่คนไข้ต้องรอให้ห้องแล็ปล้างฟิล์มเสร็จ ซึ่งอาจจะกินเวลาหลายชั่วโมงหรือเป็นวัน แล้วกลับมาใหม่เพื่อให้แพทย์วิเคราะห์ผลจากฟิล์ม X-Ray นั้น แต่ในปัจจุบัน เมื่อมีการต่อเครื่อง X-Ray เข้ากับคอมพิวเตอร์โดยใช้แอพพลิเคชั่นพิเศษ สามารถทำให้เห็นผล X-Ray ทางจอคอมพิวเตอร์ได้ทันที นอกจากจะประหยัดเวลาทั้งกับแพทย์และกับคนไข้ได้มากแล้ว ยังง่ายต่อการเก็บรักษาและนำมาวิเคราะห็ในครั้งต่อไปได้อีกด้วย เพราะเก็บไว้เป็นไฟล์ภาพ ไม่ต้องกลัวฟิล์มเสีย สูญหาย หรือแผ่นใหญ่เกินไป ไม่มีที่เก็บ

ไม่เพียงแค่การทำงานในโรงพยาบาลเท่านั้น เทคโนโลยีไร้สายยังเริ่มเข้ามามีบทบาทในทางการแพทย์ในบ้านเรา ที่เห็นได้ชัด และกำลังมีผู้พัฒนาอยู่มาก ได้แก่แอพพลิเคชั่นบน PDA เพราะทำให้การทำงานหรือการติดต่อสื่อสารระหว่างคนไข้ พยาบาล และแพทย์ทำได้สะดวกง่ายขึ้น ผ่านการสื่อสารแบบออนไลน์ พอถึงตอนนี้ เมื่อมีกรณีฉุกเฉินที่โรงพยาบาลจะต้องติดต่อแพทย์ที่ดูแลคนไข้คนหนึ่งในทันที แพทย์คนนั้นก็สามารถใช้ PDA แล้วออนไลน์เพื่อเข้ามาดูรายละเอียดหรือประวัติของคนไข้ และทำการวิเคราะห์หรือช่วยบอกทางรักษาในกรณีฉุกเฉินได้ทันท่วงที ไม่ว่าแพทย์

สึนามิกับอินเทอร์เน็ต

จาก เหตุการณ์คลื่นยักษ์ถล่มภาคใต้ที่ผ่านมา เราคงได้เห็นบทบาทของการนำอินเทอร์เน็ตเข้ามาใช้ ในการช่วยเหลือผู้ประสพภัย และผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะได้มีหน่วยงานต่างๆ จัดทำเว็บไซต์เพื่อรวบรวมข้อมูลผู้ประสบเหตุขึ้น เพื่อกระจายข้อมูลจากพื้นที่ออกไปยังผู้ที่ต้องการข้อมูลจากทั่วโลก แต่ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ มีเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อมูลผู้ประสบเหตุจำนวนมากมายหลายเว็บไซต์ บางเว็บไซต์เป็นเว็บที่จัดทำขึ้นอย่างเป็นทางการ และบางเว็บไซต์ก็เกิดจากการทำตามกระแส ซึ่งด้วย จำนวนเว็บไซต์ที่มีมากมายหลายแห่งเกิดจาก มีหน่วยงานหลายหน่วยงานลงไปในพื้นที่ เพื่อจัดเก็บข้อมูลของตัวเอง และก็ได้มีการนำข้อมูลเหล่านั้นมาแสดงบนเว็บไซต์ของตน


ภาพ : คลื่นถล่มบ้านเรือน

 

หาก จะมองดูในแง่ดี ที่หน่วยงานต่างๆ มีการนำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้ามาประยุกต์ใช้ในการสื่อสารมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมายังไม่ค่อยเท่าไร แต่ปัญหานั้นได้เกิดขึ้นหลังจากได้มีการเปิดให้บริการข้อมูลของเว็บไซต์แต่ ละเว็บไปแล้ว ข้อมูลของผู้ประสบเหตุ กระจัดกระจายไปทั่ว ตามแหล่งและหน่วยงานที่ได้จัดทำ ซึ่อก่อให้เกิดปัญหาของผู้ที่ต้องการค้นหาข้อมูล ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ ในการค้นหาข้อมูล ที่จะต้องคอยไปเข้าตามเว็บไซต์หลาย ๆแห่ง เพื่อคนหาข้อมูล เพราะแต่ละเว็บไซต์มีข้อมูลที่แตกต่างและไม่เหมือนกัน และข้อมูลบางแหล่งเป็นภาษาไทยทั้งหมดทำให้ ชาวต่างชาติไม่สามารถเข้ามาค้นหาข้อมูลเหล่านั้นได้

