5 ขั้นตอนง่ายๆ ดึงดูดคนด้วย facebook advertising

เคยไหมคะเวลาขายสินค้าออนไลน์บางวันก็มีคนเข้ามาดูเยอะบ้าง น้อยบ้าง แล้วทำยังไงถึงให้มีคนเข้ามาดูมากขึ้นตลอดโดยเสียเงินน้อยที่สุด?

Plusible ขอบอกเลยนะคะว่าลง โฆษณาใน Social Media อย่าง Facebook จะได้ผลลัพธ์มากที่สุดเมื่อเทียบกับใน Social media อื่นๆเพราะจำนวนผู้ใช้งานต่อเดือนนั้นมีมากถึง 1.5 พันล้านคน ซึ่งสามารถเลือกเป้าหมายได้ว่าจะขายกับใคร เพียงแค่คุณมีเงิน 30 กว่าบาทก็สามารถเริ่มต้นได้แล้ว ถ้าอย่างนั้นอย่ารอช้าเลยค่ะมาดูขั้นตอนต่างๆกันเลย >>>

1.กำหนดเป้าหมายทางการตลาด

ในหน้าแรกของเฟสบุ๊คเข้าไปที่ สร้างโฆษณา>ใส่ชื่อแคมเปญ>เลือกวัตถุประสงค์ทางการตลาด

หลังจากนั้นก็ใส่ชื่อแคมเปญ และเลือกวัตถุประสงค์การตลาด

การเลือกวัตถุประสงค์ทางการตลาดนี้เราเลือกจาก3 วัตถุประสงค์ทางการตลาด ซึ่งมี 3 ระดับตามความต้องการในการสื่อสาร การรับรู้ การพิจารณา และคอนเวอร์ชั่น


การรับรู้ คือ ทำให้คนรู้จักสินค้าเรามากขึ้น
การพิจารณา คือ หลังจากที่รู้จักแล้วนำสินค้าเรามาพิจารณา และหาข้อมูลเพิ่มเติม
คอนเวอร์ชั่น คือ ทำให้สนใจและนำไปสู่การตัดสินใจซื้อ

สามารถดูคำอธิบายของแต่ละวัตถุประสงค์เพิ่มเติมได้โดยเอาเมาส์ไปวางที่เครื่องหมาย i

2.กำหนดกลุ่มลูกค้าที่เราจะสื่อสารด้วย

ยิ่งเรากำหนดได้เฉพาะกลุ่มมากเท่าไหร่ยิ่งสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าจริงได้มากเท่านั้น
ซึ่งจำนวนลูกค้าที่ เข้าถึงได้ควรมีประมาณ 50,000-100,000 คน ต่อไปนี้คือหัวข้อในการทำให้กลุ่มลูกค้าเราแคบลงนะคะ

ความสนใจ: เวลาเลือกความสนใจของกลุ่มลูกค้าควรหลีกเลี่ยง ความสนใจทั่วไปที่ทุกคนสนใจเหมือนกัน แต่ควรเลือกสิ่งที่บ่งบอกถึงตัวตนของกลุ่มลูกค้าเช่น ชอบสินค้าแบรนด์ เพลง หนังสือรวมถึงเฟสบุ๊คเพจ

ที่อยู่ : เลือกที่อยู่ของกลุ่มลูกค้าให้จำกัดลงโดยระบุ ประเทศ , เขต, แขวง, หรือรหัสไปรษณีย์

ข้อมูลเชิงประชากรศาสตร์ เช่น อายุ เพศ ภาษาหรือใส่พฤติกรรมเฉพาะของกลุ่มลูกค้าได้

3.ระบุงบประมาณและตารางเวลา

ในงบประมาณเราต้องดูว่าเราจะจ่ายเท่าไหร่ในระยะเวลาอย่างไร มีให้เลือกรายวัน กับตลอดชีพ ถ้าระยะเวลารายวันจะต้องลงเงินในปริมาณเฉลี่ยต่อวันในจำนวนเงินเท่ากันที่คุณคิดว่าจะจ่าย

แต่ถ้าระยะเวลาตลอดไปคือการระบุจำนวนเงินทั้งหมดที่จะต้องจ่ายหลังจากนั้นก็ระบุวันที่เริ่มต้น และสิ้นสุดของการทำโฆษณาด้วยค่ะ

4.ออกแบบโฆษณาของคุณ


เลือกสื่อที่จะใช้สื่อสารกับลูกค้า เช่น รูปภาพเดี่ยว สไลด์รูปภาพ หรือวีดีโอถ้าในส่วนรูปภาพ ควรมีขนาด1200 🇽 628 พิกเซล

และเราสามารถเลือกรูปภาพเองจากไฟล์ของเราหรือทางเฟสบุ๊คกำหนดให้ก็ได้ ต่อไปนี้จะเป็นส่วนประกอบต่างๆของโฆษณานะคะ

  1. รูปภาพที่เราโพส ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการที่คนจะหยุดเลื่อนและเปลี่ยนมาคลิ้กแอดของเรา
  2. หัวข้อเรื่อง ควรเป็นข้อความที่จับความสนใจของผูุ้คนได้และบอกได้ว่านี่คือโฆษณาเกี่ยวกับอะไร ซึ่งไม่ควรเกิน 25 ตัวอักษร
  3. ข้อความ ควรบอกรายละเอียดเกี่ยวกับโฆษณาว่าคุณจะสื่ออะไรซึ่งไม่ควรเกิน 90 ตัวอักษร
  4. ปุ่ม call to action คือปุ่มที่เมื่่อคลิกแล้วจะนำพาไปสู่อีกเว็บไซต์นึงซึ่งเราสามารถกำหนดได้ว่าจะเป็นaction ไหนเช่น “Buy now” “subscribe” “contact us”
  5. คำอธิบายลิงก์ ไว้สำหรับบอกที่อยู่ของลิงก์ และคำอธิบายของเนื้อหาในลิงก์นั้

โดยที่จะมีหน้าสำหรับการใส่ที่อยู่URL ,ชื่อที่เราแสดง URL และหัวข้อเรื่อง รวมถึง รายละเอียดการจ่ายเงินให้เขียนให้ครบถ้วน

นอกจากนี้เราสามารถดูมุมมองการใช้งานในอุปกรณ์ต่างๆได้เช่น ในจอเดสก์ท้อป จอสมาร์ทโฟน รวมถึง ในหน้าแรกของโปรแกรม Instagram

5.ทำความเข้าใจกับรายงานผลโฆษณาในเฟสบุ๊ค

เลือกเฉพาะผลที่เราสามารถวัดได้ เช่นจำนวนลูกค้าเข้ามาเท่าไหร่ จำนวนการคลิ้ก รวมถึงรายละเอียดของลูกค้าเราว่าเค้ามีเพศอะไร อายุเท่าไหร่ อยู่ที่ไหน ใช้อุปกรณ์ใดในการเข้าดู

จบไปแล้วนะคะกับ ขั้นตอนการใช้ Facebook Advertising ไม่ยากเลยใช่ไหมคะลองไปทำกันดูแล้วมาบอก Plusible ได้นะคะ

cr.Headway capital infographic

5 แนวโน้มการตลาดดิจิทัลที่น่าจับตามองในปี 2562

ทุก ๆ ปีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ออกมาเทคโนโลยีที่มีอยู่เริ่มมีความชาญฉลาดมากขึ้น สิ่งนี้จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีอย่างรวดเร็ว ที่กล่าวว่าเป้าหมายของการตลาด – และการตลาดดิจิทัลโดยเฉพาะ นั้นเหมือนกันเสมอมา คือ การได้รับและดึงดูดความสนใจของผู้ชม การเปลี่ยนแปลงเพียงอย่างเดียวที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือสิ่งที่คุณต้องให้ความสนใจและนั่นคือสิ่งที่คุณต้องใช้ในการยกระดับ นี่เป็นแนวโน้มการตลาดดิจิทัล 5 ประการสำหรับปี 2562:

flat lay photography of macbook pro beside paper

Photo by rawpixel.com on Pexels.com

1 ปัญญาประดิษฐ์

ทุกคนพูดถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่มีเพียงไม่กี่คนที่เข้าใจ คิดว่า AI เป็นคอมพิวเตอร์ที่สามารถวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว พวกเขาสามารถเข้าใจพฤติกรรมและรูปแบบได้ดีขึ้นโดยผ่านข้อมูล คุณสามารถใช้ AI สำหรับงานต่างๆเช่นกำจัดฐานข้อมูลของคุณและให้ข้อมูลเชิงลึกแก่ทีมของคุณ ตัวอย่างเช่นคุณสามารถใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อค้นหาลูกค้าที่มีลักษณะเหมือนลูกค้าที่มีอยู่ของคุณ หรือสแกนการสนทนาผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อให้คุณได้รับ Intel แบบเรียลไทม์กับคู่แข่งของคุณ

เอเจนซี่ของเราใช้ AI เป็นประจำทุกวัน ตัวอย่างเช่นเราทำงานกับโรงเรียนอนุบาล, ศูนย์รับเลี้ยงเด็กและศูนย์ดูแลเด็กเล็ก ๆ น้อย ๆ ในความพยายามที่จะช่วยให้พวกเขาเติบโต ในการลงทะเบียนเราต้องการผลักดันกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม จะมีวิธีใดที่ดีกว่าในการค้นหาโอกาสที่เหมาะสมกว่า ด้วยการวิเคราะห์การลงทะเบียนปัจจุบันและที่ผ่านมา เราดาวน์โหลดข้อมูลลูกค้าและใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อระบุรหัสไปรษณีย์และพื้นที่ใกล้เคียง ที่เราควรกำหนดเป้าหมายและแม้แต่คุณลักษณะที่ผู้ปกครองมีร่วมกัน ในอดีตการวิเคราะห์นี้ใช้เวลาหลายวัน

  1. Chatbots

แนวโน้มการตลาดดิจิทัลปียังคงพัฒนา ด้วยเหตุผลบางอย่างธุรกิจต่างๆจึงใช้งาน chatbots ได้ช้ากว่าที่คาดไว้ แต่ภายในปี 2565 คาดกันว่า chatbots จะช่วยให้ธุรกิจประหยัดได้มากกว่า $ 8 พันล้านต่อปี

Chatbots สามารถช่วยงานบริการลูกค้าและเชื่อมโยงกับระบบต่างๆของคุณเพื่อตอบคำถามลูกค้าซ้ำ ๆ เช่น: “แพคเกจของฉันจะถูกจัดส่งเมื่อใด” “นัดของฉันเวลากี่โมง” “คุณอยู่ที่ไหน?”

นอกจากนี้ยังสามารถใช้บอทเพื่อสร้างโอกาสในการสร้างตารางนัดหมายการขายและช่วยในการซื้อ ฉันเพิ่งตั้งค่าบอทเพื่อช่วยลูกค้าปิดสินเชื่อรถยนต์ โดยไม่จำเป็นต้องมีมนุษย์ มันถามคำถามทั้งหมดที่มนุษย์จะถามและได้รับการออกแบบให้รวมอิโมจิเพื่อให้การสนทนาเป็นธรรมชาติมากขึ้น

ในการตัดสินใจว่าจะลงทุนบอทหรือไม่ ลองคิดดูว่าคุณต้องการใช้บอทสำหรับบริการลูกค้าหรือเพิ่มกำลังการขายหรือไม่ จากตรงนั้นคุณสามารถพาตัวเองไปสู่เทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเป้าหมายของคุณ

สิ่งหนึ่งที่ต้องจำไว้คือ chatbots ไม่ได้หมายถึงการแทนที่การสนทนาของมนุษย์ที่ซับซ้อน พวกเขาสามารถช่วย แต่พวกเขายังคงพัฒนาและปรับปรุง

  1. ลำโพงอัจฉริยะและเสียง

Alexa เราถามคำถามมากมายเกี่ยวกับอุปกรณ์ (สิ่งที่ต้องทำสูตรและอื่น ๆ ) และสั่งซื้อสินค้าในไม่กี่วินาที ฉันเชื่อว่าเสียงจะยังคงเป็นสิ่งสำคัญในอนาคต

ในการใช้ประโยชน์จากแนวโน้มนี้ ฉันขอแนะนำให้ปรับเว็บไซต์ของคุณเพื่อการค้นหาด้วยเสียง ในการทำเช่นนี้ คุณต้องเข้าใจสิ่งที่ลูกค้าของคุณกำลังค้นหา โปรดทราบว่าการสืบค้นด้วยเสียงเป็นการสนทนาที่ยาวนานขึ้น มีโอกาสค้นหาร้านอาหารจะไม่พูดว่า: “Alexa ร้านอาหาร” แต่บางสิ่งเช่น: “Alexa ร้านอาหารที่ให้บริการอาหารเย็นตอนนี้หรือไม่”

ขั้นตอนที่สองคือการรวมคำถามและวลีเหล่านั้นไว้ในเว็บไซต์ของคุณ สร้างส่วนคำถามที่พบบ่อยและตอบคำถามเหล่านั้นทั้งหมดที่คุณค้นพบ คุณสามารถเขียนบทความบล็อกในหัวข้อและคำถามต่าง ๆ แต่วิธีที่ดีที่สุดคือการรวมวลีนั้น ๆ หากคุณปรับให้เหมาะสมสำหรับ “ร้านอาหารที่ให้บริการอาหารเย็นในตอนนี้” คุณสามารถเขียนเนื้อหาที่กล่าวว่า “เราให้บริการอาหารเย็นตั้งแต่เวลา 17.00 น. ถึง 22.00 น. วันจันทร์ถึงวันเสาร์” สิ่งนี้จะได้รับและช่วยให้คุณสามารถอันดับที่สูงขึ้นด้วยการค้นหาด้วยเสียง

  1. การตลาดผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น

ในขณะที่การตลาดแบบมีอิทธิพลไม่ใช่เรื่องใหม่ การมุ่งเน้นไปที่ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นคือ หากคุณไม่ได้เป็นแบรนด์ระดับโลกหรือธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โอกาสทางการตลาดของคุณส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับท้องถิ่น ในขณะที่มัน “เจ๋ง” สำหรับผู้มีอิทธิพลหรือผู้มีชื่อเสียงในการรับรองผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณให้กับแฟน ๆ นับล้านของโซเชียล พวกเขาสามารถมีอายุสั้น ลองร่วมมือกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นและรวบรวมแคมเปญและการส่งเสริมระยะยาว ทำรายชื่อผู้มีอิทธิพลสูงสุดในตลาดของคุณ ลองดูพอดแคสต์, Facebook, Twitter, YouTube, Snapchat, Instagram และแพลตฟอร์มอื่น ๆ ติดตามพวกเขาก่อนและเรียนรู้เกี่ยวกับพวกเขาและแบรนด์ของพวกเขา จากนั้นติดต่อกับข้อความที่ไม่เป็นทางการและเริ่มการสนทนา

  1. วิดีโอถ่ายทอดสด

ยังคงอยู่ในอันดับต้น ๆ ของการตลาดเนื้อหา สิ่งเดียวที่ดีกว่าคือวิดีโอถ่ายทอดสด คิดถึงใจเขาใจเรา สิ่งที่คุณต้องการ ประสบการณ์จากบริษัทของคุณ เบื้องหลังการทำงานของคุณ การสาธิตผลิตภัณฑ์ / การเผยแพร่สด Q & As ฯลฯ

มีสองขั้นตอน ที่จะสร้างความแตกต่างให้กับกลยุทธ์ด้าน VDO ของคุณ

ก่อนอื่นสิ่งสำคัญคือการสร้างกลยุทธ์เนื้อหาที่มีประสิทธิภาพ กลยุทธ์ที่ฉันชอบคือนั่งคิดเป็นเวลาหนึ่งหรือสองชั่วโมง หยิบสมุดโน้ตและแค่ระดมความคิด อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าของคุณจะพบว่ามีประโยชน์ หรือสนุกสนาน ระดมสมองและสร้างไอเดียจนกระทั่งมือคุณเริ่มเจ็บ

โปรดทราบว่าวิดีโอควรเป็นจุดเริ่มต้นของคุณ แต่สินทรัพย์เหล่านี้สามารถใช้ประโยชน์จากหลายแพลตฟอร์มและเปลี่ยนเป็นเนื้อหารูปแบบอื่น ๆ (เสียง บล็อกเอกสารสีขาว อินโฟกราฟิก และสื่อสังคม ฯลฯ )

ขั้นตอนที่สองคือเลือกแพลตฟอร์มที่คุณต้องการมุ่งเน้น – Facebook Live, YouTube Live, Instagram Live, Periscope หรือแม้กระทั่ง Livestream.com ตอนนี้เรากำลังให้คำแนะนำแก่ลูกค้าของเราที่จะให้ความสำคัญกับ YouTube Live และ Instagram มากขึ้น เนื่องจากพื้นที่มีผู้คนน้อยลง ทำให้วิดีโอของคุณสนุกมีส่วนร่วมและสร้างประสบการณ์ไปพร้อมกัน