บางคนอาจจะมองดูปัญหานี้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงการขาดการวางแผน, การประสานงานในด้านข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ และการจัดการด้านข้อมูลเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งทั้งหมดนี้ดูเหมือนเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการส่งคนลงช่วยเหลือในพื้นที่ การ วางแผนการทำงานและการกำหนดหน่วยงานที่จะมาเป็นเจ้าภาพ ในการรวบรวมข้อมูลดูจะเป็นสิ่งที่ควรจะทำอย่างเร่งด่วนหลังเกิดเหตุการณ์ ขึ้น เพราะจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เห็นถึงความซ้ำซ้อนในการทำงานและการขนาด ระบบในการรวบรวมข้อมูลข่าวสาร ซึ่งจะทำให้งานต่างๆ อาจจะล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น

 

เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตกับการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

ใน มุมมองของผม เราสามารถนำเทคโนโลยีของเว็บ ที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างประโยชน์ในการใช้งานสูงสุดในการจัดเก็บหรือเชื่อมข้อมูลต่างเข้าๆ ด้วยกัน เพื่อทำให้การทำงานต่างๆ ในการช่วยเหลือ หรือสื่อสารกันเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกมากขึ้น ซี่งเราสามารถใช้ได้หลายวีธีเช่น

 

การเก็บรวบรวมข้อมูล

ด้วยเทคโนโลยีที่สามารถติดตามตัวคุณไปได้ทุกที่ ผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือ PDA ทำ ให้คุณสามารถประยุกต์อุปกรณ์เหล่านี้เป็นเครื่องมือช่วยในการเก็บและรวบรวม ข้อมูลจากพื้นที่ๆ ประสพเหตุได้อย่างง่ายดาย เพราะอุปกรณ์เหล่านี้สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต และส่งข้อมูลกลับมารวบรวมไว้ที่ศูนย์กลางข้อมูลได้อย่างง่ายและรวดเร็ว หรือจะประยุกต์การใช้ SMS เข้ามาใช้เป็นวิธีการส่งข้อมูล หรือรายงานข้อมูลผ่านทางมือถือได้ไม่ยากนัก

 

การจัดเก็บข้อมูล

ด้วยเทคโนโลยี Web Services ซึ่ง จะลดปัญหาการ ไม่เข้ากันของข้อมูลที่หามาได้ของหน่วยงานต่างๆ เพราะหน่วยงานต่าง ๆ อาจทำงานบนแพล็ตฟอร์มหรือเทคโนโลยีของตนที่อาจจะมีความแตกต่างกัน แต่ทั้งหมดนี้ก็สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลด้วยกันได้ หากอยู่บนพื้นฐานของการใช้เทคโนโลยี Web Services แต่ ก่อนจะเริ่มวิธีนี้ ต้องมีการกำหนดมาตรฐานกลางของข้อมูลขึ้นมาเพื่อใช้เป็นแนวทางในการสื่อสาร ร่วมกัน ซึ่งบางคนอาจจะนึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องยาก แต่จริงๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สามารถประยุกต์และทำได้ไม่ยากนัก ซึ่งหาวิธีนี้สามารถทำได้ นอกจาการสื่อสารกับองค์กรในประเทศแล้ว เรายังสามารถส่งข้อมูลเหล่านี้สื่อสารไปยังต่างประเทศได้อีกด้วย (ส่วนใหญ่ต่างประเทศเริ่มใช้เทคโนโลยีนี้แล้ว) เพื่อช่วยวิเคราะห์หรือช่วยในการคำนวนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