ในขณะที่มีกลยุทธ์อื่น ๆ อีกมากมายสิ่งเหล่านี้คือ 5 สิ่งที่ฉันมุ่งเน้นในปี 2562 โดยที่กล่าวไว้แนวโน้มไม่ได้แทนที่การตลาดที่ดี วิธีที่ดีที่สุดสามวิธีในการสร้างแบรนด์ของคุณให้โดดเด่นบอกเล่าเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมและมอบเนื้อหาที่เป็นประโยชน์และแท้จริง ทำสามสิ่งเหล่านี้อย่างต่อเนื่องและใช้ประโยชน์จากแนวโน้มล่าสุดและมันจบแล้ว (ในทางที่ดี) สำหรับคุณและธุรกิจของคุณ

“สาวไทยแก้มแดง ด้วยวิตามินแสนวิเศษ” สานต่อนโยบายรัฐสู่การทำผลงาน เพลงชวนสาวไทย ลงทะเบียนรับวิตามินเสริมธาตุเหล็กและโฟลิก

 

ผลงานเพลงล่าสุด“สาวไทยแก้มแดง”ที่กำลังได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากประชาชนหลังจากเปิดตัวไปไม่ถึง 1 สัปดาห์ ก็มียอดวิวสูงถึง1 ล้านวิว เรามาดูที่มาที่ไปของโครงการนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มีที่มาจากไหน และนี่คือผลงานจากกรมอนามัยใช่ไหม เราจะมาหาคำตอบไปพร้อมๆกัน

จุดเริ่มจากปัญหา

กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขจัดทำโครงการสาวไทยแก้มแดง ด้วยวิตามินแสนวิเศษ สานต่อนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ (ฉบับที่ 2) ที่เห็นว่าการส่งเสริมให้แม่และลูกมีสุขภาพที่ดีมีความพร้อมในการตั้งครรภ์อย่างมีคุณภาพ ด้วยโภชนาการเป็นสิ่งสำคัญ เพราะผลสำรวจ สุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 พ.ศ.2556 – 2557 (NHESS) พบความชุกภาวะโลหิตจางในหญิงวัยเจริญพันธุ์ อายุ 15 – 45 ปี  ร้อยละ 22.7  กรมอนามัยจึงต้องขับเคลื่อนการป้องกันภาวะโลหิตจาง ในหญิงวัยเจริญพันธุ์ ให้ลดน้อยลง

ด้วยการเสริมธาตุเหล็กและโฟลิกให้หญิงไทยอายุ 15 – 49 ปีทุกคนที่พร้อมตั้งใจมีลูก ให้กินสัปดาห์ละ 1 ครั้งอย่างน้อย 12 สัปดาห์ก่อนการตั้งครรภ์ลดภาวะซีด บำรุง ร่างกายป้องกันทารกพิการแต่กำเนิด โดยร่วมมือองค์การเภสัชกรรมพัฒนา และผลิต วิตามินที่ประกอบไปด้วยโฟลิกและธาตุเหล็กในเม็ดเดียวหรือที่เรียกว่า  “วิตามินเสริมธาตุเหล็กและโฟลิก” เพื่อมอบให้กับสาวไทยทุกคนฟรีที่ลงทะเบียนออนไลน์ทาง www.สาวไทยแก้มแดง.com โดยระยะแรกตั้งเป้า 50,000 รายและจะขยายจำนวนเพิ่มขึ้น ในระยะต่อไป

 

ส่งต่อเพื่อสร้างสรรค์

จากข้อมูลที่ได้จากกรมอนามัยนั้นทางWinter Egency เอเจนซี่หัวใหม่แห่งย่านพญาไทเห็นว่า เพื่อไม่ให้ดูเป็นวิชาการเกินไป เลยพยายามหาวิธีสื่อสารที่เข้าใจง่าย  ก็เลยคิดกันว่าทำเป็นเพลง ดีกว่าไหม  และเมื่อได้ข้อสรุปตรงกันก็เริ่มแต่งเพลงกันเลยพอได้เนื้อเพลงคร่าวๆปั๊บก็วาง

Mood & Tone ว่าจะไปแนวไหนดีแร็ปดีไหมหรือจะป๊อป สุดท้ายเราก็มาลงที่เพลงฮิตเมโลดี้ติดหู ที่ทุกคนคุ้นชินนั่นก็คือ“สาวสวนแตง” ของ ครูสุรพล เราจึงขออนุญาตนำเนื้อร้องท่อนแรก มาเป็นจุดตั้งต้นและคิดว่าอยากให้เพลงมันร่วมสมัยแบบกลางเก่ากลางใหม่ก็เลยออกมาเป็น R&B ผสม RAP สนุกๆ ศิลปินที่เรานึกถึงก็คือพี่ตู่ภพธรที่เขามีความสนุกในการร้องออดอ้อนสาวๆ จึงได้ปรึกษากับพี่ตู่ว่าจะเป็นยังไงได้เพราะเรากังวลว่าจะไปทำศิลปินเขาเสียตัวตนไหม  แต่สุดท้ายด้วยความมืออาชีพของพี่ตู่ก็ทำออกมาเป็นเพลงในทางของตัวเองได้สนุกน่ารักร่วมสมัย

เนื้อเพลงทั้งหมดก็พูดได้ครบถ้วนทั้งบำรุงก่อนท้องด้วยวิตามินแสนวิเศษและที่สำคัญมากๆเลย

สาวที่ไม่ได้ท้องก็ต้องบำรุงด้วยนะจ๊ะจะได้สวยเต็มสาวใครๆก็ชอบสาวแก้มแดง พูดเยอะแล้ว ไปฟังกันดีกว่า ฟังจบแล้วอย่าลืม! ลงทะเบียนรับวิตามินแสนวิเศษฟรี!  ไปกินกันให้แก้มแดงฟรีๆได้ที่ www.สาวไทยแก้มแดง.com

คลิกเพื่อชมมิวสิควีดีโอ

https://www.facebook.com/redcheeksproject/videos/123767151614349/

ร่วมสร้างสรรค์ผลงานดีๆโดย

กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข

ขอขอบคุณลิขสิทธิ์เพลงจาก GMM GRAMMY

 

สร้างสรรค์ไอเดียดีๆโดยบริษัทวินเทอร์เอเจนซี่จำกัด

  • Creative: พุทธิคุณ เพ็ญวรรณ, ณัฐพล ม่วงทำ, ธนาภัสร์ บุญอุไร,กฤตภพ แก้วพรหม
  • Strategy: ภัทรนิษฐ์ พินธิตราลาภวัต
  • Producer: ยุทธนา ทรงเต๊ะ
  • Media: รมย์ชลี เลาหสัจจาพร, เจตณัฐ พูนลาภทวี, ฐานิตา ฉายประเสริฐกุล, ฐานิตา เขคม
  • Social Content: อสมา ลิมป์ธนกุล, ทัตพิชา เสมเจริญ, ชวรีย์ ศันสนียวัฒนกุล, ธนลัส จีนเหรียญ
  • Client Service: อัญชลี พงศ์อารีย์, ดวงหทัย มนูพันธ์, ธิติภา อินทรัตน์,

ทำ “SEO” ดันเว็ปไซต์ให้ติดหน้าแรก Google ด้วยตัวเอง

     ใครที่มีเว็บไซต์ของตัวเอง ไม่ว่าหน้าเว็บของคุณจะเป็นบทความ หรือขายของ คุณก็คงอยากให้มีจำนวนคนเข้ามาดูมากๆอยู่แล้วใช่ไหมล่ะคะ

     ถ้าอย่างนั้นเราควรเพิ่มโอกาสให้ผู้เข้าชมเข้าเว็บได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาผ่าน Google Adword ที่เป็นการเสียเงินผ่านการคลิ๊ก แต่ใช้วิธีโปรโมทเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรก ของเว็ป search engine ต่าง เช่น Google Yahoo Bing ด้วยการทำ SEO  กันดีกว่าค่ะ

     ภาพรวมของการทำSeo ถูกแบ่งออกเป็นหัวข้อใหญ่ๆ 2 หัวข้อ

  • On Page SEO  การปรับแต่งภายในในเว็ปไซต์  
    • การตั้งชื่อเว็บไซต์ต้องบ่งบอกเนื้อหาหลักของเว็บไซต์                                                           
    •  สร้างเนื้อหาในเว็บให้มี คำค้นหา (keyword)                                                                            
    • ทำหน้าเว็บไซต์ให้เหมาะสำหรับทุกๆหน้าจอ (Responsive web design)                            
    • สร้างเนื้อหาให้ตรงความต้องการและมีประโยชน์กับผู้อ่าน
  • Off Page SEO   การมีลิ้งค์เชื่อมจากเว็บไซต์อื่น/ Social Media ต่างๆ (Backlink)

On page SEO

  •  การตั้งชื่อเว็บไซต์ต้องบ่งบอกเนื้อหาหลักของเว็บไซต์

การที่ชื่อเว็บไซต์ควรเกี่ยวเนื่องกับเนื้อหาหลัก เพราะผลการค้นหา Google จะปรากฏชื่อเว็บไซต์ก่อนที่จะเห็นเนื้อหาและยิ่งชื่อเว็บไซต์มีความน่าสนใจหรือคำพูดตรงความต้องการของผู้อ่านมากเท่าไหร่ จะยิ่งมีโอกาสที่คนจะคลิ้กเข้าไปดูเนื้อหาในเว็บไซต์เรามากยิ่งขึ้น

  •  เริ่มต้นสร้างเนื้อหาให้มี Keyword

แทรกKeyword ที่คนมักจะค้นหาอยู่เยอะๆ รวมถึงคำที่เป็น Synonymในหน้าเว็บไซต์ Google ก็ถือว่าเป็น Keyword เดียวกัน เช่น จะเสิชว่า SEO ก็ได้ หรือ Search Engine Optimizationก็ได้

แทรกKeywordทั้งTitle ,ย่อหน้าแรกของบทความด้วยเพราะทั้ง Title และย่อหน้าแรกมักจะถูกนำไปแสดงอยู่บนผลการค้นหาด้วย พอคนเสิชคำ Keyword ที่เราแทรกๆไว้จะทำให้อันดับการค้นหาของเราอยู่อันดับต้นๆ เป็นการบอก Google ให้รู้ว่าบทความเรามีความเกี่ยวข้องกับคำค้นหาที่มักจะค้นกันนะ แต่อย่าใส่ Keyword ที่มากเกินไปเพราะ Google จะจับได้ว่าเราพยายามยัดคำเข้าไป และไม่เป็นธรรมชาติ

  •  ทำหน้าเว็บไซต์ให้เหมาะสำหรับทุกๆหน้าจอ (Responsive web design)

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

เนื่องจากอุปกรณ์ที่คนใช้ในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตไม่ได้มีเพียงคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ(Desktop)แล้ว แต่สมาร์ตโฟนเป็นอุปกรณ์ที่คนเข้าใช้มากที่สุดถึง 82.1% และใช้งานเฉลี่ยถึง 5.7 ชั่วโมงต่อวัน รองลงมาคือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ คอมพิวเตอร์พกพา และแท็บเล็ต

ดังนั้นรูปแบบของหน้าเว็บไซต์ต้องทำให้เหมาะกับอุปกรณ์ทุกๆแบบเพื่อให้ผู้ใช้เข้าถึงเนื้อหาได้ง่ายขึ้น และเป็นประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นด้วย

  •  สร้างเนื้อหาให้ตรงความต้องการและมีประโยชน์กับผู้อ่าน

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

เวลาเราเขียนบทความ หรือ ทำผลิตภัณฑ์ใดๆ เราต้องรู้ความต้องการของผู้อ่านเสมอ ต้องรู้ว่าคนเหล่านั้นอยากอ่านเนื้อหาแบบไหน อยากได้สาระความรู้ หรือความบันเทิง ไม่ใช่เขียนตามใจเราอย่างเดียว

อีกทั้งเนื้อหาควรมีความสดใหม่อยู่เสมอ ให้ทันต่อสถานการณ์ และยิ่งเนื้อหามีความเป็น Original มากเท่าไหร่ คือเนื้อหาต้องมีไม่ซ้ำและไม่เป็นการดัดแปลงจากเว็บไซต์อื่น  Google จะเห็นความสำคัญของเว็บไซต์เรามากขึ้น

นอกจากนี้ความยาวของเนื้อหาในหน้าเว็บไซต์มีผลต่ออันดับด้วย หน้าเว็บจะต้องไม่มีความยาวที่ยาวเกิน รวมถึงเนื้อหาที่มีแต่น้ำคนจะยิ่งอ่านข้าม และไม่สนใจ ผลวิจัยบอกว่าเว็บไซต์ที่ติดอันดับหน้าแรกมักจะมีเนื้อหาที่มีความยาวเฉลี่ยประมาณ 1,890 คำ

Off page SEO

คือการสร้าง Backlink เชื่อมจากเว็บไซต์อื่นเข้ามาเว็บไซต์เรา ยิ่งมีมากเท่าไหร่ยิ่งเป็นเหมือนการยกย่อง กลายๆว่าเนื้อหา และคุณภาพของเว็บเราดีจึงมีคนอ้างอิงถึงเว็บเรามากและ เว็บอื่นๆเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านของเว็บไซต์เค้าด้วย แต่เราสามารถสร้าง ลิ้งค์ด้วยตัวเองจาก Social media ไม่ว่าจะเป็นทาง Facebook Instagram หรือ Twitter  ลิ้งไปยังเว็บไซต์เรา ลากผู้ใช้จากช่องทางหนึ่งไปยังอีกช่องทางหนึ่งเพื่อเพิ่ม Traffic ได้

ฝึกฝนทำ SEO ด้วยตัวเองบ่อยๆ แรกๆอาจจะใช้เวลานาน แต่ถ้าคล่องขึ้นแล้วคุณไม่จำเป็นต้องเสียเงินจ้างคนอื่นเลยค่ะ  ^^

 

“Gamification ” เทรนด์ที่องค์กรคุณไม่ควรละเลย

         สมัยพวกเรายังเด็กๆ จำกันได้ไหมว่าการเล่นเกมส์เป็นหนึ่งในกิจกรรมโปรดเลยที่เด็กๆมักจะเล่นในเวลาว่าง และถ้าใครเล่นมากๆเข้ายิ่งเล่นก็ยิ่งติดทำให้บางคนลืมวันลืมคืนกันเลยทีเดียว ซึ่งหลักการเกมส์นั้นจะเล่นกับความรู้สึกอยากเอาชนะของคน พอผ่านด่านนี้ได้ก็อยากเล่นด่านต่อไปเรื่อยๆ โดยมีแต้มหรือมีรางวัลเป็นสิ่งล่อใจ

         Gamification ก็เช่นกัน ถ้าเรามาใช้ในองค์กรจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงานมากขึ้น โดยใช้แนวคิดของเกมส์มาใช้ในกิจกรรมให้คนมาร่วมสนุกต่างๆ และนี่เป็นรูปแบบโปรแกรมต่างๆที่องค์กรปรับใช้ได้

gAme
1.Training Program
องค์กรสามารถใช้เกมส์ที่มีสาระความรู้ นอกจากจะให้ความเพลิดเพลินแก่พนักงานในช่วงเวลาพักแล้ว ยังถือเป็นการทดสอบความรู้แก่พนักงานอีกด้วย
ซึ่งพนักงานจะได้รับแต้มสะสมหรือรางวัลในการตอบแทน

บริษัท At Home Décor ขายอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในบ้านได้นำมาใช้กับพนักงาน และสังเกตว่า 99% ของพนักงานมีความรู้สึกเป็นส่วนร่วมกับบริษัทมากขึ้น และยังช่วยให้ยอดขายเพิ่มมากขึ้นด้วย

2. Healthcare program
องค์กรสามารถสร้างกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพ เช่นวิ่งแข่งโดยวัดระยะทางการ วิ่งจากการ check in เพื่อเป็นการกระตุ้นให้พนักงานคนอื่นกระตือรือร้นอยากจะวิ่งด้วย ซึ่งถือเป็นการแข่งขันที่ส่งเสริมให้พนักงานหันมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีกันมากขึ้น

3. Management system
ระบบที่ช่วยให้องค์กรจัดการกับเป้าหมายของพนักงานได้ง่ายๆ เช่น ถ้าพนักงานขายทำยอดขายถึงเป้า ในงานเฉลิมฉลองบริษัทนั้นจะสามารถเปิด youtube clip อะไรก็ได้ที่ตัวเองต้องการที่ทีวีของบริษัท เพื่อเป็นสัญญาณบอกให้คนอื่นรู้ถึงความสำเร็จก้าวนึงของตัวเอง และบอกผลประกอบการล่าสุดของแต่ละทีม จึงทำให้ทุกคนสนุกและอยากจะเล่นเกมส์นี้ไปพร้อมๆกัน
game2
4. career planning software
องค์กรสามารถใช้เกมส์เกี่ยวกับสมองโดยเฉพาะเพื่อคัดเลือกคนเข้ามาทำงาน เพื่อวัดระดับความสามารถพนักงานแต่ละปี หรือแม้กระทั้งใช้เพื่อการเลื่อนตำแหน่ง เช่นเล่นเกมส์ถ้าผ่านด่านการจัดการสินค้าคงคลังแล้ว แสดงว่าสามารถเลื่อนไปทำหน้าที่ผู้จัดการแผนกสินค้าคงคลังได้