ภาพ : เทคโนโลยี Web Services กับการรวบรวมข้อมูล

สื่อสารและกระจายข้อมูล

ข้อมูล ที่หามาได้สามารถนำเสนอผ่านเว็บไซต์ได้ทันที ซึ่งเราสามารถใช้เทคโนโลยีของเว็บไซต์ต่างๆ เข้ามาช่วยในการที่จะช่วยทำให้การสื่อสารและการกระจายข้อมูลเป็นไปได้อย่าง สะดวกและรวดเร็ว

เครื่องมือแปลภาษา

ด้วยเทคโนโลยีการแปลภาษา (Translate) ผ่านทางเว็บไซต์ ทำให้คุณสามารถการแปลงข้อมูลที่มีอยู่ในภาษานึงไปยังอีกภาษาหนึ่งได้อย่างง่ายดาย เพียงคลิกเดียว โดยสามารถใช้ Google.com (http://www.google.com/language_tools) เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการแปลข้อมูลต่างๆ ที่มีอยู่ ไปเป็นภาษาต่างให้กับชาวต่างชาติ สามารถอ่านและเข้าใจได้อย่างอัตโนมัติ (ตอน นี้การแปลจากภาษไทยไปยังภาษาอื่นๆอาจจะยังไม่แม่นยำเท่าที่ควร ควรทำแปลงข้อมูลที่ต้องการแปลให้เป็นภาษาอังกฤษก่อน แล้วนำมาแปล ซึ่งจะทำให้ผลของการแปลภาษา ไปยังภาษาอื่นๆ สามารถทำได้อย่างถูกต้องมากขึ้น)


ภาพ : Google.com กับระบบแปลภาษา

ช่องทางในการเข้าถึงข้อมูล

นอก จากการเข้าเช็กข้อมูลทางคอมพิวเตอร์แล้ว เรายังสามารถเปิดให้บริการข้อมูลผ่านทางโทรศัพท์มือถือได้อีก ด้วยการเขียนแอพพิลเคชั่นแบบไม่ยากมากนัก ก็ทำให้คนทั่วโลกที่มีโทรศัพท์มือถือหลายร้อยล้านคน สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างง่ายและรวดเร็ว โดยที่ไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เลย


ภาพ : การค้นหาข้อมูลผู้ประสบเหตุผ่านทางมือถือ

นี้ เป็นเพียงบางส่วนของการนำเทคโนโลยีบนอินเทอร์เน็ตเข้ามาประยุกต์ใช้และช่วย เหลือในการสื่อสาร เพื่อทำให้การงานและการช่วยเหลือเป็นเรื่องที่ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำ คือการวางแผนงานและการแบ่งหน้าที่งานอย่างชัดเจนในทุกๆ ด้าน เพื่อทำให้แต่ละหน่วยงาน สามารถทำงานของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด บนเทคโนโลยีที่พวกเราใช้กันอยู่แล้วทุกวัน

พบคนไทยซื้อของออนไลน์มากขึ้นหุ้น-ตั๋วเครื่องบินนำโด่ง

ผลสำรวจจากวีซ่าพบการซื้อสินค้าออนไลน์ของคนไทย ซื้อขายหุ้นเป็นที่นิยมอันดับ1 โดยใช้จ่ายกว่า 1,763 เหรียญสหรัฐฯ รองลงมาซื้อตั๋วเครื่องบิน และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์…

ผู้บริโภคชาวไทยทำการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นจำนวนมาก โดยข้อมูลจากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในระบบอี-คอมเมิร์ชปี 2553 โดยวีซ่า (2010 Visa eCommerce Consumer Monitor) พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 8 คน ใน 10 คน (ร้อยละ 84) ซื้อสินค้าออนไลน์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา การสำรวจทำโดยการสอบถามผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเป็นประจำจำนวน 3,156 คน ในตลาด อี-คอมเมิร์ช ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว 6 แห่ง ได้แก่ จีน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ไต้หวัน, และประเทศไทย เกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์และแรงจูงใจในการกระทำดังกล่าว