สุดท้ายนี้อย่าลืมว่า Gamification จะต้องมีการปลดล็อกกิจกรรมต่างๆเพื่อล่ารางวัล โดยใช้การแข่งขัน,การร่วมมือ,ปฏิสัมพันธ์กัน ที่อาจนำ social media มาใช้ให้เกิดประโยชน์
cr.https://www.entrepreneur.com/article/296461

5 ขั้นตอนง่ายๆ ดึงดูดคนด้วย facebook advertising

       เคยไหมคะเวลาขายสินค้าออนไลน์บางวันก็มีคนเข้ามาดูเยอะบ้าง น้อยบ้าง แล้วทำยังไงถึงให้มีคนเข้ามาดูมากขึ้นตลอดโดยเสียเงินน้อยที่สุด?

      Marketingbyte ขอบอกเลยนะคะว่าลง โฆษณาใน Social Media อย่าง Facebook จะได้ผลลัพธ์มากที่สุดเมื่อเทียบกับใน Social media อื่นๆเพราะจำนวนผู้ใช้งานต่อเดือนนั้นมีมากถึง 1.5 พันล้านคน ซึ่งสามารถเลือกเป้าหมายได้ว่าจะขายกับใคร เพียงแค่คุณมีเงิน 30 กว่าบาทก็สามารถเริ่มต้นได้แล้ว  ถ้าอย่างนั้นอย่ารอช้าเลยค่ะมาดูขั้นตอนต่างๆกันเลย  >>>

1.กำหนดเป้าหมายทางการตลาด

     ในหน้าแรกของเฟสบุ๊คเข้าไปที่ สร้างโฆษณา>ใส่ชื่อแคมเปญ>เลือกวัตถุประสงค์ทางการตลาด

หลังจากนั้นก็ใส่ชื่อแคมเปญ และเลือกวัตถุประสงค์การตลาด

  การเลือกวัตถุประสงค์ทางการตลาดนี้เราเลือกจาก3 วัตถุประสงค์ทางการตลาด   ซึ่งมี 3 ระดับตามความต้องการในการสื่อสาร  การรับรู้ การพิจารณา และคอนเวอร์ชั่น

  •     การรับรู้         คือ ทำให้คนรู้จักสินค้าเรามากขึ้น
  •     การพิจารณา คือ หลังจากที่รู้จักแล้วนำสินค้าเรามาพิจารณา     และหาข้อมูลเพิ่มเติม
  •     คอนเวอร์ชั่น  คือ ทำให้สนใจและนำไปสู่การตัดสินใจซื้อ

 สามารถดูคำอธิบายของแต่ละวัตถุประสงค์เพิ่มเติมได้โดยเอาเมาส์ไปวางที่เครื่องหมาย i

    2.กำหนดกลุ่มลูกค้าที่เราจะสื่อสารด้วย

      

    ยิ่งเรากำหนดได้เฉพาะกลุ่มมากเท่าไหร่ยิ่งสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าจริงได้มากเท่านั้น

ซึ่งจำนวนลูกค้าที่ เข้าถึงได้ควรมีประมาณ 50,000-100,000 คน  ต่อไปนี้คือหัวข้อในการทำให้กลุ่มลูกค้าเราแคบลงนะคะ

 

 

ความสนใจ: เวลาเลือกความสนใจของกลุ่มลูกค้าควรหลีกเลี่ยง ความสนใจทั่วไปที่ทุกคนสนใจเหมือนกัน แต่ควรเลือกสิ่งที่บ่งบอกถึงตัวตนของกลุ่มลูกค้าเช่น ชอบสินค้าแบรนด์  เพลง  หนังสือรวมถึงเฟสบุ๊คเพจ

ที่อยู่ : เลือกที่อยู่ของกลุ่มลูกค้าให้จำกัดลงโดยระบุ ประเทศ , เขต, แขวง, หรือรหัสไปรษณีย์

ข้อมูลเชิงประชากรศาสตร์ เช่น อายุ เพศ ภาษาหรือใส่พฤติกรรมเฉพาะของกลุ่มลูกค้าได้

3.ระบุงบประมาณและตารางเวลา

    ในงบประมาณเราต้องดูว่าเราจะจ่ายเท่าไหร่ในระยะเวลาอย่างไร   มีให้เลือกรายวัน กับตลอดชีพ ถ้าระยะเวลารายวันจะต้องลงเงินในปริมาณเฉลี่ยต่อวันในจำนวนเงินเท่ากันที่คุณคิดว่าจะจ่าย

    แต่ถ้าระยะเวลาตลอดไปคือการระบุจำนวนเงินทั้งหมดที่จะต้องจ่ายหลังจากนั้นก็ระบุวันที่เริ่มต้น และสิ้นสุดของการทำโฆษณาด้วยค่ะ

4.ออกแบบโฆษณาของคุณ

เลือกสื่อที่จะใช้สื่อสารกับลูกค้า เช่น รูปภาพเดี่ยว สไลด์รูปภาพ  หรือวีดีโอถ้าในส่วนรูปภาพ ควรมีขนาด1200 🇽 628 พิกเซล

 

และเราสามารถเลือกรูปภาพเองจากไฟล์ของเราหรือทางเฟสบุ๊คกำหนดให้ก็ได้  ต่อไปนี้จะเป็นส่วนประกอบต่างๆของโฆษณานะคะ

  1. รูปภาพที่เราโพส  ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการที่คนจะหยุดเลื่อนและเปลี่ยนมาคลิ้กแอดของเรา
  2. หัวข้อเรื่อง ควรเป็นข้อความที่จับความสนใจของผูุ้คนได้และบอกได้ว่านี่คือโฆษณาเกี่ยวกับอะไร  ซึ่งไม่ควรเกิน 25 ตัวอักษร
  3. ข้อความ  ควรบอกรายละเอียดเกี่ยวกับโฆษณาว่าคุณจะสื่ออะไรซึ่งไม่ควรเกิน 90 ตัวอักษร
  4. ปุ่ม call to action  คือปุ่มที่เมื่่อคลิกแล้วจะนำพาไปสู่อีกเว็บไซต์นึงซึ่งเราสามารถกำหนดได้ว่าจะเป็นaction ไหนเช่น “Buy now” “subscribe” “contact us”
  5. คำอธิบายลิงก์ ไว้สำหรับบอกที่อยู่ของลิงก์ และคำอธิบายของเนื้อหาในลิงก์นั้น

      โดยที่จะมีหน้าสำหรับการใส่ที่อยู่URL ,ชื่อที่เราแสดง URL และหัวข้อเรื่อง รวมถึง รายละเอียดการจ่ายเงินให้เขียนให้ครบถ้วน

    นอกจากนี้เราสามารถดูมุมมองการใช้งานในอุปกรณ์ต่างๆได้เช่น ในจอเดสก์ท้อป จอสมาร์ทโฟน รวมถึง ในหน้าแรกของโปรแกรม Instagram

5.ทำความเข้าใจกับรายงานผลโฆษณาในเฟสบุ๊ค

       เลือกเฉพาะผลที่เราสามารถวัดได้ เช่นจำนวนลูกค้าเข้ามาเท่าไหร่ จำนวนการคลิ้ก รวมถึงรายละเอียดของลูกค้าเราว่าเค้ามีเพศอะไร อายุเท่าไหร่ อยู่ที่ไหน ใช้อุปกรณ์ใดในการเข้าดู


จบไปแล้วนะคะกับ ขั้นตอนการใช้ Facebook Advertising ไม่ยากเลยใช่ไหมคะลองไปทำกันดูแล้วมาบอก Marketingbyte ได้นะคะ

cr.Headway capital infographic

 

 

3 เทรนด์การตลาดผ่าน Social Media ที่คุณจะได้เห็นภายในปีนี้แน่นอน

จากกระแสการเปลียนแปลงของพฤติกรมของบรรดาชาวเน็ต และ แพลทฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่มีการปรับเปลี่ยนกันบ่อยแทบจะทุกวันทีเดียว แต่เราก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่าฟีเจอร์ไหนของโซเชียลมีเดียที่จะได้รับความนิยมกันแน่