จากการสำรวจพบว่า ผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ในประเทศไทย ใช้จ่ายโดยเฉลี่ย 1,763 เหรียญสหรัฐฯ ใน 12 เดือนที่ผ่านมา
นอกจากนี้ การสำรวจยังพบว่า กลุ่มสินค้าที่มีการใช้จ่ายออนไลน์มากที่สุดในกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทย ได้แก่ การซื้อ-ขายหุ้น (177 เหรียญสหรัฐฯ), ตั๋วโดยสารเครื่องบิน (155 เหรียญสหรัฐฯ) และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (151 เหรียญสหรัฐฯ) สำหรับเว็บไซต์ที่มีการเข้าไปดูบ่อยที่สุด ได้แก่ เครือข่ายสังคมออนไลน์ (social network) ร้อยละ 90 เว็บไซต์ดาวน์โหลดเพลงร้อยละ 89, หนังสือ ร้อยละ 86 และเว็บไซต์อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 86

นายสมบูรณ์ ครบธีรนนท์ ผู้จัดการบริษัทวีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การจองตั๋วเครื่องบินโดยสาร, การซื้อบริการด้านการเงิน หรือการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านระบบออนไลน์กำลังเติบโตเพิ่มมากขึ้น โดยจะกลายเป็นการ ใช้จ่ายปกติเช่นเดียวกับการไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าหรือซุปเปอร์มาเก็ต ในความเป็นจริง ผู้บริโภคส่วนมากที่ใช้จ่ายทางออนไลน์รู้สึกสะดวกกว่าที่จะซื้อของทางอินเทอร์เน็ตเมื่อเปรียบเทียบกับการไปที่ร้านค้า เหตุเพราะสามารถเปรียบเทียบราคาได้ง่ายและทำการซื้อได้อย่างสะดวกสบายที่บ้านของตนเอง

“ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า ผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ตระหนักว่า ความปลอดภัยในการชำระเงินเป็นปัจจัยสำคัญ เมื่อมีการทำรายการออนไลน์ โดยวีซ่าได้เพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ถือบัตร ด้วยการยืนยันตัวตนพร้อมกับต้องใส่รหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (one-time password, Verified by Visa) ดังนั้น ผู้บริโภคชาวไทยสามารถใช้บัตรวีซ่าเพื่อทำการใช้จ่ายออนไลน์ โดยแน่ใจได้ว่าข้อมูลส่วนตัวจะมีการดำเนินการอย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะใช้จ่ายผ่านเว็บในประเทศหรือต่างประเทศก็ตาม” ผู้จัดการบริษัทวีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าว

จากข้อมูลการสำรวจของวีซ่า สิ่งจูงใจหลักในการใช้จ่ายออนไลน์คือความสะดวกสบาย ตามมาด้วยการค้นหาส่วนลดต่างๆ โดยผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยกล่าวว่า พวกเขาซื้อสินค้าออนไลน์เนื่องจากสามารถซื้อได้ตลอดเวลา (ร้อยละ 84) สามารถค้นหาและเปรียบเทียบสินค้าได้ง่าย (ร้อยละ 81) และการเปรียบเทียบราคาสินค้าเพื่อประหยัดเงิน (ร้อยละ 79) โดยร้อยละ 72 กล่าวว่า พวกเขาซื้อสินค้าออนไลน์เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังร้านค้า

ทั้งนี้ เมื่อสอบถามเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้จ่ายออนไลน์ใน 12 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 77 ของผู้ตอบคำถามชาวไทยกล่าวว่า พวกเขารู้สึกพึงพอใจในกระบวนการชำระเงินที่ง่ายของการทำรายการออนไลน์ และร้อยละ 75 กล่าวว่า พวกเขารู้สึกพึงพอใจกับความรวดเร็วในการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ทั้งนี้ อัตราค่าใช้จ่ายโดยประมาณของผู้ซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ใน 12 เดือนที่ผ่านมาของคนไทยอยู่อันดับที่ 4 1,763 เหรียญสหรัฐฯ น้อยกว่ามาเลเซีย อันดับที่ 3 ที่ใช้จ่าย 2,006 เหรียญสหรัฐฯ 2 อันดับที่ 2 จีน 2,557 เหรียญสหรัฐฯ และอันดับที่ 1 ไต้หวัน 4,041 เหรียญสหรัฐฯ.

ที่มาของข่าว : ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 07 – 02 – 2554