แต่อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงที่เป็นกระแสหลักจากโซเชียลมีเดียหลายๆแพลทฟอร์มที่มีการเปลี่ยนแปลงไปใน 2-3 เดือนทีผ่านมา ทำให้เราแน่ใจว่าจะมีทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายคลึงกันหลักๆอยู่ 3 ข้อ

หากคุณถือบัญชีโซเชียลมีเดียของคุณอยูในตอนนี้ ขอให้แบ่งงบประมาณทางการตลาดมาลงที่ฟีเจอร์เหล่านี้สักหน่อย ลองไปชมกันเลยว่ามีเทรนด์อะไรกันบ้าง

  1. กระแส Live อันยอดฮิต

เป้าหมายหลักของโซเชียลมีเดีย ในแต่ละแพลทฟอร์มคือการสร้างความผูกพันธ์กับกลุ่มผู้ฟัง หากเราลองสังเกตดูในแต่ละแพลทฟอร์มไม่ว่าจะเป็น Facebook, YouTube, Twitter และ Instragram ก็ล้วนอยู่ในสงครามการแข่งขัน เพื่อสร้างความผูกพันธ์กับกลุ่มผู้ใช้ หากไม่สร้างความผูกพันธ์ดังกล่าวแล้ว แพลทฟอร์มนั้นๆอาจตกอยู่ในความเสี่ยงว่าจะไม่มีคนใช้แพลทฟอร์มนั้น

ในวันนี้อาวุธชิ้นสำคัญของวงการโซเชียลมีเดียที่ดึงดูดกลุ่มผู้ใช้ได้มากที่สุดก็คือ Live แม้ว่า Snapchat จะมีฟังก์ชันนี้มาตั้งแต่ปี 2013 และมีการสร้างฟังก์ชันนี้ในแอปพลิเคชันชั่วคราว แต่แพลท์ฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook ได้ปล่อยฟังก์ชันนี้ออกมาในปี 2016 ทำให้แบรนด์ และ กลุ่มผู้ฟังสามารถถ่ายทอดสดได้ด้วยตัวเอง หลังจากนั้นต่อมาอีก 4 เดือน แพลทฟอร์มในเครือเดียวกันอย่าง Instagram ที่มีกลุ่มผู้ใช้ราว 600 ล้านคนก็มีฟังก์ชั่น Liveเป็นของตัวเอง และในที่สุดเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2017 แพลท์ฟอร์มด้านวีดีโอรายใหญ่อย่าง Youtube ก็ได้ประกาศฟังก์ชั่น Live ของแพลทฟอร์มตัวเอง

จากวีดีโอไวรัล สู่แพลทฟอร์มการทำ live-streaming ของแต่ละแพลทฟอร์มที่เริ่มต้นจากปี 2016 ได้เติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2017

ถ้าการLive วีดีโอคือหัวใจสำคัญของแต่ละแพลทฟอร์ม การ Liveก็ควรเป็นหัวใจของนักการตลาดเช่นเดียวกัน

หากจะพูดถึงปรากฏการณ์ Live ในบ้านเราก็คงหนีไม่พ้นรายการหน้ากากนักร้อง หรือ The Mask Singer ที่สร้างยอดคนดูรายการไปอย่างมหาศาล ในด้านคุณวู้ดดี้ จาก Woody Talk ก็ได้ประกาศตัวว่าจะเดินหน้าทำรายการ Live ของตัวเองใน Facebook และอำลาวงการทีวี เพราะเห็นประตูโอกาสจากช่องทาง Live ใน Facebook

สาเหตุที่ผู้ชมชอบคอนเทนต์ในแบบ Live ไม่ใช่เพียงแค่การเชื่อมกลุ่มผู้ฟังเข้ากับเหตุการณ์ในวีดีโอเท่านั้น แต่ “ความสดใหม่” และความ “จริง” ซึ่งย้อนแย้งกับความเคยชินกับความเป๊ะ ความถูกต้องบนเนื้อหาในโลกโซเชียลมีเดีย

  1. ความสามารถของ Social Media ที่พัฒนามากขึ้น

เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา Social Media ต่างๆมีวัตถุประสงค์ที่แน่ชัดในแต่ละแพลทฟอร์มของตัวเอง  เช่น Facebook ทำให้เราเชื่อมต่อกับเพื่อนได้มากขึ้น Instagram ใช้สำหรับการแบ่งปันช่วงเวลาของชีวิตผ่านรูปภาพ Twitterคือการเขียนบลอกจากบันทึกข้อความสั้นๆ (Microblogging)

ในแต่ละแพลทฟอร์มก็จะมีจุดยืนของตัวเองที่แตกต่างกันไป แต่ในปี 2016 ที่ผ่านมา เส้นแบ่งของแพลทฟอร์มต่างๆ เริ่มค่อยๆจางลง แพลทฟอร์มต่างๆเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองไปใกล้เคียงกับแพลตฟอร์มอื่น เช่น Facebook เริ่มมีแถบ Story เหมือนใน Instagram และ Snapchat ที่ปรับหน้าแพลทฟอร์มให้มีช่องค้นหา  จากตัวอย่างที่กล่าวมาถือเป็นสัญญาณให้เห็นถึงการขยายความสามารถของโซเชียลมีเดียเพื่อนำเสนอบริการที่ถูกใจกลุ่มผู้ฟัง และจัดการประสบการณ์ภาพรวมของกลุ่มผู้ใช้

แล้วปรากฏการณ์นี้มันสำคัญกับแบรนด์อย่างไร คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องแบ่งงบประมาณทางการตลาดและทรัพยากรต่างๆที่เท่ากันในแต่ละ แพลทฟอร์ม  การที่โซเชียลมีเดียพัฒนาขึ้นและมีประโยชน์ที่หลากหลายมากขึ้น บรรดาแบรนด์ก็มีโอกาสที่จะนำข้อมูลจำนวนผู้ติดตามในแต่ละแพลทฟอร์มมาวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจแบ่งงบประมาณการตลาดให้เหมาะสมกับประสิทธิภาพการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน

ยกตัวอย่างเช่น บางแบรนด์อาจไม่ใช้ Snapchat ในการเข้าถึงลูกค้า แต่หันไปให้ความสำคัญกับฟีเจอร์ Live บน Facebook และ Instagram ภาพแบบ 360องศา และ วีดีโอในการวางกลยุทธ์ด้านเนื้อหาแทน คุณอาจจะต้องปรับตัว และทำความเข้าใจกับลูกเล่นใหม่ๆ ของแต่ละแพลทฟอร์มเพื่อส่งมอบประสบการณ์ร่วมกับกลุ่มผู้ฟังอย่างเป็นธรรมชาติ

  1. การเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีเสมือน (Virtual Reality)

Virtual Reality หรือที่เรียกกันว่า VR กำลังเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในวงการการตลาด จากการที่ Facebook เข้าซื้อกิจการของ Oculus Rift (LINK) และการเปิดตัวแอปพลิเคชัน Facebook 360  ไปจนถึงแว่นตาสำหรับถ่าย VDO ของ Snapchat (Snapchat’s Spectacles) เรื่องเหล่านี้เป็นสัญญาณของการใช้เทคโนโลยี VR จะถูกยอมรับมากขึ้นในอนาคต

 

Snapchat’s Spectacles แว่นตากันแดดอัจฉริยะที่บันทึกวีดีโอได้

 

สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดของเทคโนโลยี VR คือการเปิดโอกาสให้แบรนด์ได้บอกเล่าเรื่องราวอย่างสร้างสรรค์ และ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม ยิ่งแบรนดเริ่มทดลองใช้ VR ในการผลิตคอนเทนต์ ความคาดหวังของกลุ่มลูกค้าจะยิ่งสูงขึ้น ในอนาคตหากแบรนด์ใดที่ไม่ใช้ VR ในการทำ content จะกลายเป็นผู้ตามในตลาด และในใจของผู้บริโภค

แต่หลุมพรางที่นักการตลาดมักเข้าใจผิดว่า VR เป็นเรื่องของอนาคต ทำให้คิดว่ามีเวลาอีกนานที่จะเริ่มทดลอง VR  แต่ช่วงเวลาที่ต้องใช้ VR คือที่นี่ และตอนนี้ สำนักข่าว CNN เป็นแบรนด์หนึ่งที่เริ่มทดลองใช้ VR ในการถ่ายทอดเนื้อหาข่าวในรูปแบบใหม่ที่มีเนื้อหาที่ทำให้ผู้คนดื่มด่ำไปกับประสบการณ์ของเทคโนโลยี

ในฐานะนักการตลาด หน้าที่ของคุณคือสร้างวิสัยทัศน์ให้แก่องค์กรของคุณ ให้มองเห็นเทรนด์ในภาพรวม และใช้เทคโนโลยีก่อนที่ผู้บริโภคจะคาดหวังให้ธุรกิจนำมันมาใช้ แต่อย่างไรก็ตามกระแสเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วทำให้เราต้องคอยติดตามว่าจะมีลูกเล่นอะไรใหม่ๆ มาเพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าต่อไปในปี 2017

เทรนด์ที่น่าจับตามองในปีนี้คือการมาของ Live video  การเปลี่ยนแปลงของแพลท์ฟอร์ม โซเชียลมีเดีย ที่มีความสามารถหลากหลายมากขึ้น และเทคโนโลยีเสมือน (virtual reality) จะมาเปลี่ยนรูปแบบการตลาดบนโซเชียลมีเดียในปีนี้อย่างแน่นอน

 

สุดปัง!! กับ แบรนด์ที่ปรับโลโก้แล้วยอดขายเพิ่มขึ้น

หากพูดถึง โลโก้ แล้ว หลายคนอาจจะนึกถึงตราสัญลักษณ์ของหลากหลายแบรนด์สินค้า และ บริการ ที่ปรากฏอยู่บน หน้าร้าน บรรจุภัณฑ์ หรือบริการต่างๆ ซึ่ง โลโก้ ก็เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแบรนด์ และการทำการตลาดที่สำคัญ อย่างยิ่ง

 

images

คำว่า โลโก้ หรือ ตราสัญลักษณ์ ย่อมาจากคำว่า Logotype ซึ่งหมายถึงเครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือสื่อที่บ่งบอกรูปแบบ ประเภทของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเมื่อเห็น โลโก้ สามารถทำให้ผู้บริโภคเข้าใจความหมายของสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ทันที โดยไม่มีการอธิบาย ด้วยสาเหตุนี้เอง โลโก้ จึงถูกใช้สอดแทรกไปกับการทำการตลาด หรือสื่อโฆษณาไปพร้อมๆกับสินค้าและบริการ

ประโยชน์ของการใช้โลโก้ นอกจากจะใช้เพื่อสร้างการจดจำแบรนด์ไปยังผู้บริโภคแล้ว มันยังทำหน้าที่ในการสื่อสารว่า องค์กร หรือธุรกิจของคุณเกี่ยวกับ หรือให้บริการอะไร นอกจากนี้ โลโก้ ยังส่งผลต่อผู้ใช้บริการในเชิงจิตวิทยาอีกด้วย ทำให้ผู้บริโภค รู้สึกถึงตัวตนของแบรนด์ (Brand Personality) เช่นเมื่อลูกค้าเห็นโลโก้ จะรู้สึกถึงความน่าเชื่อถือ  มืออาชีพ รู้สึกประทับใจ รู้สึกเป็นกันเอง อยากกลับมาใช้บริการอีก เป็นต้น

เราลองมาดูตัวอย่างแบรนด์ที่เปลี่ยน โลโก้ แล้ว ปัง และยอดขายยังพุ่งอีกด้วย!!!

  1.       Starbucks

    starbucks_new_logo.top

นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก กาแฟนางเงือก หรือ Starbucks  แบรนด์กาแฟที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก  ซึ่ง Starbucks เองก็ได้เปลี่ยนโลโก้มาหลายครั้ง  จนมาครั้งล่าสุดในปี 2012 ที่ได้เปลี่ยนเอาคำว่า Starbucks Coffee ออกไป เพื่อขยาย สายผลิตภัณฑ์ที่นอกเหนือจากกาแฟ การเปลี่ยนโลโกครั้งนี้ถือว่าเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าอื่นๆ เช่น เบเกอรี่ หรือของที่ระลึกเพิ่มเติม ไม่เพียงแต่ขายกาแฟ เพียงอย่างเดียว

  1.       Lenovo

แบรนด์ Gadget จากประเทศจีน ที่มีไลน์ผลิตภัณฑ์ทั้ง Notebook ,Tablet และมือถือ ได้ผ่านการเปลี่ยน แปลง โลโก้ ส่งผลให้แบรนด์ดูทันสมัย และ Premiumขึ้น นอกจากเปลี่ยนรูปลักษณ์ของโลโก้แล้ว ทาง Lenovo ยังได้ประกาศว่า Lenovo จะมีพื้นหลังเป็นสีอะไรก็ได้ไม่จำกัด ทำให้แบรนด์มีความสดใส และไม่ยึดติดกับสีเดิมๆ อย่าง ดำ ส้ม ขาว เพียงอย่างเดียว

  1.       Google

googles-new-logo-5078286822539264.2-hp

จะเห็นได้ว่าโลโก้ใหม่ของ Google ถึงนำไปใช้ในทุกช่องทางไม่ว่าจะเป็นหน้า Search Engine ที่หลายคนเปิดเข้ามาเป็นที่แรกเพื่อหาข้อมูล , Application Google Search  หรือ ฟังก์ชั่นต่างๆก็มีการเปลี่ยนฟังก์ชั่น และหน้าตาให้มีความเรียบง่ายเหมือน โลโก้ที่เปลี่ยนแปลงไป

 

และทาง Google เองก็ออกมาให้เหตุผลในการเปลี่ยน Logo ครั้งใหม่ดังนี้

 

Google เปลี่ยนไปมากตลอด 17 ปีที่ผ่านมา จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเราไปสู่การเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่หมดจด วันนี้เรากำลังมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง:

แล้วทำไมเราถึงมาเปลี่ยนตอนนี้ นานมาแล้ว Google เคยเป็นจุดหมายที่คุณเข้าถึงได้จากอุปกรณ์หนึ่งนั่นคือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ  มาวันนี้ผู้คนสื่อสารมีปฏิสัมพันธ์กับ Google จากหลากหลายแพลทฟอร์ม แอพพ์และอุปกรณ์—บางครั้งก็จากทั้งหมดที่กล่าวมาในวันเดียว  คุณคาดหวัง Google ให้ช่วยคุณได้ตลอดเวลาจากทุกที่ที่คุณต้องการความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นจากโทรศัพท์มือถือ ทีวี นาฬิกา แผงหน้าปัทม์ในรถยนต์ และแน่นอนจากคอมพิวเตอร์ของคุณเอง!

วันนี้เราขอแนะนำรูปแบบภาษาภาพที่สะท้อนให้เห็นความเป็นจริงนี้และแสดงให้คุณเห็นความมหัศจรรย์ของ Google กำลังช่วยคุณอยู่แม้จะอยู่ในหน้าจอที่เล็กที่สุดก็ตาม  ที่คุณจะเห็นเราเลือกเอาโลโก้และแบรนด์ของ Google ที่เราสร้างขึ้นสำหรับหน้าค้นหาบนคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปและปรับเปลี่ยนมันไปสู่โลกแห่งการประมวลผลที่ไม่เคยหยุดนิ่งจากอุปกรณ์จำนวนมหาศาลและวิธีการใช้รูปแบบต่างๆ มากมาย (เช่นการแตะ การพิมพ์ และการพูด)

คุณอาจไม่รู้สึกว่าคุณกำลังใช้ Google อยู่ แต่คุณจะเห็นได้ว่า Google กำลังช่วยคุณอย่างไร ตัวอย่างเช่นองค์ประกอบใหม่ที่มีสีสันสดใสอย่างไมโครโฟน Google ช่วยคุณระบุได้และสื่อสารกับ Google ไม่ว่าคุณจะพูด จะแตะ หรือจะพิมพ์ ในขณะเดียวกันเราจะโบกมือลาให้กับไอคอน “g” สีฟ้าและแทนที่ด้วยสัญลักษณ์ที่เข้ากับโลโก้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเปลี่ยนหน้าตาของเราและไม่น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายด้วย แต่เราคิดว่าการเปลี่ยนแปลงวันนี้เป็นการสะท้อนที่ยิ่งใหญ่ที่แสดงให้เห็นวิถีการทำงานของ Google ผ่าน Search  แผนที่  Gmail  Chrome และอื่นๆ อีกมากมาย เราคิดว่าเราได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ Google (เรียบง่าย ไม่ซับซ้อนวุ่นวาย สีสันสดใส เป็นมิตร) และปรับโฉมมันไม่ใช่เพื่อ Google ในวันนี้แต่เพื่อ Google ในอนาคตด้วย

คุณจะเห็นรูปแบบโฉมใหม่ของทุกผลิตภัณฑ์ได้เร็วๆ นี้  หวังว่าคุณคงสนุกไปกับเรา!

โพสต์โดยทามาร์ เยโฮฌัว รองประธาน  Product Management & Bobby Nath,  ผู้อำนวยการฝ่ายประสบการณ์ผู้ใช้

 

  1.       Grab

grab logo

GrabTaxi เปลี่ยนชื่อใหม่ใช้ชื่อว่า Grab พร้อมเปลี่ยนโลโก้ใหม่

การให้บริการในไทย Grab ก็จะยังคงมี 4 บริการเรียกรถที่ผู้ใช้สามารถเรียกใช้งานในแอพพลิเคชันเดียว ทั้ง GrabTaxi, GrabCar, GrabBike และ GrabExpress

สาเหตุหลักที่เปลี่ยนชื่อจาก GrabTaxi มาเป็น Grab นั้นก็เพื่อเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์เดิมที่เน้นให้บริการรถแท็กซี่แต่เพียงอย่างเดียว เนื่องจากในปัจจุบันได้เพิ่มการให้บริการการขนส่งโดยสารหลากหลายรูปแบบกว่าแต่ก่อนนั่นเอง

 

          จะเห็นได้ว่าการใส่ความคิดสร้างสรรค์ ลงไปใน Logo ก็สามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ของแบรนด์ ในสายตาของผู้บริโภคได้อย่างดีทีเดียว  ไม่ใช่แค่เพียงภาพลัดษณ์ แต่คำจำกัดของธุรกิจ หรือการสื่อความหมายของสินค้าและบริการของตัวเองก็เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน 

 

อัพเดทความรู้ กับ “ศัพท์แสง” ที่นักการตลาดออนไลน์ ห้ามพลาด!! (ตอนที่ 2 )

 มาต่อกันที่ศัพท์พื้นฐานครั้งที่ 2 กันค่ะ ไปชมกันเลย
Native Advertising & Sponsered content 
สร้างเนื้อหาที่เฉพาะกลุ่มที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของสำนักข่าวต่างๆ เช่น เนื้อหาที่มีสรุปเกี่ยวกับ SMEs แต่มีการโฆษณาเทคโนโลยีที่เหมาะกัยกลุ่มผู้อ่านไปด้วย หรือลักษณะคล้ายกับ Advertorial ในนิตยสารนั่นเอง
Remarketing
การสื่อสารการตลาดกับกลุ่มเป้าหมายที่เคยมาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ แต่ยังไม่เกิดการซื้อ ด้วยเนื้อหาที่เฉพาะของแต่ละบุคคล เช่น เราเคยไปดูกระเป๋าที่เว็บไซต์นี้ โฆษณาของกระเป๋าบนเว็บไซต์นี้ก็จะปรากฏให้คุณเห็นในเว็บไซต์ต่างๆนั่นเอง
Display Banner Ads 
เป็นลักษณะของป้ายโฆษณาบนเว็บไซต์ที่ผู้ชมสามารถคลิกเขาไปเพื่อเข้าไปสู่เว็บไซต์เป้าหมายๆต่างๆได้ หรืออาจะเป็นการสร้างการรับรู้แบรนด์บนโลกออนไลน์
Contextual Ads 
การลงโฆษณาตามบริบทของเว็บไซต์ เช่น การลงขายลิปสติในเว็บไซต์ด้านความสวยงาม หรือกระทู้รีวิวเครื่องสำอาง โดยยึดจาก เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง คำสำคัญ หรือ Keyword ที่สัมพันธ์กันกับสินค้าหรือบริการ
 A3
ศัพท์แสงควรรู้ 
Convertion Rate Optimization
ใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ รวมถึงข้อมูลคำแนะนำของผู้บริโภคในการพัฒนาเว็บไซต์ เพื่อเปลี่ยนช่องทางโฆษณาบนเว็บไซต์เป็นช่องทางการสร้างรายได้ให้กับแบรนด์ของคุณ

อัพเดทความรู้ กับ “ศัพท์แสง” ที่นักการตลาดออนไลน์ ห้ามพลาด!! (ตอนที่ 1 )

     หลังจากอัพเดทเทรนด์กันไปในบทความที่แล้ว วันนี้เราจะมา Back to Basic อัพเดทความรู้เรื่องพื้นฐานการตลาดออนไลน์ในแง่มุมต่างๆ ทั้งคำจำกัดความและคำศัพท์เฉพาะของเครื่องมือการตลาดออนไลน์ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักการตลาดออนไลน์ หรือออฟไลน์ก็ควรรู้ข้อมูลเหล่านี้ไว้ ไม่งั้น คุณจะคุยกับเขา…ไม่รู้เรื่อง
     กว่าสิบปีที่ผ่านมาจำนวนของประชากรอินเทอร์เน็ตโลกได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด กว่า 3 พันล้านคน เริ่มเข้าถึงช่องทางออนไลน์ และส่งอีเมลกันกว่า 500 ล้านฉบับ และยังดู VDO ใน Youtube กว่า 3 พันล้านครั้งในทุกๆวัน
     ในเมื่อโลกอินเทอร์เน็ตเติบโต และเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การตลาดออนไลน์ก็เช่นกัน ปัจจุบันมีหลายหลายแผนก หน้าที่ และวิธีการเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ และ Infographic นี้ถือเป็นคู่มือชั้นดีที่จะช่วยให้คุณเข้าใจการตลาดออนไลน์ในภาพรวมมากยิ่งขึ้น
 
ภาพรวมและการทำ Content Marketing
Digital Marketing 
การสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภคได้อย่างแนบเนียนผ่านช่องทางการตลาดดิจิทัลที่หลากหลาย เช่น มือถือ เกมส์ แอพลิเคชัน วิทยุออนไลน์ ข้อความSMS และช่องทางอื่นๆ
Inbound marketing 
ดึงดูด ให้ความรู้ และสร้างความบันเทิงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายผ่านเนื้อหาที่ดึงดูด เทคนิคการทำ SEO และเครื่องมือทางการตลาดที่ตอบสนองผุ้บริโภคได้ (Interactive tools) เพื่อเอาชนะคู่แข่งและสร้างความภักดีจากลูกค้า
Content Curation 
เจาะลึกเข้าไปในท่ามกลางข่าว เนื้อหาที่น่าสนใจ และเลือกเนื้อหาที่มีคุณภาพที่จะแชร์ไปยังสื่อของคุณ สร้างหน้าฟีดข่าวแบบครบวงจรให้กับกลุ่มเป้าหมายของคุณ
Content Marketing 
สร้างเนื้อหาที่มีประโยชน์ น่าสนใจ และสร้างความบันเทิง ในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น โพสท์ Facebook บทความในบลอก VDO หรือ Infographic เพื่อสร้างแรงดึงดูด และเพิ่มการจดจำของแบรนด์ รวมไปจนถึงการชนะใจลูกค้าอีกด้วย
ศัพท์แสงควรรู้ 
ประเภทของสื่อ ในการตลาดออนไลน์เราสามารถแยกประเภทของสื่อตามลักษณะการเป็นเจ้าของได้ดังนี้
Paid Media 
สื่อโฆษณาที่เราต้องจ่ายเงินซื้อ เช่น บทความโฆษณา (Advertorial) การโปรโมทโพสท์ Facebook รวมถึงการลงโฆษณาใน Search Engine ด้วย
Owned Media 
สื่อที่เป็นของแบรนด์ หรือของบริษัทเรา เช่น การโพสท์ Facebook แบบไม่โฆษณา หน้าเว็บไซต์ บลอก หรือ Social Media อื่นๆ
Earned Media 
สื่อที่เราได้เพิ่มเติมจากการแชร์ของกลุ่มลูกค้าบนช่องทางต่างๆ เช่นลูกค้าแชร์เนื้อหาที่เราโพสท์บน Facebook ส่วนตัวของเขา หรือการแชร์ Vdo โฆษณาจากยูทูปของแบรนด์เรา ลงไปใน Facebook เป็นต้น
ครั้งหน้ามาพบกับคำศัพท์และการทำการตลาดออนไลน์บนเว็บไซต์กันต่อในซีรีส์ Online Marketing 101 นะคะ อย่าลืมกดแชร์และให้กำลังใจทีมงานด้วยค่ะ
ที่มาบทความ :https://www.wrike.com